สุดยอดเว็บกฎหมายไทย, ทนายความ, ทนาย, คดีความ, กระดานสนทนา - Thailand Online Lawyers and Community
•หน้าแรก          •เกี่ยวกับเรา          •บริการของเรา         •ติดต่อเรา         •สนับสนุนเรา          •สมุดเยี่ยม

แบ่งปันหน้านี้ให้เพื่อนของคุณ

share
Web Developed by Web Design Company in Chiang Mai Our Partners | Homestay in Chiang Mai | ของเล่นไม้ - ของเล่นเสริมพัฒนาการ | รีวิวเชียงใหม่ | Chiang Mai Thailand | Chiang Mai Travel | Chiang Mai Travel Guide | Chiang Mai Bed and Breakfast | Chiang Mai Private Villa | Chiang Mai Countryside Villas | Chiang Mai Spa | Thai Children's Garment for Export | Chiang Mai Boutique Hotel | กฎหมาย | ปรึกษากฎหมายฟรี
Useful Link : 医師求人 | SEO 検索エンジン対策 | 当広告について
รักเมืองไทย
หน้าแรก
English Page
ค้นหากฎหมาย
ค้นหาฎีกา
ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม
รวมลิงค์กฎหมาย
เว็บบอร์ดกฎหมาย
บทความ
   กฎหมายทั่วไป
   กฎหมายไอที
   กฎหมายชาวบ้าน
ข่าวกฎหมาย
บริการของเรา
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมกฎหมาย
สนับสนุนเรา
Site Map
lawyerthai © 2006
Lawyerthai Sticker

สาระสำคัญของร่างกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล :: โดย Lawyerthai.com


ผมเขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ตมาหลายครั้งแล้วครับ แล้วก็ทิ้งท้ายเสมอถึงความจำเป็นของประเทศเราที่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายตัวนี้จริง ๆ ผู้รับผิดชอบเขาก็ยกร่างกันเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ วันนี้เลยถือโอกาสมาพูดถึงสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันพอสังเขปครับ

ร่างกฎหมายนี้เกิดขึ้นนอกจากจะเพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ยังเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญของเรารับรองสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลครับ แต่ยังไม่มีการกำหนดกลไกในการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งสามารถประมวลผลและเผยแพร่ถึงบุคคลจำนวนมากได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ครับ

ข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายก็มีความหมายกว้างครับ ครอบคลุมข้อเท็จจริงทุกอย่างเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่างทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งก็รวมทั้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ สถานภาพทางสังคม ประวัติการศึกษา พฤติกรรรมการบริโภค และข้อมูลอื่นๆ ครับ ส่วนบุคคลที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองเขามุ่งที่บุคคลธรรมดาเป็นหลักครับ เพราะเขาถือว่านิติบุคคลนั้นมีกฎหมายเฉพาะคุ้มครองอยู่หลายฉบับแล้ว โดยกฎหมายให้ความคุ้มครองการดำเนินการใดๆ กับข้อมูลส่วนบุคคลทั้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (electronic means) และวิธีการที่ใช้ภาษามือ (manual) ครับ

กฎหมายนี้เขาเขียนเป็นหลักไว้เลยครับว่าการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำมิได้เว้นแต่กฎหมายจะให้อำนาจไว้ โดยในตัวร่างกฎหมายจะกำหนดหลักแต่ในการรวบรวม การใช้ การเปิดเผย การเก็บรักษาและการเข้าถึงข้อมูลเอาไว้ ส่วนข้อมูล sensitive บางอย่างเช่นที่เกี่ยวกับ ความเชื่อทางศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือประวัติสุขภาพนั้นเขาก็ได้กำหนดกลไกการคุ้มครองไว้เป็นพิเศษด้วย

ท่านผู้อ่านอาจจะเห็นว่ากฎหมายนี้มีรายละเอียดมากครับ แต่ถึงจะละเอียดแค่ไหนก็คงจะกำหนดให้ครอบคลุมทุกเรื่องไม่ได้ ในร่างกฎหมายนี้ผู้ร่างเขาก็ได้วางหลักเกณฑ์เพื่อให้ภาคเอกชนสร้างกลไกในการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองครับ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น หลักเกณฑ์ของภาคเอกชนที่ว่านี้ เขาเรียกว่า “ประมวลจริยธรรมในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ครับ ซึ่งก็จะต้องไม่ให้ไปขัดกับกฎหมายด้วย โดยเขาจะมีคณะกรรมการมาคอยกำกับการออกประมวลจริยธรรมอีกทีหนึ่ง

ที่เป็น Highlight ของกฎหมายนี้ก็คือการกำหนดความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นจากการดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายครับ และเนื่องจากผู้เสียหายส่วนใหญ่ก็คือประชาชนทั่วไป ส่วนผู้ทำผิดก็มักมีความรู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเทคโนโลยี กฎหมายเขาจึงวางหลักเกณฑ์ให้หน้าที่ในการพิสูจน์เป็นของผู้ครอบครองหรือควบคุมบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่นครับ ว่าตัวเองได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายหรือประมวลจริยธรรมกำหนดครับ

ก็คงต้องจับตาดูกันนะครับว่ากฎหมายที่ผ่านสภาและประกาศใช้จริงๆ จะมีหน้าตาและหลักการอย่างที่ผมเล่ามาหรือเปล่า และบ้านเราเป็นอย่างนี้เสมอครับ กฎหมายร่างกันขึ้นมาตามหลักการอย่างสวยหรูแต่พอเข้าสภา กฎหมายที่ออกมาหน้าตาหลักการไม่เหมือนเดิมครับ เหมือนกับใส่หมูเข้าไปในเครื่องแทนที่จะได้ไส้กรอกออกมากลับกลายเป็นลูกชิ้นปลาครับ