| ในการต่อสู้คดีความไม่ว่าคดีแพ่งหรือคดีอาญา
"พยานหลักฐาน" ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากครับ กรณีของคดีที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์
คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าพยานหลักฐานที่ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยจะหยิบยกกันขึ้นมาต่อสู้ในศาลก็คงเป็นพยานหลักฐานที่เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น
ซึ่งหากศาลท่านไม่รับฟังพยานหลักฐานเหล่านี้ก็จบครับ คงจะพิสูจน์อะไรไม่ได้
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย
เปิดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวางครับ
แต่เท่าที่ใช้กันอยู่ก็คิดว่าพยานหลักฐานมีเพียง 3 ประเภทคือ
พยานบุคคล พยานเอกสารและพยานวัตถุเท่านั้น แล้วข้อมูลคอมพิวเตอร์จะเป็นพยานอะไรล่ะครับ
เป็นพยานวัตถุก็ไม่ใช่ พยานเอกสารก็ไม่เชิง ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า
แล้วเราจะไปสนใจทำไมว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นพยานอะไร ก็รับฟังไปเท่านั้นก็หมดเรื่องใช่ไหมครับ
จริงๆ มันไม่ใช่อย่างนั้นสิครับ เพราะกฎหมายเขากำหนดกลไกในการเสนอพยานหลักฐานแต่ละประเภทต่อศาลเอาไว้แตกต่างกัน
ถ้าไม่ปฏิบัติตามวิธีการขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ศาลท่านก็ไม่รับฟังครับ
ดั้งนั้นจึงมีความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อจะกำหนดวิธีการรับฟังพยานหลักฐานคอมพิวเตอร์เอาไว้ครับ
ปัจจุบันนี้ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
พ.ศ. 2544 เขาก็บัญญัติว่าห้ามศาลปฏิเสธไม่รับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ครับ
แต่มิได้กำหนดรายละเอียดในเรื่องการเสนอข้อมูลคอมพิวเตอร์ต่อศาลว่าต้องทำอย่างไร
ต้องระบุในบัญชีระบุพยานหรือไม่ และต้องส่งสำเนาข้อมูลหรือสื่อบันทึกข้อมูลให้คู่ความอีกฝ่ายหรือไม่
ซึ่งในประเด็นนี้ก็ได้ข้อยุติในระดับหนึ่งแล้วนะครับ ว่าในส่วนรายละเอียดเรื่องนี้ท่านประธานศาลฏีกาจะได้ไปออกข้อกำหนดเพื่อกำหนดรายละเอียดการรับฟังพยานหลักฐานที่เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ในคดีแพ่งและคดีอาญาครับ
ส่วนคดีของศาลชำนัญพิเศษอื่นๆ
นั้น ปัจจุบันข้อกำหนดของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
ศาลล้มละลายกลาง และแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของศาลฎีกา
ก็ได้กำหนดเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานที่เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์เอาไว้แล้วครับ
คราวนี้คงต้องตั้งตารอครับว่าข้อกำหนดที่ใช้กับศาลแพ่งและศาลอาญา(ซึ่งเป็นศาลส่วนใหญ่ของประเทศ)
จะออกมาใช้บังคับเมื่อใดครับ เพื่อจะได้หมดปัญหาการตีความ เพราะศาลอื่นเขาก็บัญญัติเรื่องนี้ไว้หลายปีแล้วครับ
|