เป็นความจริงที่กว่าคนเราจะสร้างสรรค์งานอะไรที่ออกมาจากความคิดได้มันช่างยากเย็นและไม่ใช่เรื่องง่ายเอาซะเลย
กว่าจะคิดได้ คิดแล้วคิดอีก แล้วมาวันหนึ่งพบว่าผลงานความคิดของตัวเองถูกนำไปใช้โดยผู้ไม่หวังดีซึ่งไม่คิดจะขออนุญาตและไม่เคยคิดจะจ่ายเงินให้เรา
และกว่าจะรู้ตัวเค้าก็เอาผลงานความคิดของเราไปขายร่ำรวยกันถ้วนหน้า
แล้วมาดูเราซึ่งเป็นเจ้าของกลับไม่ได้อะไรเลยจากการกระทำนั้น ถามว่าอย่างนี้เป็นการยุติธรรมและถูกต้องแล้วหรือ
แล้วกฎหมายของบ้านเราพูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไร
กฎหมายลิขสิทธิ์ในประเทศของเราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่แท้จริงแล้วเรื่องดังกล่าวก็มิใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของประเทศไทยก็มีแต่ก็ไม่ค่อยมีคนรู้ใช่ไหมครับโดยเฉพาะพวกเราที่ไม่ใช่นักกฎหมาย
อย่าว่าแต่กฎหมายลิขสิทธิ์เลยแค่พูดถึงกฎหมายก็เริ่มมึนซะแล้ว
เริ่มต้นนะครับ เราจะมาดูกันก่อนว่าทรัพย์สินทางปัญญาที่เราพูดๆกันมันหมายถึงอะไรบ้าง
อย่างไรที่เป็นและไม่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา คำว่าทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. วัตถุที่มีรูปร่าง และ
2. วัตถุที่ไม่มีรูปร่าง
ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยกันมักจะเป็นทรัพย์สินที่มีรูปร่างซึ่งตามกฎหมายแพ่งและพานิชย์
เรียกว่า "ทรัพย์" ส่วนทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นทรัพย์สินที่วัตถุแห่งสิทธิเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้
กล่าวคือ "ปัญญาความคิดของมนุษย์นั้นมีคุณค่าและสามารถถือเอาเป็นเจ้าของได้"
ดังนั้น ปัญญาความคิดของมนุษย์จึงเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งตามกฎหมาย
เรียกว่า "ทรัพย์สินทางปัญญา"(Intellectual Property)
ซึ่งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้กำหนดบทนิยามไว้ในอนุสัญญาจัดตั้งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก
( Convention Establishing the World Intelectual Property Organization
) ซึ่งลงนาม ณ กรุงสต๊อกโฮล์มเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 1967 ดังนี้
: "intellectual property" shall include the right
relation to :
- literary, artistic and scientific works,
- performance of the performing artist , phonograms , and
broadcasts
- inventions in all field of human endeavor ,
- scientific discoveries ,
- industrial design ,
- trademarks , servicemarks , and commercial names and designations
- Protection against unfair competition , and all other right
resulting from intellectual activity in the industrials ,
scientific , literary or artistic field.
จากบทนิยามแห่งอนุสัญญาดังกล่าวได้กล่าวถึงชนิดของทรัพย์สินทางปัญญาไว้หลายอย่าง
เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า การแสดงของนักแสดง
การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ เครื่องหมายบริการ เหล่านี้เป็นต้น
และจากบทนิยามดังกล่าวสามารถแบ่งทรัพย์สินทางปัญญาออกเป็น
2 ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมสมบัติ และลิขสิทธิ์ สำหรับประเทศไทยในขณะนี้มีกฎหมายที่รับรองหรือยอมรับว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญานั้นมีอยู่เฉพาะลิขสิทธิ์
สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าเท่านั้น
งานที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ได้แก่
งานประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ
ภาพยนต์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียง งานแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี
แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะของผู้สร้างสรรค์
กฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ให้ความคุ้มครองความคิดหรือขั้นตอน
กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ
การค้นพบ หรือทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ ตรงนี้สำคัญมากนะครับและเป็นส่วนที่ทำให้เกิดมีปัญหาโดยเฉพาะในต่างประเทศในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน
ส่วนเงื่อนไขการคุ้มครองลิขสิทธิ์นั้นกฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องนำไปจดทะเบียน
ผู้สร้างสรรค์ย่อมได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติหากผู้สร้างสรรค์นั้นได้สร้างสรรค์งานชึ้นมาโดยชอบโดยหลักที่กำหนดไว้ในกฎหมายลิขสิทธิ์
นอกจากนี้กฎหมายลิขสิทธิ์ยังมิได้คำนึงถึงความใหม่ของงานที่สร้างสรรค์เหมือนอย่างที่กำหนดไว้ในกฎหมายสิทธิบัตร
สำหรับคุณภาพหรือคุณค่าหรือราคาของงานนั้นก็มิได้เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์แต่อย่างใด
แม้ว่ากฎหมายลิขสิทธิ์จะถือว่าผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในงานของตน
แต่ในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการบัญญัติกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ
รัฐก็วางข้อกำหนดหรือข้อยกเว้นบางประการเพื่อปกป้องประโยชน์ของบุคคลทั่วไปอันเป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์และข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่
3 ประเภท ดังนี้
1. การกำหนดระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิ
2. การกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้สิทธิแก่บุคคลทั่วไปที่มิได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ได้โดยเสรี
( Fair Use)
3. การอนุญาตโดยกฎหมายบังคับ ( Compulsory Licences)
3.1 กฎหมายบังคับเด็ดขาด
3.2 กฎหมายบังคับอนุญาตไม่เด็ดขาด
ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดแบบเจาะลึกทุกประเด็น
แต่จะกล่าวถึงความรู้โดยทั่วๆไปที่เป็นประโยชน์และเข้าใจได้ง่าย
ส่วนผู้ที่สนใจในรายละเอียดก็ขอแนะนำให้ไปค้นหาเพิ่มเติมได้จากเวบไซต์ที่ระบุไว้ท้ายหนังสือเล่มนี้
และเมื่อเราพอจะรู้จักความหมายของคำว่าทรัพย์สินทางปัญญากันบ้างแล้ว
คราวนี้มาดูกันว่าลักษณะการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ตมีลักษณะอย่างไร
และมีวิธีการอย่างไรบ้าง
|