Thailand Online Lawyers
เว็บบอร์ด   เกี่ยวกับเรา   บริการของเรา  ติดต่อเรา  สนับสนุนเรา  สมุดเยี่ยม
 
รักเมืองไทย
ค้นหากฎหมาย ค้นหาคำพิพากษาฎีกา ดาวน์โหลดแบบฟอร์มต่างๆรวมลิงค์กฎหมายที่น่าสนใจ
หน้าแรก
English Page
ค้นหากฎหมาย
ค้นหาฎีกา
ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม
รวมลิงค์กฎหมาย
เว็บบอร์ดกฎหมาย
บทความ
   กฎหมายทั่วไป
   กฎหมายไอที
   กฎหมายชาวบ้าน
ข่าวกฎหมาย
ข่าวสารที่น่าสนใจ
Forward Mail
บริการของเรา
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมกฎหมาย
สนับสนุนเรา
Site Map
lawyerthai © 2006
คุยกันสดๆ
เสื้อ lawyerthai.com
หากสนใจหรืออยากทราบ ข้อมูลเพิ่มเติม เชิญคลิก

ทรัพย์สินทางปัญญาบน Internet :: โดย Lawyerthai.com


เป็นความจริงที่กว่าคนเราจะสร้างสรรค์งานอะไรที่ออกมาจากความคิดได้มันช่างยากเย็นและไม่ใช่เรื่องง่ายเอาซะเลย กว่าจะคิดได้ คิดแล้วคิดอีก แล้วมาวันหนึ่งพบว่าผลงานความคิดของตัวเองถูกนำไปใช้โดยผู้ไม่หวังดีซึ่งไม่คิดจะขออนุญาตและไม่เคยคิดจะจ่ายเงินให้เรา และกว่าจะรู้ตัวเค้าก็เอาผลงานความคิดของเราไปขายร่ำรวยกันถ้วนหน้า แล้วมาดูเราซึ่งเป็นเจ้าของกลับไม่ได้อะไรเลยจากการกระทำนั้น ถามว่าอย่างนี้เป็นการยุติธรรมและถูกต้องแล้วหรือ แล้วกฎหมายของบ้านเราพูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไร

กฎหมายลิขสิทธิ์ในประเทศของเราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่แท้จริงแล้วเรื่องดังกล่าวก็มิใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของประเทศไทยก็มีแต่ก็ไม่ค่อยมีคนรู้ใช่ไหมครับโดยเฉพาะพวกเราที่ไม่ใช่นักกฎหมาย อย่าว่าแต่กฎหมายลิขสิทธิ์เลยแค่พูดถึงกฎหมายก็เริ่มมึนซะแล้ว

เริ่มต้นนะครับ เราจะมาดูกันก่อนว่าทรัพย์สินทางปัญญาที่เราพูดๆกันมันหมายถึงอะไรบ้าง อย่างไรที่เป็นและไม่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา คำว่าทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. วัตถุที่มีรูปร่าง และ
2. วัตถุที่ไม่มีรูปร่าง

ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยกันมักจะเป็นทรัพย์สินที่มีรูปร่างซึ่งตามกฎหมายแพ่งและพานิชย์ เรียกว่า "ทรัพย์" ส่วนทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นทรัพย์สินที่วัตถุแห่งสิทธิเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ กล่าวคือ "ปัญญาความคิดของมนุษย์นั้นมีคุณค่าและสามารถถือเอาเป็นเจ้าของได้"

ดังนั้น ปัญญาความคิดของมนุษย์จึงเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งตามกฎหมาย เรียกว่า "ทรัพย์สินทางปัญญา"(Intellectual Property) ซึ่งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้กำหนดบทนิยามไว้ในอนุสัญญาจัดตั้งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ( Convention Establishing the World Intelectual Property Organization ) ซึ่งลงนาม ณ กรุงสต๊อกโฮล์มเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 1967 ดังนี้ : "intellectual property" shall include the right relation to :
- literary, artistic and scientific works,
- performance of the performing artist , phonograms , and broadcasts
- inventions in all field of human endeavor ,
- scientific discoveries ,
- industrial design ,
- trademarks , servicemarks , and commercial names and designations
- Protection against unfair competition , and all other right resulting from intellectual activity in the industrials , scientific , literary or artistic field.

จากบทนิยามแห่งอนุสัญญาดังกล่าวได้กล่าวถึงชนิดของทรัพย์สินทางปัญญาไว้หลายอย่าง เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า การแสดงของนักแสดง การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ เครื่องหมายบริการ เหล่านี้เป็นต้น

และจากบทนิยามดังกล่าวสามารถแบ่งทรัพย์สินทางปัญญาออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมสมบัติ และลิขสิทธิ์ สำหรับประเทศไทยในขณะนี้มีกฎหมายที่รับรองหรือยอมรับว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญานั้นมีอยู่เฉพาะลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าเท่านั้น

งานที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ได้แก่ งานประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนต์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียง งานแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะของผู้สร้างสรรค์

กฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ให้ความคุ้มครองความคิดหรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ ตรงนี้สำคัญมากนะครับและเป็นส่วนที่ทำให้เกิดมีปัญหาโดยเฉพาะในต่างประเทศในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน

ส่วนเงื่อนไขการคุ้มครองลิขสิทธิ์นั้นกฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องนำไปจดทะเบียน ผู้สร้างสรรค์ย่อมได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติหากผู้สร้างสรรค์นั้นได้สร้างสรรค์งานชึ้นมาโดยชอบโดยหลักที่กำหนดไว้ในกฎหมายลิขสิทธิ์

นอกจากนี้กฎหมายลิขสิทธิ์ยังมิได้คำนึงถึงความใหม่ของงานที่สร้างสรรค์เหมือนอย่างที่กำหนดไว้ในกฎหมายสิทธิบัตร สำหรับคุณภาพหรือคุณค่าหรือราคาของงานนั้นก็มิได้เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์แต่อย่างใด

แม้ว่ากฎหมายลิขสิทธิ์จะถือว่าผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในงานของตน แต่ในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการบัญญัติกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ รัฐก็วางข้อกำหนดหรือข้อยกเว้นบางประการเพื่อปกป้องประโยชน์ของบุคคลทั่วไปอันเป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์และข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่ 3 ประเภท ดังนี้
1. การกำหนดระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิ
2. การกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้สิทธิแก่บุคคลทั่วไปที่มิได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ได้โดยเสรี ( Fair Use)
3. การอนุญาตโดยกฎหมายบังคับ ( Compulsory Licences)

3.1 กฎหมายบังคับเด็ดขาด
3.2 กฎหมายบังคับอนุญาตไม่เด็ดขาด

ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดแบบเจาะลึกทุกประเด็น แต่จะกล่าวถึงความรู้โดยทั่วๆไปที่เป็นประโยชน์และเข้าใจได้ง่าย ส่วนผู้ที่สนใจในรายละเอียดก็ขอแนะนำให้ไปค้นหาเพิ่มเติมได้จากเวบไซต์ที่ระบุไว้ท้ายหนังสือเล่มนี้

และเมื่อเราพอจะรู้จักความหมายของคำว่าทรัพย์สินทางปัญญากันบ้างแล้ว คราวนี้มาดูกันว่าลักษณะการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ตมีลักษณะอย่างไร และมีวิธีการอย่างไรบ้าง