|
หลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่
4301/2543 ยกฟ้องในคดีที่ไมโครซอฟท์ฟ้องเอเทคแล้ว ก็ใช่ว่าเรื่องจะจบลงง่ายๆ
ครับ ในปี 2543 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ศาลฎีกายกฟ้อง ไมโครซอฟท์ก็ฟ้องเอเทคเป็นคดีอาญาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ต่อศาลทรัพยสินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
(ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น) อีกครับ แต่คราวนี้ไม่ได้ฟ้องเอเทคโดยตรง
แต่ฟ้องบริษัทนิยมไทยจำกัด (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "บริษัท
น." ครับ) ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายคอมพิวเตอร์ของเอเทค ข้อเท็จจริงของคดีใหม่นี้ก็คล้ายกับคดีเก่าครับ
คือไมโครซอฟท์สงสัยว่าคอมพิวเตอร์ที่บริษัท น.จำหน่ายมีโปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของไมโครซอฟท์อยู่ด้วยครับ
ก็เลยจ้างฝรั่งให้ไปล่อซื้อคอมพิวเตอร์จากบริษัท น. ซึ่งคดีนี้ศาลมองว่าไม่ใช่การล่อให้กระทำความผิด
(entrapment) เพราะมีพยานหลักฐานหลายอย่างที่ทำให้ศาลเชื่อว่า
บริษัท น. จำหน่ายคอมพิวเตอร์พร้อมกับโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์เป็นปกติอยู่แล้วครับ
ไม่ใช่เพิ่งจะมีการติดตั้งโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อผู้ซื้อ(ปลอม)ที่ได้รับว่าจ้างจากไมโครซอฟท์ไปล่อซื้อ
คดีนี้มันต่างกับคดีเก่าตรงที่ว่า
ไมโครซอฟท์เขานำวิศวกรคอมพิวเตอร์มาเบิกความชัดเจนครับว่าโปรแกรม
Microsoft Windows 98 และ office 97 ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์นี้
มีการติดตั้งก่อนที่จะมีการตกลงซื้อขายคอมพิวเตอร์จริง ๆ จากพยานหลักฐานพบว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวันที่ติดตั้งโปรแกรม
Windowsครับ แต่วิศวกรของไมโครซอฟท์เขาก็พิสูจน์ให้เห็นถึงวันที่ติดตั้งที่แท้จริงได้
ส่วนโปรแกรม office 97 วิศวกรเขาไปดู file ชื่อ OFFITEMS LOG
ก็ทราบว่า Office ถูกเปิดใช้ครั้งแรกในวันที่พนักงานขายเปิดเครื่องให้ลูกค้า(ปลอม)ดูครับ
แสดงว่า โปรแกรม office97 ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ถูกติดตั้งไว้ก่อนวันนั้นครับ
ประกอบกับตอนที่ลูกค้า (ปลอม)ไปรับเครื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์ก็อยู่ในกล่องอย่างดีครับ
พอยกออกมาลอง เครื่องก็มีโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์อยู่แล้วพร้อมสรรพ
ต่างกับคดีแรกที่พอลูกค้า (ปลอม) ไปรับเครื่องน่ะ เครื่องอยู่นอกกล่องครับ
และคดีก่อนก็ไม่มีพยานหลักฐานยันยันวันติดตั้งโปรแกรมที่ชัดเจนเหมือนคดีนี้
ในที่สุดแล้วในคดีหลังนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึง
พิพากษาให้ไมโครซอฟท์ชนะคดี ก็พิพากษาลงโทษบริษัท น. กับกรรมการผู้จัดการซึ่งเป็นจำเลย
ที่1 และ ที่ 2 ครับ ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานขายก็หนีไปตามระเบียบตั้งแต่เขายังไม่ฟ้องครับ
ศาลจึงไม่ได้ระบุในคำพิพากษาว่าต้องรับผิดด้วยหรือไม่ครับ
ในคดีหลังนี้ ฝ่ายจำเลยเขาก็อ้างข้อต่อสู้เดิมๆ
กับในคดีแรกครับ ซึ่งไมโครซอฟท์เขาก็รู้ทางมวยอยู่แล้วจึงแก้ได้ทั้งหมดครับ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องว่าบริษัทน. มีข้อบังคับติดไว้ในสำนักงานขายทุกแห่งว่า
ไม่ให้พนักงานติดตั้งโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ในคอมพิวเตอร์ที่ขาย
หรือที่ว่าในใบเสร็จระบุว่าขายแต่เครื่องไม่มีโปรแกรมครับ คือศาลท่านเห็นว่าถ้าขายเครื่องได้บริษัท
น. ก็ได้เงินครับ ถึงจะมีข้อบังคับ และระบุในใบเสร็จไว้อย่างนั้น
แต่ก็อาจจะมี hidden agenda ก็ได้ครับว่า จริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร
ก็เป็นดุลพินิจของศาลในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานครับ คนธรรมดาอย่างเรา
ๆ ท่าน ๆ คงไปก้าวล่วงไม่ได้ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคดีนี้จำเลยเขาได้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาหรือไม่ครับ
(คดีทรัพย์สินทางปัญญา นี้อุทธรณ์จากศาลทรัพย์สินทางปัญญา ไปยังศาลฎีกาได้โดยตรงครับไม่ต้องผ่านศาลอุทธรณ์
) แต่ที่ผมเช็คคำพิพากษาฎีกาตอนนี้ก็ยังไม่เห็นมีออกมาครับ ถ้ามีการฎีกาแล้วศาลฎีกาพิพากษาออกมาอีกทางหนึ่ง
ผมก็คงต้องเขียน ภาค 3 ของคดีนี้ แล้วตั้งชื่อว่า Return of
the Jedi แน่ๆ เลยครับ
|