|
คดีระหว่างไมโครซอฟท์กับเอเทคทั้ง
2 คดีนั้น พนักงานขายคอมพิวเตอร์ต่างก็ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3
ทั้งสองคดีครับ แล้วก็หนีไปตามระเบียบทั้งสองคดี ไม่ได้ตัวมาดำเนินคดี
ก็เลยไม่รู้ว่าศาลท่านจะลงโทษยังไงครับหากได้ตัวมาดำเนินคดี
คดีแรกที่ศาลยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่รู้ว่าพนักงานขายจะได้อานิสงค์ด้วยหรือเปล่า
ส่วนคดีที่ 2 ที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 กับที่ 2 นั้น ถ้าพูดกันตามหลักกฎหมายอาญาแล้ว
จำเลยที่ 3 ก็ไม่น่าจะรอดครับหากได้ตัวมาดำเนินคดีเพราะถือว่าเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันครับ
ตรงนี้เองซึ่งผมเห็นว่าเป็นทุกข์ของพนักงานขายคอมพิวเตอร์ครับ
ผมว่าพนักงานขายคงไม่มีใครอยากทำผิดกฎหมายหรอกครับ
แต่ทุกคนก็อยากจะขายของให้ได้มากๆ เพื่อให้บริษัทได้กำไรครับ
ถ้าบริษัทขายคอมฯได้มากก็หมายความถึงความอยู่รอดของพนักงานครับ
คนที่ไปซื้อคอมฯจริงๆ ก็ต้องยอมรับครับว่าเขาก็อยากได้โปรแกรมให้ครบๆ
โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซื้อมาใช้ตามบ้าน เขาก็ไม่ mind เรื่องลิขสิทธิ์หรอกครับ
ถ้าไม่แถมโปรแกรมให้ คนซื้อก็ไม่อยากซื้อเท่าไรหรอกครับ ดังนั้น
ถ้าพนักงานขายไม่เสนอโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยก็อาจจะขายสู้ยี่ห้ออื่น
ๆ ไม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นการขายให้กับลูกค้าทั่วไปเขาก็คงไม่มาโวยวายเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์หรอกครับ
แต่ถ้าแจ็คพอตแตกไปขายให้กับสายของบริษัทซอฟท์แวร์ก็จะเป็นปัญหาอย่างที่เห็นนี้ล่ะครับ
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่แน่ใจจริงๆ ครับว่าไอ้การแถมโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์นี้เป็นเทคนิคการขายของพนักงานขายเอง
(โดยบริษัทไม่รู้) หรือเป็นข้อบังคับที่บริษัทกำหนดให้พนักงานทำ
(แต่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรว่าห้ามทำ)ครับ ถ้าเป็นอย่างหลังก็ควรจะต้องมีกลไกทางกฎหมายในการคุ้มครองพนักงานขายตัวเล็กๆ
ไม่ให้ต้องถูกฟ้องร้องเป็นคดีอาญาหรือทางแพ่งนะครับ
อ้อ อีกอย่างหนึ่งที่อยากฝากท่านผู้อ่านที่เป็นพนักงานขายคอมฯ
ในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายมาคุ้มครองพวกท่านนะครับว่า ถ้าเห็นฝรั่งเดินเข้ามาในร้านให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนนะครับว่าเป็นสายของบริษัทซอฟท์แวร์ครับ
เวลาจะพูดอะไรก็ระวังเขาจะอัดเทปเอาไว้นะครับ
|