Thailand Online Lawyers
เว็บบอร์ด   เกี่ยวกับเรา   บริการของเรา  ติดต่อเรา  สนับสนุนเรา  สมุดเยี่ยม
 
รักเมืองไทย
ค้นหากฎหมาย ค้นหาคำพิพากษาฎีกา ดาวน์โหลดแบบฟอร์มต่างๆรวมลิงค์กฎหมายที่น่าสนใจ
หน้าแรก
English Page
ค้นหากฎหมาย
ค้นหาฎีกา
ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม
รวมลิงค์กฎหมาย
เว็บบอร์ดกฎหมาย
บทความ
   กฎหมายทั่วไป
   กฎหมายไอที
   กฎหมายชาวบ้าน
ข่าวกฎหมาย
ข่าวสารที่น่าสนใจ
Forward Mail
บริการของเรา
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมกฎหมาย
สนับสนุนเรา
Site Map
lawyerthai © 2006
คุยกันสดๆ
เสื้อ lawyerthai.com
หากสนใจหรืออยากทราบ ข้อมูลเพิ่มเติม เชิญคลิก


ความเครียดในการเรียนนิติศาสตร์ :: โดย ชาคริต ปารมีดิเรกลาภ


ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้สังคมไทยมีข่าวที่น่าสลดใจอยู่เรื่องหนึ่งนอกเหนือไปจากข่าวการก่อวินาศกรรมสะท้านโลกที่สหรัฐอเมริกาอันกลายเป็นข่าวใหญ่อันดับหนึ่งไปโดยมิพักต้องสงสัยแล้ว นั่นก็คือการก่ออัตวินิบาตกรรมของนักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยการกระโดดลงมาจากชั้น 8 ของตึกธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่ (ข่าวจาก น.ส.พ. เดอะเนชั่น วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2544) ประเด็นที่น่าสนใจก็คือนักศึกษาหญิงผู้นั้นเรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ปีที่ 3 แถมยังมีผลการศึกษาอยู่ในระดับดีด้วย โดยสาเหตุของการก่ออัตวินิบาตกรรมครั้งนี้ทั้งญาติและตำรวจเชื่อว่าเกิดจากความกดดันอันเนื่องมาจากความพลาดหวังที่จะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

จากเหตุการณ์สะเทือนใจในครั้งนี้อาจทำให้มีผู้สงสัยว่าการเรียนในคณะนิติศาสตร์นั้นมีความยากเย็นมากหรืออย่างไรจึงก่อให้สาวน้อยผู้นี้เกิดความเครียดจนถึงขนาดต้องจบชีวิตของตนเองลงก่อนถึงเวลาอันสมควรเช่นนี้

ตัวผมเองในฐานะศิษย์เก่าของคณะนิติศาสตร์ ม.ธ. เองนั้นจึงอยากจะเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบถึงระบบการศึกษาปริญญาตรีในคณะนิติศาสตร์ ม.ธ. อย่างคร่าว ๆ ว่า การศึกษากฎหมายใน ม.ธ. นั้นถ้าพูดถึงบรรยากาศในการเรียนแล้วจัดว่าเป็นไปโดยสบาย ๆ ไม่ซีเรียสมากนัก อย่างหนึ่งอาจเป็นเพราะบรรยากาศในคณะดูไม่เหมือนมหาวิทยาลัยสักเท่าไหร่ เนื่องจากนักศึกษาส่วนมากไม่นิยมแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาอยู่แล้ว การเรียนรายวิชานั้นโดยส่วนใหญ่แล้วก็ไม่มีการเช็คชื่อ ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของนักศึกษาแต่ละคนเอง ซึ่งก็มีอยู่มากหลายที่ไม่ค่อยจะได้เข้าห้องเรียนไปฟังเลคเชอร์สักเท่าไหร่ แต่พอผลสอบออกมากลับผ่านฉลุยแถมบางคนได้คะแนนดีเสียยิ่งกว่าคนที่เข้าเรียนอีกด้วย นอกจากนี้นักศึกษากฎหมาย ม.ธ. ก็ยังค่อนข้างสบายกว่ามหาวิทยาลัยอื่นเช่น จุฬา ในแง่ที่ว่าไม่ค่อยมีวิชาที่ต้องทำรายงานส่งอาจารย์ มีเพียงส่วนน้อยในบางวิชาเท่านั้นที่บังคับให้ต้องทำรายงาน ส่วนการสอบเก็บคะแนนช่วงกลางภาคหรือมิดเทอมนั้น น้อยวิชานักที่จะจัดให้มีการสอบมิดเทอมเหมือนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ จะไปว่ากันในการสอบปลายภาคอย่างเดียว ดังนั้นช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดทั้งหลายจึงไปรวมอยู่ในการสอบปลายภาค ซึ่งข้อสอบปลายภาคนั้นส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าวิชาหลักหรือวิชาเลือกก็จะมีอยู่จำนวน 5 ข้อ ข้อละ 20 คะแนน ซึ่งการจะสอบผ่านในแต่ละวิชานั้นจะต้องได้คะแนนในขั้นต่ำ 60 คะแนนจึงจะผ่านวิชานั้น ๆ ไปได้

ในเรื่องของการคิดเกรดนั้น คณะนิติศาสตร์ ม.ธ. ก็อาจจะแตกต่างกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ และแม้กระทั่งคณะอื่น ๆ ใน ม.ธ. เอง ในแง่ที่จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มิได้คิดเป็นเกรดเฉลี่ยเต็ม 4.0 ดังนั้นจึงไม่มีการตัดเคิร์ฟเหมือนที่อื่น ๆ ทั้งนี้ผู้ที่จะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งนั้นจะต้องมีคะแนนเฉลี่ยทั้งสิ้นคิดไม่ต่ำกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ หรือกล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือคะแนนเฉลี่ยในทุกวิชานั้นจะต้องได้ประมาณ 85 คะแนนเต็มร้อย สำหรับผู้ที่จะได้เกียรตินิยมอันดับสองนั้นจะต้องมีคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 75 เปอร์เซ็นต์

ในส่วนตัวของผมนั้นสมัยที่เรียนอยู่ก็จัดว่าเป็นพวกที่อยู่ในกลุ่ม “ไม่เครียด” สักเท่าใดนัก แต่อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ที่ได้พบอาจจะพอสรุปได้ว่าผู้ที่อยู่ในกลุ่ม “เครียด” นั้นอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ก็คือ เครียดเพราะเกรดต่ำกำลังจะโดนรีไทร์ กับพวกที่เครียดเพราะคะแนนอยู่ในระดับที่สามารถลุ้นเกียรตินิยมได้แต่ก็เฉี่ยวไปเฉี่ยวมา ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่าพวกใดจะอยู่ในกลุ่มที่มีความเครียดสูงกว่ากันแน่ ส่วนพวกที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ “ไม่เครียด” นั้นก็อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ เช่นกันคือ พวกที่ไม่เครียดเพราะเกรดไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไปอยู่ในระดับปานกลางซึ่งก็มักจะไม่เกิดความเครียดมากนักเพราะไม่ต้องไปลุ้นเกียรตินิยมอะไรกับเขา แค่ประคองตัวเรียนไปเรื่อย ๆ ก็จบได้อย่างไม่ลำบากนัก กับอีกพวกหนึ่งก็คือพวกที่คะแนนเฉลี่ยสูงลิ่วเกินกว่าระดับที่จะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งหรือสองไปแล้ว พวกนี้ก็จะไม่เครียดมากแค่ไม่ประมาทหรือปล่อยตัวจนเกิดสอบตกในวิชาที่เหลือก็สามารถได้เกียรตินิยมมาเชยชมแน่นอน อย่างไรก็ตามพวกที่อยู่ในกลุ่ม “ไม่เครียด” พวกหลังนี้ก็อาจจะกลายเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่ม “เครียด” ขึ้นมาได้หากเป็นผู้ที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าระดับเกียรตินิยมอันดับสองมามากและเป็นแคนดิเดตขึ้นมาท้าชิงเกียรตินิยมอันดับหนึ่งได้ อาทิ ได้คะแนนเฉลี่ย 84.5 เปอร์เซ็นต์ พวกนี้ก็อาจจะต้องประสบกับความตึงเครียดในอันที่จะพยายามกระเสือกกระสนไล่ล่าคะแนนอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อเป้าหมายคือเกียรตินิยมอันดับหนึ่งมาครอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ผ่านการขับเคี่ยวในระดับนี้มาอาจจะทราบดีว่าคะแนนเพียงแค่คะแนนสองคะแนนในโค้งสุดท้ายนี้มัน “หิน” ยิ่งนักกว่าจะได้มันมาเนรมิตเกียรตินิยมให้แก่ตน

ผมไม่แน่ใจว่าสาวน้อยคนนั้นจะจัดอยู่ในประเภทนี้หรือไม่

ชาคริต ปารมีดิเรกลาภ

ทีมงาน lawonline.co.th