|
ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้สังคมไทยมีข่าวที่น่าสลดใจอยู่เรื่องหนึ่งนอกเหนือไปจากข่าวการก่อวินาศกรรมสะท้านโลกที่สหรัฐอเมริกาอันกลายเป็นข่าวใหญ่อันดับหนึ่งไปโดยมิพักต้องสงสัยแล้ว
นั่นก็คือการก่ออัตวินิบาตกรรมของนักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยการกระโดดลงมาจากชั้น
8 ของตึกธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่ (ข่าวจาก น.ส.พ. เดอะเนชั่น
วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2544) ประเด็นที่น่าสนใจก็คือนักศึกษาหญิงผู้นั้นเรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ปีที่
3 แถมยังมีผลการศึกษาอยู่ในระดับดีด้วย โดยสาเหตุของการก่ออัตวินิบาตกรรมครั้งนี้ทั้งญาติและตำรวจเชื่อว่าเกิดจากความกดดันอันเนื่องมาจากความพลาดหวังที่จะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
จากเหตุการณ์สะเทือนใจในครั้งนี้อาจทำให้มีผู้สงสัยว่าการเรียนในคณะนิติศาสตร์นั้นมีความยากเย็นมากหรืออย่างไรจึงก่อให้สาวน้อยผู้นี้เกิดความเครียดจนถึงขนาดต้องจบชีวิตของตนเองลงก่อนถึงเวลาอันสมควรเช่นนี้
ตัวผมเองในฐานะศิษย์เก่าของคณะนิติศาสตร์
ม.ธ. เองนั้นจึงอยากจะเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบถึงระบบการศึกษาปริญญาตรีในคณะนิติศาสตร์
ม.ธ. อย่างคร่าว ๆ ว่า การศึกษากฎหมายใน ม.ธ. นั้นถ้าพูดถึงบรรยากาศในการเรียนแล้วจัดว่าเป็นไปโดยสบาย
ๆ ไม่ซีเรียสมากนัก อย่างหนึ่งอาจเป็นเพราะบรรยากาศในคณะดูไม่เหมือนมหาวิทยาลัยสักเท่าไหร่
เนื่องจากนักศึกษาส่วนมากไม่นิยมแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาอยู่แล้ว
การเรียนรายวิชานั้นโดยส่วนใหญ่แล้วก็ไม่มีการเช็คชื่อ ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของนักศึกษาแต่ละคนเอง
ซึ่งก็มีอยู่มากหลายที่ไม่ค่อยจะได้เข้าห้องเรียนไปฟังเลคเชอร์สักเท่าไหร่
แต่พอผลสอบออกมากลับผ่านฉลุยแถมบางคนได้คะแนนดีเสียยิ่งกว่าคนที่เข้าเรียนอีกด้วย
นอกจากนี้นักศึกษากฎหมาย ม.ธ. ก็ยังค่อนข้างสบายกว่ามหาวิทยาลัยอื่นเช่น
จุฬา ในแง่ที่ว่าไม่ค่อยมีวิชาที่ต้องทำรายงานส่งอาจารย์ มีเพียงส่วนน้อยในบางวิชาเท่านั้นที่บังคับให้ต้องทำรายงาน
ส่วนการสอบเก็บคะแนนช่วงกลางภาคหรือมิดเทอมนั้น น้อยวิชานักที่จะจัดให้มีการสอบมิดเทอมเหมือนมหาวิทยาลัยอื่น
ๆ จะไปว่ากันในการสอบปลายภาคอย่างเดียว ดังนั้นช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดทั้งหลายจึงไปรวมอยู่ในการสอบปลายภาค
ซึ่งข้อสอบปลายภาคนั้นส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าวิชาหลักหรือวิชาเลือกก็จะมีอยู่จำนวน
5 ข้อ ข้อละ 20 คะแนน ซึ่งการจะสอบผ่านในแต่ละวิชานั้นจะต้องได้คะแนนในขั้นต่ำ
60 คะแนนจึงจะผ่านวิชานั้น ๆ ไปได้
ในเรื่องของการคิดเกรดนั้น
คณะนิติศาสตร์ ม.ธ. ก็อาจจะแตกต่างกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ และแม้กระทั่งคณะอื่น
ๆ ใน ม.ธ. เอง ในแง่ที่จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มิได้คิดเป็นเกรดเฉลี่ยเต็ม
4.0 ดังนั้นจึงไม่มีการตัดเคิร์ฟเหมือนที่อื่น ๆ ทั้งนี้ผู้ที่จะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งนั้นจะต้องมีคะแนนเฉลี่ยทั้งสิ้นคิดไม่ต่ำกว่า
85 เปอร์เซ็นต์ หรือกล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือคะแนนเฉลี่ยในทุกวิชานั้นจะต้องได้ประมาณ
85 คะแนนเต็มร้อย สำหรับผู้ที่จะได้เกียรตินิยมอันดับสองนั้นจะต้องมีคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า
75 เปอร์เซ็นต์
ในส่วนตัวของผมนั้นสมัยที่เรียนอยู่ก็จัดว่าเป็นพวกที่อยู่ในกลุ่ม
ไม่เครียด สักเท่าใดนัก แต่อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ที่ได้พบอาจจะพอสรุปได้ว่าผู้ที่อยู่ในกลุ่ม
เครียด นั้นอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ก็คือ เครียดเพราะเกรดต่ำกำลังจะโดนรีไทร์
กับพวกที่เครียดเพราะคะแนนอยู่ในระดับที่สามารถลุ้นเกียรตินิยมได้แต่ก็เฉี่ยวไปเฉี่ยวมา
ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่าพวกใดจะอยู่ในกลุ่มที่มีความเครียดสูงกว่ากันแน่
ส่วนพวกที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ ไม่เครียด นั้นก็อาจแบ่งได้เป็น
2 กลุ่มใหญ่ ๆ เช่นกันคือ พวกที่ไม่เครียดเพราะเกรดไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไปอยู่ในระดับปานกลางซึ่งก็มักจะไม่เกิดความเครียดมากนักเพราะไม่ต้องไปลุ้นเกียรตินิยมอะไรกับเขา
แค่ประคองตัวเรียนไปเรื่อย ๆ ก็จบได้อย่างไม่ลำบากนัก กับอีกพวกหนึ่งก็คือพวกที่คะแนนเฉลี่ยสูงลิ่วเกินกว่าระดับที่จะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งหรือสองไปแล้ว
พวกนี้ก็จะไม่เครียดมากแค่ไม่ประมาทหรือปล่อยตัวจนเกิดสอบตกในวิชาที่เหลือก็สามารถได้เกียรตินิยมมาเชยชมแน่นอน
อย่างไรก็ตามพวกที่อยู่ในกลุ่ม ไม่เครียด พวกหลังนี้ก็อาจจะกลายเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่ม
เครียด ขึ้นมาได้หากเป็นผู้ที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าระดับเกียรตินิยมอันดับสองมามากและเป็นแคนดิเดตขึ้นมาท้าชิงเกียรตินิยมอันดับหนึ่งได้
อาทิ ได้คะแนนเฉลี่ย 84.5 เปอร์เซ็นต์ พวกนี้ก็อาจจะต้องประสบกับความตึงเครียดในอันที่จะพยายามกระเสือกกระสนไล่ล่าคะแนนอย่างเอาเป็นเอาตาย
เพื่อเป้าหมายคือเกียรตินิยมอันดับหนึ่งมาครอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ผ่านการขับเคี่ยวในระดับนี้มาอาจจะทราบดีว่าคะแนนเพียงแค่คะแนนสองคะแนนในโค้งสุดท้ายนี้มัน
หิน ยิ่งนักกว่าจะได้มันมาเนรมิตเกียรตินิยมให้แก่ตน
ผมไม่แน่ใจว่าสาวน้อยคนนั้นจะจัดอยู่ในประเภทนี้หรือไม่
ชาคริต
ปารมีดิเรกลาภ
ทีมงาน lawonline.co.th
|