|
ในเรื่องความผิดทางอาญา
คือความผิดที่มีโทษอยู่ 5 อย่าง คือ
1. ประหารชีวิต
2. จำคุก
3. กักขัง
4. ปรับ และ
5. ริบทรัพย์สิน
ฉะนั้น กฎหมายใดก็ตามที่มีการระบุโทษ
5 อย่างนี้ ถือว่าเป็นคดีอาญา ซึ่งคดีอาญานั้น ถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหาย
จึงมีพนักงานอัยการในฐานะทนายของแผ่นดินเป็นผู้ฟ้องคดีในฐานะโจทก์อยู่เสมอ
แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ตัดสิทธิผู้ที่เสียหายจากการถูกกระทำผิดทางอาญา
ในการฟ้องคดีเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าผู้ที่เสียหายจะฟ้องคดีเองก็ได้
หรือจะมีพนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องคดีให้ก็ได้ แต่กรณีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว
พนักงานอัยการจะเป็นผู้ฟ้องคดีได้ จะต้องมีการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานเสียก่อน
(ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือตำรวจ) สำหรับความผิดต่อส่วนตัวก็คือ ความผิดทางอาญาที่สามารถยอมความกันได้
ซึ่งจะระบุไว้ในตัวบทกฎหมายเสมอว่าความผิดในข้อใดยอมความได้
ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่มีความผิดทางอาญาเกิดขึ้นแล้ว จะมีฝ่ายผู้เสียหาย
กับ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด หรือที่เรียกว่าผู้ต้องหา
ส่วนการเรียกจำเลยนั้น จะเรียกต่อเมื่อผู้ต้องหาถูกฟ้องต่อศาลแล้ว
ฉะนั้น ในหัวข้อนี้จึงขอแบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ
1. ในกรณีที่เป็นผู้เสียหาย
2. ในกรณีที่เป็นผู้ต้องหา
1. ในกรณีที่เป็นผู้เสียหาย
ผู้เสียหายมีสิทธิดังนี้
คือ
1. ร้องทุกข์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ
การไปแจ้งความกับตำรวจ แต่ถ้าเป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้เสียหาย
แล้วไปแจ้งความกับตำรวจ จะเรียกว่าคำกล่าวโทษ จะแตกต่างกันตรงที่
ถ้าเป็นความผิดที่ยอมความได้ แล้วผู้ที่ไปแจ้งความไม่ใช่ผู้เสียหาย
ตำรวจจะไม่สามารถดำเนินการสืบสวน สอบสวน หรือจับกุมได้ แต่ถ้าเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้
ไม่ว่าจะมีใครไปแจ้งความ หรือตำรวจรู้เอง ตำรวจก็สามารถดำเนินการสืบสวน
สอบสวน หรือจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้
2. เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
3. เป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
4. ถอนฟ้องคดีอาญาหรือคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา สำหรับการถอนฟ้องนี้
ถ้าเป็นคดีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว ก็เท่ากับคดีเป็นอันยุติ
แต่ถ้าไม่ใช่คดีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว ถึงผู้เสียหายจะถอนฟ้อง
แต่พนักงานอัยการก็ยังสามารถดำเนินคดีต่อไปได้ ก็คือคดียังไม่จบ
จนกว่าศาลจะตัดสิน
5. ยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัว
โดยหลักของคดีอาญา ผู้ที่จะดำเนินการได้ก็คือผู้เสียหายเท่านั้น
แต่กฎหมายก็ยังเปิดช่องไว้ ในกรณีที่ผู้เสียหายไม่สามารถดำเนินการเองได้
ก็ให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ โดยมีหลักอยู่ว่า
1. ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล
เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์ หรือผู้ไร้ความสามารถ
ซึ่งอยู่ในความดูแล หมายถึง กรณึที่ผู้เสียหายเป็นเด็ก หรือเป็นผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ
กฎหมายถือว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะดำเนินการเองได้
จึงกำหนดให้ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือก็คือ พ่อแม่ของเด็ก เป็นผู้ดำเนินการแทนได้
หรือกรณีที่เป็นบุคคลไร้ความสามารถ ก็ให้ผู้ที่เป็นผู้อนุบาลเป็นผู้ดำเนินการแทน
(มาตรา 5 (1) )
2. ผู้บุพพการี ผู้สืบสันดาน
สามีหรือภรรยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตาย
หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ( มาตรา 5 (2) ) ในเรื่องเกี่ยวกับสามีภรรยานั้น
ต้องเป็นสามีภรรยาตามกฎหมายคือจดทะเบียนสมรสด้วยกัน ถ้าไม่จดทะเบียนสมรสก็ไม่มีสิทธิ
และตามปกติถ้าผู้เสียหายเป็นหญิงมีสามี การดำเนินคดีก็ไม่จำเป็นที่จะต้องขออนุญาตจากสามีก่อน
( มาตรา 4 วรรคแรก) แต่ถ้าสามีต้องการที่จะฟ้องคดีแทนภรรยา ต้องได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากภรรยาเสียก่อน
(มาตรา 4 วรรคสอง ) เว้นแต่ว่าภรรยาจะถูกทำร้ายถึงตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้
อย่างนี้สามีดำเนินการเองได้เลย
3. ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคล
เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น เป็นกรณีที่ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคล
กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคลเป็นผู้ดำเนินการแทนนิติบุคคลนั้น
(มาตรา 5 (3) )
นอกจากนี้ หากว่าผู้เสียหายได้ดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลแล้วเกิดตายลง
กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ที่เป็นบุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภรรยา
สามารถดำเนินคดีแทนต่อไปได้ ในกรณีนี้เป็นกรณีที่ผู้เสียหายดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลเองโดยที่พนักงานอัยการไม่ได้เข้ามาในคดี
แต่ถ้าเป็นกรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ดำเนินการฟ้องคดีอยู่แล้ว
พนักงานอัยการยังสามารถดำเนินคดีต่อไปได้
ในการดำเนินคดีของพนักงานอัยการนั้น
พนักงานอัยการจะพิจารณาว่าคดีมีน้ำหนักเพียงใด และพิจารณาว่าควรสั่งฟ้องต่อศาลหรือไม่
ถ้าควรสั่งฟ้องต่อศาลก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง
ในกรณีนี้ กฎหมายยังคงให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีเอง
2. ในกรณีที่เป็นผู้ต้องหา
ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังมีสิทธิดังต่อไปนี้(ก่อนถูกฟ้องคดีต่อศาล)
1. พบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสอง
2. ได้รับการเยี่ยมตามสมควร
3. ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย
หลังจากถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้ว จะอยู่ในฐานะจำเลยและมีสิทธิดังนี้
1. แต่งทนายแก้ต่างในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง
หรือพิจารณาในศาลชั้นต้น ตลอดจนชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา (ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง
หมายถึง กรณีที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องต่อศาลเอง ศาลจะต้องทำการไต่สวนเสียก่อนว่าคดีมีมูลหรือไม่จึงจะรับฟ้อง
แต่ถ้าเป็นกรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ยื่นฟ้อง ส่วนใหญ่ศาลจะรับฟ้องเลย
ไม่ต้องทำการไต่สวนอีก)
2. พูดจากับทนายหรือผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสอง
3. ตรวจดูสำนวนการไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาของศาล
และคัดสำเนาหรือขอสำเนาที่รับรองว่าถูกต้องโดยเสียค่าธรรมเนียม
4. ตรวจดูสิ่งที่ยื่นเป็นพยาน
และคัดสำเนาหรือถ่ายรูปสิ่งนั้นๆ
ในกรณีที่จำเลยมีทนาย
ทนายย่อมมีสิทธิทำนองเดียวกับจำเลยตามที่กล่าวมาแล้วนั้นด้วย
*****หมายเหตุ การขอประกันตัวก็เป็นสิทธิอย่างหนึ่ง
แต่ไม่เด็ดขาด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้อนุญาต แล้วแต่ว่าอยู่ในการควบคุมของใคร
(ตำรวจ, อัยการ, หรือศาล)*****
เมื่อผู้ต้องหาถูกจับมาที่โรงพักแล้ว
พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจควบคุมตัวไว้ได้แค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น
เพื่อทำการสอบสวน หากสอบสวนไม่เสร็จก็จะต้องนำตัวผู้ต้องหาไปขอฝากขังต่อศาล
ซึ่งศาลจะอนุญาตให้ฝากขังได้ครั้งละไม่เกิน 12 วัน และได้สูงสุดแค่
7 ครั้ง หากครบ 7 ครั้งหรือ 84 วันแล้วยังทำการสอบสวนไม่แล้วเสร็จ
พนักงานสอบสวนจะต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไปทันที
การพิจารณาคดีในศาล ก่อนเริ่มคดีศาลจะถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่
หากไม่มีและต้องการทนาย ศาลจะตั้งทนายความให้แก่จำเลย โดยที่ศาลจะเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่ทนายความเอง
ฉะนั้น หากจำเลยเป็นผู้ยากจนไม่มีเงินไปจ้างทนายมาสู้คดี ก็สามารถร้องขอต่อศาลได้
ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงรายละเอียดส่วนหนึ่งเท่านั้น
ยังมีวิธีการดำเนินการอยู่อีกมาก ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสืออธิบายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ซึ่งมีรู้หลายท่านได้ทำการเขียนไว้ หากท่านหาซื้อตามร้านหนังสือไม่ได้
ให้ท่านไปดูที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ศาลแพ่ง ถนนรัชดา, ศาลอาญากรุงเทพใต้,
หรือที่เนติบัณฑิตยสภาจะมีขาย
http://tanay.hypermart.net
|