Thailand Online Lawyers
เว็บบอร์ด   เกี่ยวกับเรา   บริการของเรา  ติดต่อเรา  สนับสนุนเรา  สมุดเยี่ยม
 
รักเมืองไทย
ค้นหากฎหมาย ค้นหาคำพิพากษาฎีกา ดาวน์โหลดแบบฟอร์มต่างๆรวมลิงค์กฎหมายที่น่าสนใจ
หน้าแรก
English Page
ค้นหากฎหมาย
ค้นหาฎีกา
ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม
รวมลิงค์กฎหมาย
เว็บบอร์ดกฎหมาย
บทความ
   กฎหมายทั่วไป
   กฎหมายไอที
   กฎหมายชาวบ้าน
ข่าวกฎหมาย
ข่าวสารที่น่าสนใจ
Forward Mail
บริการของเรา
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมกฎหมาย
สนับสนุนเรา
Site Map
lawyerthai © 2006
คุยกันสดๆ
เสื้อ lawyerthai.com
หากสนใจหรืออยากทราบ ข้อมูลเพิ่มเติม เชิญคลิก


สิทธิของบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา :: โดย http://tanay.hypermart.net


ในเรื่องความผิดทางอาญา คือความผิดที่มีโทษอยู่ 5 อย่าง คือ
1. ประหารชีวิต
2. จำคุก
3. กักขัง
4. ปรับ และ
5. ริบทรัพย์สิน

ฉะนั้น กฎหมายใดก็ตามที่มีการระบุโทษ 5 อย่างนี้ ถือว่าเป็นคดีอาญา ซึ่งคดีอาญานั้น ถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหาย จึงมีพนักงานอัยการในฐานะทนายของแผ่นดินเป็นผู้ฟ้องคดีในฐานะโจทก์อยู่เสมอ แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ตัดสิทธิผู้ที่เสียหายจากการถูกกระทำผิดทางอาญา ในการฟ้องคดีเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าผู้ที่เสียหายจะฟ้องคดีเองก็ได้ หรือจะมีพนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องคดีให้ก็ได้ แต่กรณีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว พนักงานอัยการจะเป็นผู้ฟ้องคดีได้ จะต้องมีการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานเสียก่อน (ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือตำรวจ) สำหรับความผิดต่อส่วนตัวก็คือ ความผิดทางอาญาที่สามารถยอมความกันได้ ซึ่งจะระบุไว้ในตัวบทกฎหมายเสมอว่าความผิดในข้อใดยอมความได้ ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่มีความผิดทางอาญาเกิดขึ้นแล้ว จะมีฝ่ายผู้เสียหาย กับ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด หรือที่เรียกว่าผู้ต้องหา ส่วนการเรียกจำเลยนั้น จะเรียกต่อเมื่อผู้ต้องหาถูกฟ้องต่อศาลแล้ว ฉะนั้น ในหัวข้อนี้จึงขอแบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ
1. ในกรณีที่เป็นผู้เสียหาย
2. ในกรณีที่เป็นผู้ต้องหา

1. ในกรณีที่เป็นผู้เสียหาย

ผู้เสียหายมีสิทธิดังนี้ คือ

1. ร้องทุกข์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การไปแจ้งความกับตำรวจ แต่ถ้าเป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้เสียหาย แล้วไปแจ้งความกับตำรวจ จะเรียกว่าคำกล่าวโทษ จะแตกต่างกันตรงที่ ถ้าเป็นความผิดที่ยอมความได้ แล้วผู้ที่ไปแจ้งความไม่ใช่ผู้เสียหาย ตำรวจจะไม่สามารถดำเนินการสืบสวน สอบสวน หรือจับกุมได้ แต่ถ้าเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ ไม่ว่าจะมีใครไปแจ้งความ หรือตำรวจรู้เอง ตำรวจก็สามารถดำเนินการสืบสวน สอบสวน หรือจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้

2. เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ

3. เป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

4. ถอนฟ้องคดีอาญาหรือคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา สำหรับการถอนฟ้องนี้ ถ้าเป็นคดีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว ก็เท่ากับคดีเป็นอันยุติ แต่ถ้าไม่ใช่คดีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว ถึงผู้เสียหายจะถอนฟ้อง แต่พนักงานอัยการก็ยังสามารถดำเนินคดีต่อไปได้ ก็คือคดียังไม่จบ จนกว่าศาลจะตัดสิน

5. ยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัว

โดยหลักของคดีอาญา ผู้ที่จะดำเนินการได้ก็คือผู้เสียหายเท่านั้น แต่กฎหมายก็ยังเปิดช่องไว้ ในกรณีที่ผู้เสียหายไม่สามารถดำเนินการเองได้ ก็ให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ โดยมีหลักอยู่ว่า

1. ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์ หรือผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งอยู่ในความดูแล หมายถึง กรณึที่ผู้เสียหายเป็นเด็ก หรือเป็นผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ กฎหมายถือว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะดำเนินการเองได้ จึงกำหนดให้ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือก็คือ พ่อแม่ของเด็ก เป็นผู้ดำเนินการแทนได้ หรือกรณีที่เป็นบุคคลไร้ความสามารถ ก็ให้ผู้ที่เป็นผู้อนุบาลเป็นผู้ดำเนินการแทน (มาตรา 5 (1) )

2. ผู้บุพพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภรรยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ( มาตรา 5 (2) ) ในเรื่องเกี่ยวกับสามีภรรยานั้น ต้องเป็นสามีภรรยาตามกฎหมายคือจดทะเบียนสมรสด้วยกัน ถ้าไม่จดทะเบียนสมรสก็ไม่มีสิทธิ และตามปกติถ้าผู้เสียหายเป็นหญิงมีสามี การดำเนินคดีก็ไม่จำเป็นที่จะต้องขออนุญาตจากสามีก่อน ( มาตรา 4 วรรคแรก) แต่ถ้าสามีต้องการที่จะฟ้องคดีแทนภรรยา ต้องได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากภรรยาเสียก่อน (มาตรา 4 วรรคสอง ) เว้นแต่ว่าภรรยาจะถูกทำร้ายถึงตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ อย่างนี้สามีดำเนินการเองได้เลย

3. ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น เป็นกรณีที่ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคล กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคลเป็นผู้ดำเนินการแทนนิติบุคคลนั้น (มาตรา 5 (3) )

นอกจากนี้ หากว่าผู้เสียหายได้ดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลแล้วเกิดตายลง กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ที่เป็นบุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภรรยา สามารถดำเนินคดีแทนต่อไปได้ ในกรณีนี้เป็นกรณีที่ผู้เสียหายดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลเองโดยที่พนักงานอัยการไม่ได้เข้ามาในคดี แต่ถ้าเป็นกรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ดำเนินการฟ้องคดีอยู่แล้ว พนักงานอัยการยังสามารถดำเนินคดีต่อไปได้

ในการดำเนินคดีของพนักงานอัยการนั้น พนักงานอัยการจะพิจารณาว่าคดีมีน้ำหนักเพียงใด และพิจารณาว่าควรสั่งฟ้องต่อศาลหรือไม่ ถ้าควรสั่งฟ้องต่อศาลก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ในกรณีนี้ กฎหมายยังคงให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีเอง

2. ในกรณีที่เป็นผู้ต้องหา

ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังมีสิทธิดังต่อไปนี้(ก่อนถูกฟ้องคดีต่อศาล)

1. พบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสอง

2. ได้รับการเยี่ยมตามสมควร

3. ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย
หลังจากถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้ว จะอยู่ในฐานะจำเลยและมีสิทธิดังนี้

1. แต่งทนายแก้ต่างในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณาในศาลชั้นต้น ตลอดจนชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา (ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หมายถึง กรณีที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องต่อศาลเอง ศาลจะต้องทำการไต่สวนเสียก่อนว่าคดีมีมูลหรือไม่จึงจะรับฟ้อง แต่ถ้าเป็นกรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ยื่นฟ้อง ส่วนใหญ่ศาลจะรับฟ้องเลย ไม่ต้องทำการไต่สวนอีก)

2. พูดจากับทนายหรือผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสอง

3. ตรวจดูสำนวนการไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาของศาล และคัดสำเนาหรือขอสำเนาที่รับรองว่าถูกต้องโดยเสียค่าธรรมเนียม

4. ตรวจดูสิ่งที่ยื่นเป็นพยาน และคัดสำเนาหรือถ่ายรูปสิ่งนั้นๆ

ในกรณีที่จำเลยมีทนาย ทนายย่อมมีสิทธิทำนองเดียวกับจำเลยตามที่กล่าวมาแล้วนั้นด้วย

*****หมายเหตุ การขอประกันตัวก็เป็นสิทธิอย่างหนึ่ง แต่ไม่เด็ดขาด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้อนุญาต แล้วแต่ว่าอยู่ในการควบคุมของใคร (ตำรวจ, อัยการ, หรือศาล)*****

เมื่อผู้ต้องหาถูกจับมาที่โรงพักแล้ว พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจควบคุมตัวไว้ได้แค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อทำการสอบสวน หากสอบสวนไม่เสร็จก็จะต้องนำตัวผู้ต้องหาไปขอฝากขังต่อศาล ซึ่งศาลจะอนุญาตให้ฝากขังได้ครั้งละไม่เกิน 12 วัน และได้สูงสุดแค่ 7 ครั้ง หากครบ 7 ครั้งหรือ 84 วันแล้วยังทำการสอบสวนไม่แล้วเสร็จ พนักงานสอบสวนจะต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไปทันที

การพิจารณาคดีในศาล ก่อนเริ่มคดีศาลจะถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ หากไม่มีและต้องการทนาย ศาลจะตั้งทนายความให้แก่จำเลย โดยที่ศาลจะเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่ทนายความเอง ฉะนั้น หากจำเลยเป็นผู้ยากจนไม่มีเงินไปจ้างทนายมาสู้คดี ก็สามารถร้องขอต่อศาลได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงรายละเอียดส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีวิธีการดำเนินการอยู่อีกมาก ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสืออธิบายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งมีรู้หลายท่านได้ทำการเขียนไว้ หากท่านหาซื้อตามร้านหนังสือไม่ได้ ให้ท่านไปดูที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ศาลแพ่ง ถนนรัชดา, ศาลอาญากรุงเทพใต้, หรือที่เนติบัณฑิตยสภาจะมีขาย

http://tanay.hypermart.net