|
1. การดำเนินคดีในศาลแพ่ง
แผนกคดีภาษีอากร จะต้องใช้วิธีพิจารณาตามกฎหมายและข้อกำหนดอะไรบ้าง?
การดำเนินคดีในศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีวิธีพิจารณาพิเศษ แตกต่างไปจากคดีแพ่งธรรมดาโดยทั่วไป
กล่าวคือ จะต้องใช้วิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร
พ.ศ.2528 และข้อกำหนดคดีภาษีอากรที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งออกโดยอนุมัติประธานศาลฎีกา
ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ก็ให้นำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
2. ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร
มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอะไรบ้าง?
ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในเรื่องต่อไปนี้
คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการเกี่ยวกับภาษีอากร
คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร
คดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากร
อนึ่ง คดีอุทรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตาม
(1) หากมีกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่ง
หรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และระยะเวลาที่กำหนดไว้จะฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากรได้
ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้นและได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว
เช่น การอุทธรณ์การประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มีบทบัญญัติของประมวลรัษฎากร
มาตรา 30 กำหนดให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30
วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินจากเจ้าพนักงานประเมิน
เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอย่างไรแล้วจึงจะอุทธรณ์หรือฟ้องคดีต่อศาลได้
ดังนี้ก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาดังกล่าวก่อน
จึงจะฟ้องคดีต่อศาลแพ่งแผนกคดีภาษีอากรได้ (ต้องฟ้องภายใน 30
วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์)
3. ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร
มีเขตอำนาจเพียงใด?
ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีเขตอำนาจตลอดกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ
สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี ฉะนั้น คดีที่เกิดขึ้นในเขต
6 จังหวัดนี้จะต้องยื่นฟ้องที่ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากรเท่านั้นส่วนคดีทีเกิดขึ้นในเขตจังหวัดอื่นนอกเหนือจาก
6 จังหวัดดังกล่าว ในระหว่างที่ยังไม่มีศาลภาษีอากรจังหวัดในท้องที่นั้น
ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีเขตอำนาจในท้องที่นั้นด้วย โดยโจทย์จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง
แผนกคดีภาษีอากร หรือยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ก็ได้
จึงกล่าวได้ว่าศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีเขตอำนาจทั่วราชอาณาจักร
จนกว่าจะมีการจัดศาลภาษีอากรจังหวัดขึ้น
4. ในกรณีที่โจทย์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดการดำเนินกระบวนพิจารณาจะเป็นอย่างไร?
ในกรณีที่โจทย์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนา
ศาลจังหวัดจะจัดทำสำเนาคำฟ้องไว้ 1 ชุดแล้วแจ้งพร้อมกับต้นฉบับคำฟ้องไปยังศาลแพ่งแผนกคดีภาษีอากร
โดยเร็ว เมื่อศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร สั่งรับคดีนั้นไว้พิจารณาแล้ว
อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งจะกำหนดว่าศาลจะออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา
ณ ศาลจังหวัดแห่งท้องบที่นั้นหรือจะให้นั่งพิจารณาพิพากษา ณ
ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร
เมื่อศาลจังหวัดที่โจทย์ยื่นฟ้องได้รับแจ้งคำสั่งรับคดีจากศาลแพ่ง
แผนกคดีภาษีอากรแล้ว กระบวนการพิจารณาต่อจากนั้นจนถึงก่อนวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยาน
ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ศาลจังหวัดดังกล่าวจะเป็นผู้ดำเนินการแทน
เว้นแต่ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากรจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
เมื่อโจทย์ได้รับแจ้งคำสั่งรับคดีของศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร
จากศาลจังหวัดแล้ว โจทย์จะต้องนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องภายใน
7 วัน
5. การยื่นคำให้การและฟ้องแย้งต้องยื่นเมื่อใด?
ที่ไหน?
เมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องแล้ว จะต้องยื่นคำให้การภายใน 15
วัน จึงต่างกับคดีแพ่งธรรมดาที่ต้องยื่นคำให้การภายใน 8 วัน
ถ้าจำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การ โจทก์จะต้องทำคำให้การแก้ฟ้องแย้งยื่นต่อศาลภายใน
15 วัน นับแต่วันที่ได้สำเนาคำให้การถึงโจทก์ จึงต่างกับคดีแพ่งธรรมดาที่ต้องทำคำให้การแก้ฟ้องแย้งภายใน
8 วัน
ศาลที่คู่ความจะต้องยื่นคำให้การ ฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้งไดแก่
ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร ในกรณีที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร
ศาลจังหวัดที่โจทก์ยื่นฟ้องเนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ เว้นแต่
ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
6. การชี้สองสถานในคดีภาษีอากรมีหลักการอย่างไร
?
เมื่อมีการยื่นคำฟ้อง คำให้การ และคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ถ้าหากมีแล้ว
ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร จะทำการชี้สองสถาน โดยแจ้งกำหนดวันนัดชี้สองสถานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
15 วัน เว้นแต่ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการชี้สองสถาน
ในกรณีที่ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการชี้สองสถาน
และจำเป็นต้องสืบพยานศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร จะแจ้งกำหนดวันนัดสืบพยานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
15 วัน
ในกรณีที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนา
ศาลแพ่งแผนกคดีภาษีอากร จะเป็นผู้กำหนดว่าจะมีการชี้สองสถานหรือไม่
ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร จะแจ้งวันนัดชี้สองสถานหรือวันนัดสืบพยาน
แล้วแต่กรณี ให้ศาลจังหวัดทราบเพื่อแจ้งให้คู่ความทราบต่อไป
หากศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร แจ้งให้คู่ความทราบโดยตรง ก็จะแจ้งให้ศาลจังหวัดทราบด้วย
7. คดีภาษีอากรต้องยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่
? อย่างไร?
คดีภาษีอากรต้องยื่นบัญชีระบุพยานเช่นเดียวกับคดีแพ่งธรรมดา
แต่แทนที่จะยื่นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วันดังเช่นคดีแพ่งธรรมดา
คู่ความจะต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานไม่น้องกว่า 7 วัน พร้อมทั้งสำเนาในจำนวนที่เพียงพอเพื่อให้คู่ความฝ่ายอื่นหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมารับไปโดยทางเจ้าพนักงานศาล
ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน คู่ความจะต้องยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมทั้งสำเนาก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า
7 วัน
ก่อนระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าวจะสิ้นสุดลง
ถ้าคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ก็ให้ทำเป็นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลพร้อมกับระบุพยานเพิ่มเติม
เมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้บัญชีระบุพยานดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว
ถ้าคู่ความซึ่งยังมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม
แล้วแต่กรณี ประสงค์จะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม แล้วแต่กรณีก็อาจทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล
ขออนุญาติยื่นบัญชีระบุพยานหรือบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี
ทั้งนี้จะต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยาน ตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้หรือถ้าเป็นกรณีขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม จะต้องแสดงได้ว่าตนไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของตน
หรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่ หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใด
ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น
ศาลก็จะอนุญาติตามคำร้อง
8. คู่ความต้องยื่นต้นฉบับพยานเอกสารและพยานวัตถุต่อศาลเมื่อใด?
ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน คู่ความจะต้องยื่นต้นฉบับพยานเอกสารทั้งหมดที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตน
และพยานวัตถุอันเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่อยู่ในความครอบครองของตนและสามารถนำมาศาลได้
ต่อศาลพร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยานมิฉะนั้นคู่ความนั้นไม่มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานนั้นมาสืบภายหลัง
เว้นแต่จะได้รับอนุญาติจากศาล เมื่อคู่ความดังกล่าวสามารถแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้เพราะเหตุสุดวิสัย
หรือเมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ
ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานและมีการสืบพยานคู่ความคงปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
9. หากพยานเอกสารหรือพยานวัตถุอยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือบุคคลภายนอกจะต้องดำเนินการอย่างไร?
ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน หากพยานเอกสารหรือพยานวัตถุอยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือบุคคลภายนอก
คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นอาจขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานหลักฐานดังกล่าวมาจากผู้ครอบครอง
โดยยื่นคำขอต่อศาลพร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานนั่นมาก่อนวันชี้สองสถานหรือภายในเวลาที่ศาลกำหนด
ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน คู่ความคงปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
10. ในการชี้สองสถาน ศาลจะดำเนินกระกวนพิจารณาอย่างไร?
ในการชี้สองสถานนั้น ศาลจะนำข้ออ้าง ข้อเถียง ที่ปรากฏในในคำคู่ความเทียบกันดู
และสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียงและพยานหลักฐานที่ยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้างข้อเถียงนั้นอย่างไร
ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้าง
แตคู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นตามคำคู่ความ
ให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทและกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้
ในการสอบถามคู่ความดังกล่าว คู่ความแต่ละฝ่ายต้องตอบคำถามที่ศาลถามเอง
หรือถามตามคำขอของคู่ความฝ่ายอื่นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่นยกขึ้นเป็นข้ออ้างข้อเถียงและพยานหลักฐานต่างๆ
ที่ยื่นต่อศาลถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใดให้ถือว่า ยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว
เว้นแต่ศาลเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบได้ในขณะนั้น
ศาลจะอนุญาติให้เสนอคำตอบในภายหลัง โดยเลื่อนการชี้สองสถานเฉพาะส่วนที่ยังไม่เสร็จสิ้นดังกล่าวออกไปได้
11. คู่ความไม่มาศาลในวันชี้สองสถาน
ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไร?
ถ้าคู่ความทุกฝ่ายหรือแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันชี้สองสถาน
ศาลจะชี้สองสถานไปทีเดียวหรือจะเลื่อการชี้สองสถานไปเพื่อให้คู่ความมาศาลพร้อมกันก็ได้ในกรณีที่ศาลทำการชี้สองสถานไปทีเดียว
ให้ถือว่าคู่ความที่ไม่มาศาลทราบกระบวนพิจารณาในวันนั้นแล้ว
และไม่มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนด
12. การขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นจะต้องปฏิบัติอย่างไร
?
ศาลอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยทำเป็นหนังสือเชิญตามแบบพิมพ์ภษ.2
ท้ายข้อกำหนดคดีภาษีอากร
เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาได้ให้ความเห็นแล้ว
คู่ความมีสิทธิขอให้ศาลออกหมายเรียกผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญฝ่ายตนมาให้ความเห็น โต้แย้งหรือเพิ่มเติมความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาได้
หมายเรียกนี้ต้องทำเป็นหนังสือตามแบบพิมพ์ ภษ.3 ท้ายข้อกำหนดคดีภาษีอากร
13. คู่ความจะแต่งตั้งบุคคลอื่นให้รับคำคู่ความหรือเอกสารแทนตนได้หรือไม่?
ในการรับคำคู่ความหรือเอกสาร คู่ความมีสิทธิยื่นคำขอต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น
เพิ่อขออนุญาติแต่งตั้งบุคคลใดที่มีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาลนั้นเป็นผู้รับคำคู่ความหรือเอกสารแทนตน
ซึ่งการแต่งตั้งนี้จะต้องทำเป็นหนังสือตามแบบพิมพ์ ภษ.1 ท้ายข้อกำหนดคดีภาษีอากร
14. ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความแต่งตั้งบุคคลอื่นเพื่อรับคำคู่ความแทนหรือไม่?
ถ้าคู่ความไม่มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานในเขตอำนาจศาลที่พิจารณาคดีนั้น
ศาลนั้นอาจสั่งให้คู่ความแต่งตั้งบุคคลที่มีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาลนั้นซึ่งจะเป็นการสะดวกในการส่งคำคู่ความหรือเอกสารภายในเวลาที่ศาลกำหนด
เพื่อรับคำคู่ความหรือเอกสารแทน ซึ่งการแต่งตั้งนี้จะต้องทำเป็นหนังสือตามแบบพิมพ์
ภษ1. ท้ายข้อกำหนดคดีภาษีอากร
ถ้าคู่ความไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว การส่งคำคู่ความหรือเอกสารจะกระทำโดยวิธีการปิดประกาศไว้
ณ ศาลที่พิจารณาคดีแจ้งให้คู่ความมารับคำคู่ความหรือเอกสารแทนการส่งโดยวิธีอื่นก็ได้
การส่งคำคู่ความหรือเอกสารโดยวิธีเช่นว่านี้จะมีผลใช้ได้เมื่อพ้น
7 วัน นับแต่วันปิดประกาศ
15. การส่งคำคู่ความหรือเอกสารแก่บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจะต้องปฏิบัติอย่างไร
การส่งคำคู่ความหรือเอกสารแก่บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจะต้องกระทำเช่นเดียวกับการส่งคำคู่ความหรือเอกสารแก่คู่ความ
หรือการส่งโดยวิธีอื่นแทน ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
การส่งคำคู่ความหรือเอกสารแก่บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวให้มีผลใช้ได้เมื่อพ้น
7 วันนับแต่วันส่งหรือ 15 วันนับแต่วันที่ได้มีการส่งโดยวิธีอื่น
16. คู่ความไม่มาศาลตามกำหนดนัดมีผลอย่างไร
เมื่อศาลแจ้งกำหนดนัดพิจารณาให้คู่ความฝ่ายใดทราบแล้ว คู่ความฝ่ายนั้นไม่มาศาลตามกำหนดนัด
ก็เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายนั้นมารับทราบกำหนดนัดต่อไปจากศาลเอง
หากไม่มารับทราบ ก็ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบกำหนดนัดต่อไปแล้ว
17. คดีภาษีอากรที่มีการยื่นฟ้องก่อนวันที่
25 มีนาคม 2529 จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไร
คดีภาษีอากรที่มีการยื่นฟ้องก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2529 คงดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีแพ่งธรรมดาต่อไปตามปรกติ
ไม่มีการโอนไปดำเนินกระบวนพิจารณาในแผนกคดีภาษีอากรในศาลแพ่ง
และอาจอุทธรณ์และฎีกาต่อศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
จึงต่างกับคดีภาษีอากรที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2529
ที่ไม่ต้องอุทธรณ์ผ่านศาลอุทธรณ์ แต่อุทธรณ์ตรงไปยังศาลฎีกา
และการดำเนินกระบวนพิจารณาก็ต้องใช้วิธีพิจารณาพิเศษตามที่กล่าวมาแล้ว
เรียบเรียงโดย นายชัยสิทธ์ ตราชูธรรม ผู้พิพากษาประจำกระทรวง
แหล่งที่มา : คณะกรรมการประชาสัมพันธ์
กระทรวงยุติธรรม โทร 224-1566
|