สุดยอดเว็บกฎหมายไทย, ทนายความ, ทนาย, คดีความ, กระดานสนทนา - Thailand Online Lawyers and Community
•หน้าแรก          •เกี่ยวกับเรา          •บริการของเรา         •ติดต่อเรา         •สนับสนุนเรา          •สมุดเยี่ยม
Web Developed by Thailand Web Design Agency | Chiang Mai Travel Guide | Longstay Guide Thailand | Chiang Mai Cheap Hotels | Thailand Cheap Hotels | เที่ยวเชียงใหม่
Useful Link : Japan guide,Tokyo guide | 台湾旅行、台北旅行 | タイ情報、バンコク情報 | 花 フラワーギフト | golf bangkok Baan Samurai online shop | 沖縄 レンタカー | 赤ちゃん・育児 | コラーゲン | 医師求人 | Japan used car | SEO 検索エンジン対策 | 当広告について
บริการอื่นๆ - จองโรงแรมราคาประหยัด กับ Lawyerthai.com
รักเมืองไทย
หน้าแรก
English Page
ค้นหากฎหมาย
ค้นหาฎีกา
ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม
รวมลิงค์กฎหมาย
เว็บบอร์ดกฎหมาย
บทความ
   กฎหมายทั่วไป
   กฎหมายไอที
   กฎหมายชาวบ้าน
ข่าวกฎหมาย
บริการของเรา
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมกฎหมาย
สนับสนุนเรา
Site Map
lawyerthai © 2006
Lawyerthai Sticker
Lawyer T-Shirt

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ ''การดำเนินคดีในศาลแพ่งแผนกคดีภาษีอากร''
:: คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ กระทรวงยุติธรรม


1. การดำเนินคดีในศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร จะต้องใช้วิธีพิจารณาตามกฎหมายและข้อกำหนดอะไรบ้าง?
การดำเนินคดีในศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีวิธีพิจารณาพิเศษ แตกต่างไปจากคดีแพ่งธรรมดาโดยทั่วไป กล่าวคือ จะต้องใช้วิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 และข้อกำหนดคดีภาษีอากรที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งออกโดยอนุมัติประธานศาลฎีกา ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ก็ให้นำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

2. ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอะไรบ้าง?
ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในเรื่องต่อไปนี้

คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการเกี่ยวกับภาษีอากร
คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร
คดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากร

อนึ่ง คดีอุทรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตาม (1) หากมีกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้จะฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากรได้ ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้นและได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว เช่น การอุทธรณ์การประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มีบทบัญญัติของประมวลรัษฎากร มาตรา 30 กำหนดให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินจากเจ้าพนักงานประเมิน เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอย่างไรแล้วจึงจะอุทธรณ์หรือฟ้องคดีต่อศาลได้ ดังนี้ก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาดังกล่าวก่อน จึงจะฟ้องคดีต่อศาลแพ่งแผนกคดีภาษีอากรได้ (ต้องฟ้องภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์)

3. ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีเขตอำนาจเพียงใด?
ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีเขตอำนาจตลอดกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี ฉะนั้น คดีที่เกิดขึ้นในเขต 6 จังหวัดนี้จะต้องยื่นฟ้องที่ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากรเท่านั้นส่วนคดีทีเกิดขึ้นในเขตจังหวัดอื่นนอกเหนือจาก 6 จังหวัดดังกล่าว ในระหว่างที่ยังไม่มีศาลภาษีอากรจังหวัดในท้องที่นั้น ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีเขตอำนาจในท้องที่นั้นด้วย โดยโจทย์จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร หรือยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ก็ได้ จึงกล่าวได้ว่าศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร มีเขตอำนาจทั่วราชอาณาจักร จนกว่าจะมีการจัดศาลภาษีอากรจังหวัดขึ้น

4. ในกรณีที่โจทย์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดการดำเนินกระบวนพิจารณาจะเป็นอย่างไร?
ในกรณีที่โจทย์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนา ศาลจังหวัดจะจัดทำสำเนาคำฟ้องไว้ 1 ชุดแล้วแจ้งพร้อมกับต้นฉบับคำฟ้องไปยังศาลแพ่งแผนกคดีภาษีอากร โดยเร็ว เมื่อศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร สั่งรับคดีนั้นไว้พิจารณาแล้ว อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งจะกำหนดว่าศาลจะออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา ณ ศาลจังหวัดแห่งท้องบที่นั้นหรือจะให้นั่งพิจารณาพิพากษา ณ ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร เมื่อศาลจังหวัดที่โจทย์ยื่นฟ้องได้รับแจ้งคำสั่งรับคดีจากศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากรแล้ว กระบวนการพิจารณาต่อจากนั้นจนถึงก่อนวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ศาลจังหวัดดังกล่าวจะเป็นผู้ดำเนินการแทน เว้นแต่ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากรจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
เมื่อโจทย์ได้รับแจ้งคำสั่งรับคดีของศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร จากศาลจังหวัดแล้ว โจทย์จะต้องนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องภายใน 7 วัน

5. การยื่นคำให้การและฟ้องแย้งต้องยื่นเมื่อใด? ที่ไหน?
เมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องแล้ว จะต้องยื่นคำให้การภายใน 15 วัน จึงต่างกับคดีแพ่งธรรมดาที่ต้องยื่นคำให้การภายใน 8 วัน ถ้าจำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การ โจทก์จะต้องทำคำให้การแก้ฟ้องแย้งยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้สำเนาคำให้การถึงโจทก์ จึงต่างกับคดีแพ่งธรรมดาที่ต้องทำคำให้การแก้ฟ้องแย้งภายใน 8 วัน ศาลที่คู่ความจะต้องยื่นคำให้การ ฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้งไดแก่


ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร ในกรณีที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร
ศาลจังหวัดที่โจทก์ยื่นฟ้องเนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ เว้นแต่ ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

6. การชี้สองสถานในคดีภาษีอากรมีหลักการอย่างไร ?
เมื่อมีการยื่นคำฟ้อง คำให้การ และคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ถ้าหากมีแล้ว ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร จะทำการชี้สองสถาน โดยแจ้งกำหนดวันนัดชี้สองสถานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน เว้นแต่ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการชี้สองสถาน
ในกรณีที่ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการชี้สองสถาน และจำเป็นต้องสืบพยานศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร จะแจ้งกำหนดวันนัดสืบพยานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน
ในกรณีที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนา ศาลแพ่งแผนกคดีภาษีอากร จะเป็นผู้กำหนดว่าจะมีการชี้สองสถานหรือไม่
ศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร จะแจ้งวันนัดชี้สองสถานหรือวันนัดสืบพยาน แล้วแต่กรณี ให้ศาลจังหวัดทราบเพื่อแจ้งให้คู่ความทราบต่อไป หากศาลแพ่ง แผนกคดีภาษีอากร แจ้งให้คู่ความทราบโดยตรง ก็จะแจ้งให้ศาลจังหวัดทราบด้วย

7. คดีภาษีอากรต้องยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ ? อย่างไร?
คดีภาษีอากรต้องยื่นบัญชีระบุพยานเช่นเดียวกับคดีแพ่งธรรมดา แต่แทนที่จะยื่นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วันดังเช่นคดีแพ่งธรรมดา คู่ความจะต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานไม่น้องกว่า 7 วัน พร้อมทั้งสำเนาในจำนวนที่เพียงพอเพื่อให้คู่ความฝ่ายอื่นหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมารับไปโดยทางเจ้าพนักงานศาล ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน คู่ความจะต้องยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมทั้งสำเนาก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าวจะสิ้นสุดลง ถ้าคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ก็ให้ทำเป็นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลพร้อมกับระบุพยานเพิ่มเติม เมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้บัญชีระบุพยานดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว ถ้าคู่ความซึ่งยังมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ประสงค์จะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม แล้วแต่กรณีก็อาจทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล ขออนุญาติยื่นบัญชีระบุพยานหรือบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ทั้งนี้จะต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยาน ตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้หรือถ้าเป็นกรณีขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม จะต้องแสดงได้ว่าตนไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของตน หรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่ หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใด ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ศาลก็จะอนุญาติตามคำร้อง

8. คู่ความต้องยื่นต้นฉบับพยานเอกสารและพยานวัตถุต่อศาลเมื่อใด?
ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน คู่ความจะต้องยื่นต้นฉบับพยานเอกสารทั้งหมดที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตน และพยานวัตถุอันเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่อยู่ในความครอบครองของตนและสามารถนำมาศาลได้ ต่อศาลพร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยานมิฉะนั้นคู่ความนั้นไม่มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานนั้นมาสืบภายหลัง เว้นแต่จะได้รับอนุญาติจากศาล เมื่อคู่ความดังกล่าวสามารถแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้เพราะเหตุสุดวิสัย หรือเมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ
ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานและมีการสืบพยานคู่ความคงปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

9. หากพยานเอกสารหรือพยานวัตถุอยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือบุคคลภายนอกจะต้องดำเนินการอย่างไร?
ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน หากพยานเอกสารหรือพยานวัตถุอยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือบุคคลภายนอก คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นอาจขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานหลักฐานดังกล่าวมาจากผู้ครอบครอง โดยยื่นคำขอต่อศาลพร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานนั่นมาก่อนวันชี้สองสถานหรือภายในเวลาที่ศาลกำหนด
ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน คู่ความคงปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

10. ในการชี้สองสถาน ศาลจะดำเนินกระกวนพิจารณาอย่างไร?
ในการชี้สองสถานนั้น ศาลจะนำข้ออ้าง ข้อเถียง ที่ปรากฏในในคำคู่ความเทียบกันดู และสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียงและพยานหลักฐานที่ยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้างข้อเถียงนั้นอย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้าง แตคู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นตามคำคู่ความ ให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทและกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้ ในการสอบถามคู่ความดังกล่าว คู่ความแต่ละฝ่ายต้องตอบคำถามที่ศาลถามเอง หรือถามตามคำขอของคู่ความฝ่ายอื่นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่นยกขึ้นเป็นข้ออ้างข้อเถียงและพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยื่นต่อศาลถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใดให้ถือว่า ยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่ศาลเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบได้ในขณะนั้น ศาลจะอนุญาติให้เสนอคำตอบในภายหลัง โดยเลื่อนการชี้สองสถานเฉพาะส่วนที่ยังไม่เสร็จสิ้นดังกล่าวออกไปได้

11. คู่ความไม่มาศาลในวันชี้สองสถาน ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไร?
ถ้าคู่ความทุกฝ่ายหรือแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันชี้สองสถาน ศาลจะชี้สองสถานไปทีเดียวหรือจะเลื่อการชี้สองสถานไปเพื่อให้คู่ความมาศาลพร้อมกันก็ได้ในกรณีที่ศาลทำการชี้สองสถานไปทีเดียว ให้ถือว่าคู่ความที่ไม่มาศาลทราบกระบวนพิจารณาในวันนั้นแล้ว และไม่มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนด

12. การขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นจะต้องปฏิบัติอย่างไร ?
ศาลอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยทำเป็นหนังสือเชิญตามแบบพิมพ์ภษ.2 ท้ายข้อกำหนดคดีภาษีอากร เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาได้ให้ความเห็นแล้ว คู่ความมีสิทธิขอให้ศาลออกหมายเรียกผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญฝ่ายตนมาให้ความเห็น โต้แย้งหรือเพิ่มเติมความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาได้ หมายเรียกนี้ต้องทำเป็นหนังสือตามแบบพิมพ์ ภษ.3 ท้ายข้อกำหนดคดีภาษีอากร

13. คู่ความจะแต่งตั้งบุคคลอื่นให้รับคำคู่ความหรือเอกสารแทนตนได้หรือไม่?
ในการรับคำคู่ความหรือเอกสาร คู่ความมีสิทธิยื่นคำขอต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น เพิ่อขออนุญาติแต่งตั้งบุคคลใดที่มีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาลนั้นเป็นผู้รับคำคู่ความหรือเอกสารแทนตน ซึ่งการแต่งตั้งนี้จะต้องทำเป็นหนังสือตามแบบพิมพ์ ภษ.1 ท้ายข้อกำหนดคดีภาษีอากร

14. ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความแต่งตั้งบุคคลอื่นเพื่อรับคำคู่ความแทนหรือไม่?
ถ้าคู่ความไม่มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานในเขตอำนาจศาลที่พิจารณาคดีนั้น ศาลนั้นอาจสั่งให้คู่ความแต่งตั้งบุคคลที่มีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาลนั้นซึ่งจะเป็นการสะดวกในการส่งคำคู่ความหรือเอกสารภายในเวลาที่ศาลกำหนด เพื่อรับคำคู่ความหรือเอกสารแทน ซึ่งการแต่งตั้งนี้จะต้องทำเป็นหนังสือตามแบบพิมพ์ ภษ1. ท้ายข้อกำหนดคดีภาษีอากร
ถ้าคู่ความไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว การส่งคำคู่ความหรือเอกสารจะกระทำโดยวิธีการปิดประกาศไว้ ณ ศาลที่พิจารณาคดีแจ้งให้คู่ความมารับคำคู่ความหรือเอกสารแทนการส่งโดยวิธีอื่นก็ได้ การส่งคำคู่ความหรือเอกสารโดยวิธีเช่นว่านี้จะมีผลใช้ได้เมื่อพ้น 7 วัน นับแต่วันปิดประกาศ

15. การส่งคำคู่ความหรือเอกสารแก่บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจะต้องปฏิบัติอย่างไร
การส่งคำคู่ความหรือเอกสารแก่บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจะต้องกระทำเช่นเดียวกับการส่งคำคู่ความหรือเอกสารแก่คู่ความ หรือการส่งโดยวิธีอื่นแทน ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การส่งคำคู่ความหรือเอกสารแก่บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวให้มีผลใช้ได้เมื่อพ้น 7 วันนับแต่วันส่งหรือ 15 วันนับแต่วันที่ได้มีการส่งโดยวิธีอื่น

16. คู่ความไม่มาศาลตามกำหนดนัดมีผลอย่างไร
เมื่อศาลแจ้งกำหนดนัดพิจารณาให้คู่ความฝ่ายใดทราบแล้ว คู่ความฝ่ายนั้นไม่มาศาลตามกำหนดนัด ก็เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายนั้นมารับทราบกำหนดนัดต่อไปจากศาลเอง หากไม่มารับทราบ ก็ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบกำหนดนัดต่อไปแล้ว

17. คดีภาษีอากรที่มีการยื่นฟ้องก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2529 จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไร
คดีภาษีอากรที่มีการยื่นฟ้องก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2529 คงดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีแพ่งธรรมดาต่อไปตามปรกติ ไม่มีการโอนไปดำเนินกระบวนพิจารณาในแผนกคดีภาษีอากรในศาลแพ่ง และอาจอุทธรณ์และฎีกาต่อศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงต่างกับคดีภาษีอากรที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2529 ที่ไม่ต้องอุทธรณ์ผ่านศาลอุทธรณ์ แต่อุทธรณ์ตรงไปยังศาลฎีกา และการดำเนินกระบวนพิจารณาก็ต้องใช้วิธีพิจารณาพิเศษตามที่กล่าวมาแล้ว

เรียบเรียงโดย นายชัยสิทธ์ ตราชูธรรม ผู้พิพากษาประจำกระทรวง

แหล่งที่มา : คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ กระทรวงยุติธรรม โทร 224-1566