|
1. คำว่า เอาไป คือการเอาทรัพย์เคลื่อนที่ไปจากที่เดิมในลักษณะที่จะพาทรัพย์นั้นไปได้
และทรัพย์นั้นเข้ามาอยู่ในความยึดถือครอบครองเพื่อตนแล้ว แม้ทรัพย์นั้นเคลื่อนที่เพียงเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นการเอาไปแล้ว
ถึงแม้ผู้กระทำจะยังไม่เอาทรัพย์นั้นไปหรือถูกขัดขวางในภายหลังและเอาทรัพย์นั้นไปไม่ได้ก็ตาม
ต้องถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ
2. การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปนั้นอาจกระทำโดยทางอ้อม
โดยใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือก็ได้
3. เพียงแต่เอาทรัพย์เคลื่อนที่อย่างเดียว
แต่ไม่อยู่ในลักษณะที่จะเอาทรัพย์นั้นไปได้ คือยังไม่ได้มีการยึดถือเลย
เป็นเพียงความผิดฐานพยายามลักทรัพย์
4. การลักทรัพย์โดยใช้อุบายนั้นใกล้เคียงกับความผิดฐานฉ้อโกงมาก
การลักทรัพย์โดยใช้อุบาย การหลอกลวง เป็นวิธีการเพื่อทำให้การลักทรัพย์สะดวกขึ้นเท่านั้น
ส่วนความผิดฐานฉ้อโกง การหลอกลวงนั้นทำให้ผู้ถูกหลอกหลงเชื่อและมอบทรัพย์ให้หรือยอมให้เอาทรัพย์นั้นไปด้วยความเต็มใจ
5. ทรัพย์นั้นต้องเป็นของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยและทรัพย์นั้นต้องอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นในขณะที่เอาทรัพย์นั้นไป
ถ้าทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำเองในขณะที่เอาไปแล้วไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
แต่อาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ การเอาทรัพย์ของตนเองแต่ผู้เดียวไป
ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แม้ทรัพย์นั้นจะอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น
6. ในกรณีที่ทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ที่มีเจ้าของร่วมกัน
การเอาทรัพย์ชนิดนี้ไปจะต้องอยู่ในความครอบครองของเจ้าของร่วมโดยแท้จริง
ไม่ใช่เพียงมีสิทธิครอบครองร่วมกันเท่านั้น
7. ในเรื่องทรัพย์สินหาย
หรือของตกหายนั้น ถือหลักว่าถ้าเก็บไปโดยรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าทรัพย์นั้นอยู่ในระหว่างที่เจ้าของกำลังติดตาม
หรือกำลังจะติดตามทรัพย์นั้นคืน ถ้าเอาทรัพย์ไปตอนนี้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
แต่ถ้าเอาไปโดยไม่รู้หรือไม่มีเหตุอันควรรู้เช่นนั้นแล้ว ก็เป็นการได้ทรัพย์หาย
เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์
8. การได้รับมอบหมายทรัพย์จากเจ้าของให้ดูแลแทนเพียงชั่วคราวหรือเจ้าของไปด้วย
ถือว่าการครอบครองทรัพย์นั้นยังอยู่กับเจ้าของ ถ้าเอาไปขณะนี้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
9. การลักทรัพย์นั้น การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไป
ผู้กระทำต้องมีเจตนาทุจริตมาก่อนหรือในขณะที่เอาทรัพย์นั้นไป
ถ้ามีเกิดขึ้นภายหลังไม่ผิดฐานลักทรัพย์ แต่อาจเป็นความผิดฐานอื่น
เช่น ยักยอกทรัพย์
10. การเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยมีเจตนาเป็นอย่างอื่นไม่ใช่โดยทุจริตคือไม่ใช่เพื่อถือทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นแล้วไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
11. การลักทรัพย์นั้นถ้ากระทำโดยมีเจตนาทุจริตเพื่อกระทำการลักทรัพย์และได้ลงมือกระทำการลักทรัพย์
เช่นการเข้าไปในบ้าน แต่ไม่มีสิ่งของหรือลงมืองัดแงะประตูแล้ว
แม้จะมีเหตุมาขัดขวางทำให้การลักทรัพย์ต่อไปไม่ได้ ก็ถือว่ามีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์แล้ว
12. ลักทรัพย์เสร็จแล้ว
เอาทรัพย์นั้นมาทำลายภายหลังไม่ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อีก
13. ลักทรัพย์สำเร็จแล้ว
มีผู้อื่นมาช่วยพาทรัพย์นั้นไป ไม่เป็นการสมคบลักทรัพย์ แต่ถ้าผู้กระทำรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิด
เป็นความผิดฐานรับของโจร
14. สมคบกันลักทรัพย์ได้มาและได้แบ่งกันไปแล้ว
ภายหลังผู้ลักคนหนึ่งได้รับทรัพย์นั้นไว้อีก ไม่มีความผิดฐานรับของโจร
15. การซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งที่ได้กำหนดลงไว้แน่นอนแล้ว
กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อทันทีแม้ยังไม่ได้ชำระราคา ถ้ายังไม่ได้มอบการครอบครองให้
ถ้าผู้ขายเอาไปเสียก่อนที่จะส่งให้เป็นความผิดฐานยักยอก ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
เพราะการครอบครองยังอยู่กับผู้เอาไป
16. กระแสไฟฟ้า เป็นทรัพย์
17. ศพ โดยปกติไม่ใช่ทรัพย์
แต่ถ้าศพนั้นได้ดองไว้เพื่อใช้ในการศึกษาหรือทำเป็นมัมมี่ไว้
ก็อาจเป็นทรัพย์ได้เพราะเป็นสิ่งที่มีราคาและถือเอาได้
18. ฆ่าคนแล้วจึงลักทรัพย์
โดยมีเจตนาทุจริตเกิดขึ้นภายหลัง เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและความผิดฐานลักทรัพย์
แต่ไม่ผิดฐานชิงทรัพย์ฯ
19. ทรัพย์ของผู้อื่นที่เอาไปนั้น
เจ้าของต้องยังไม่ได้สละกรรมสิทธิ์ ถ้าเจ้าของสละกรรมสิทธิ์เสียแล้ว
ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
20. ทรัพย์บางอย่างที่มีชีวิต
ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงและไปไหนมาไหนได้นั้นแม้จะออกห่างไปจากบ้านของผู้เป็นเจ้าของ
ก็ถือว่าการครอบครองยังไม่ขาด เว้นแต่สัตว์นั้นทิ้งที่ไปเลย
21. ทรัพย์บางอย่างที่มีอยู่ตามธรรมชาติและได้รับการประมูลผูกขาด
ผู้นั้นจะต้องได้เข้ายึดถือครอบครอง หรือทำให้เกิดผลนั้นขึ้นโดยแท้จริงแล้ว
ผู้เอาไปจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์
22. ปลาในบ่อ สระ หลุมที่ขุดล่อไว้หรือในโป๊ะชั้นนอก
ถ้ายังว่ายเข้าออกไปสู่สาธารณะได้โดยอิสระ ถือว่ายังไม่มีกรรมสิทธิ์
http://www.police.go.th
|