|
มีแนวทางในการแบ่งแยกความผิดทั้งสองได้ดังนี้
ความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์นั้น
เป็นการใช้อุบายหลอกลวงทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหลงเชื่อและส่งมอบทรัพย์ให้แก่ผู้หลอกลวงไป
และเป็นการให้ทรัพย์โดยมอบให้ไปโดยความเต็มใจเพราะเชื่อการหลอกลวงนั้น
ส่วนการลักทรัพย์โดยใช้อุบายหลอกลวงนั้น
ไม่ใช่เป็นการหลอกลวงโดยประสงค์จะให้ผู้ถูกหลอกลวงนั้นส่งมอบทรัพย์นั้นให้โดยตรง
แต่เป็นการหลอกลวงเพื่อให้สะดวกในการที่จะลักทรัพย์เท่านั้น
เช่น
นาย ก. เจตนาทุจริตคิดจะเอาทรัพย์ของผู้อื่น
จึงใช้อุบายทำทีเข้าไปซื้อของ โดยให้เจ้าของร้านหยิบของมาให้ดูหลายๆชิ้น
พอเจ้าของเผลอหรือมัวยุ่งกับการขายของให้กับลูกค้าคนอื่น นาย
ก. ได้เอาของนั้นใส่กระเป๋าไปเสีย 1 ชิ้น โดยยังไม่ได้ตกลงซื้อ
การกระทำดังกล่าวเป็นการลักทรัพย์โดยใช้อุบาย เพราะเจ้าของร้านยังมิได้มอบการครอบครองสิ่งของนั้นให้แก่นาย
ก. เพียงแต่ให้เลือกดูเท่านั้น
หรือ ทำทีว่าขอยืมทองคำมาทำพิธี
โดยนำมาทับห่อตัวยาเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ เจ้าของทองคำหลงเชื่อ
จึงมอบทองคำให้ไป โดยมีการกระทำพิธีต่อหน้าเจ้าทรัพย์ โดยห่อตัวยาและทองคำไว้คนละห่อ
จากนั้นก็ขอยืมพาน เพื่อมาใส่ตัวยาและห่อทองคำ ขณะเจ้าของทรัพย์เข้าไปหยิบพาน
ได้มีการนำห่อโลหะอื่นที่เตรียมมาเปลี่ยนห่อทองคำไป เมื่อนำพานมาให้
แล้วก็ได้ทำพิธีปลุกเสกต่อหน้าเจ้าทรัพย์และให้เจ้าทรัพย์เก็บรักษาห้ามแตะต้องจนกว่าจะเย็นจึงจะเปิดห่อยาที่มีห่อทองคำทับไว้ได้
แต่เมื่อเปิดออกมากลับเป็นก้อนโลหะอื่นมิใช่ทองคำ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการลักทรัพย์โดยใช้อุบาย
มิใช่ฉ้อโกงทรัพย์ เพราะเจ้าทรัพย์เพียงมอบทองคำให้ไปทำพิธี
มิได้มอบให้ไปใช้ จึงเป็นการอนุญาตให้จับต้องได้เพียงชั่วคราว
จึงมิใช่หลอกลวงให้เจ้าทรัพย์ส่งมอบทรัพย์ให้ไปด้วยความเต็มใจ
ยังถือว่าทรัพย์นั้นยังอยู่ในความครอบครองของเจ้าทรัพย์ เพียงใช้อุบายให้เอาทองคำออกมาวางเท่านั้น
จึงถือว่าเป็นการลักทรัพย์โดยใช้อุบาย
http://www.police.go.th
|