|
จากปัญหาดังกล่าวมีอยู่บ่อยครั้งที่
พนักงานสอบสวน ได้รับแจ้งความร้องทุกข์แล้ว ทำการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานมาโดยตลอด
แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด (ตามคำอธิบาย ประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เล่ม 2 โดย พ.ต.อ.สุวัณชัย ใจหาญ ) ได้อธิบายโดย ทำให้เข้าใจได้เป็น
2 อย่าง คือ
1. มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น
แต่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งกรณีนี้ไม่มีปัญหา
ในทางปฎิบัติ โดยถือปฎิบัติตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 140(1) อยู่แล้ว
2. ไม่มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นเลย
เช่น นาย ก. ขึ้นรถยนต์โดยสารประจำทาง ไปธุระแห่งหนึ่ง เมื่อถึงที่หมาย
ลงจากรถ เข้าไปรับประทานอาหาร และจะเอาเงินให้ค่าอาหาร จึงทราบว่า
กระเป๋าเงิน หายไป เข้าใจว่า ถูกคนร้าย ล้วงกระเป๋าเงินไป จึงไปแจ้งความต่อ
พนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดี พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวน ปากคำ
ผู้เสียหายไว้ และทำการสืบสวน หาตัวคนร้าย ต่อมาอีก 2 วัน มีผู้นำกระเป๋าเงิน
ซึ่งตกอยู่ใน รถยนต์ โดยสาร ประจำทาง คันนั้น มามอบให้ พนักงานสอบสวน
ดังนี้ ไม่ปรากฎว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด จึงต้องงดการสอบสวน
จึงพอสรุปได้ว่า คำว่า
"ไม่ปรากฎว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด" มีอยู่ 2 อย่าง
คือ
1. มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น แต่ไม่ทราบว่าผู้กระทำผิดนั้น
เป็นใคร
2. ไม่มีการกระทำความผิดอาญา เกิดขึ้นเลย
ซึ่งจากทั้ง 2 กรณีนี้ พนักงานสอบสวน ต้องจัดการไปตาม ป. วิอาญา
มาตรา 140(1)
มาตรา 140 เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน
เห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
1) ถ้าไม่ปรากฎว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด
และความผิดนั้นมีอัตราโทษอย่างสูงไม่เกินสามปี ให้พนักงานสอบสวน
งดการสอบสวน และบันทึกเหตุที่งดนั้นไว้ แล้วให้ส่งบันทึกพร้อมกับสำนวน
ไปยังพนักงานอัยการ
ถ้าอัตราโทษอย่างสูงเกินกว่าสามปี ให้พนักงานสอบสวน ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ
พร้อมทั้งความเห็น ที่ควรให้งดการสอบสวน
ถ้าพนักงานอัยการสั่งให้งด หรือให้ทำการสอบสวนต่อไป ให้พนักงานสอบสวน
ปฎิบัติตามนั้น
2) ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิด
ให้ใช้บัญญัติในสี่มาตราต่อไปนี้
เมื่อพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนคดีนั้นแล้ว
ต้องสอบสวนให้เสร็จสิ้นไป
จะยุติเสียเฉย ๆ โดยไม่มีความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่ได้
แต่เมื่อพนักงานสอบสวน
ได้ทำการสอบสวน ก็ต้องปฏิบัติตามกระบวนวิธีพิจารณาความอาญา อันว่าด้วยการสอบสวนจนเสร็จสิ้น
ตลอดจนส่งสำนวนไปให้ พนักงานอัยการ พร้อมทั้งความเห็น
(ตามบันทึกกรมอัยการ ที่ 3557 / 2504 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2504
เรื่องการดำเนินการสอบสวนคดีอาญา)
จากปัญหาดังกล่าว
จึงพอสรุปแนวทางปฎิบัติได้ดังนี้
- เมื่อพนักงานสอบสวน
ได้รับแจ้งและทำการสอบสวนแล้ว แต่ผลการสอบสวนปรากฎว่าจากเหตุดังกล่าว
ไม่มีการกระทำผิดอาญา อาจจะเป็นการเข้าใจผิดของผู้แจ้ง หรือเป็นการกลั่นแกล้งกัน
ดังนี้ พนักงานสอบสวนจะยุติเฉย ๆ โดยไม่มีความเห็นใด เป็นการไม่ถูกต้อง
จากกรณีดังกล่าว จึงเป็นกรณี ไม่ปรากฎว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด
จึงต้องมีความเห็นงดการสอบสวน ส่งสำนวนไปยัง พนักงานอัยการ ตาม
ป. วิอาญา มาตรา 140(1) ต่อไป
กรมอัยการ ได้ให้ข้อแนะนำว่า
ตามวิธีที่ควรดำเนินการตาม ประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ของพนักงานสอบสวนนั้น เมื่อมีผู้มา ร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษ ในคดีอาญา
พนักงานสอบสวน ควรกระทำการสืบสวนเสียก่อน เมื่อฟังได้ว่า มีการกระทำผิดทางอาญาเกิดขึ้น
จึงดำเนินการสอบสวน ก็จะไม่เกิดปัญหาเกิดขึ้น แสดงว่า เมื่อมีผู้มา
ร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษ ในคดีอาญา พนักงานสอบสวน ควรที่จะใช้ดุลยพินิจเสียก่อนว่า
ควรที่จะรับแจ้งร้องทุกข์ในทันทีหรือไม่ หากมีข้อสงสัย เคลือบแคลง
บางประการก็ควรที่จะรับแจ้งไว้ แล้วทำการสืบสวน แสวงหาข้อเท็จจริง
และพยานหลักฐาน เสียก่อน หากมีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น ก็รีบรับคำร้องทุกข์
ตามระเบียบต่อไป แต่หากไม่มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น ก็ยุติไม่ทำการสอบสวนต่อไป
และกรณีที่พนักงานสอบสวน จะไม่ทำการสอบสวนก็ได้ ตาม ป. วิ อาญา
มาตรา 122.
- จากกรณีดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ได้มี น. ด่วนมาก ที่ 0004.6 / 1279 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์
2544 เรื่อง แนวทางปฎิบัติในการสอบสวนคดีอาญา ข้อ 1. การรับแจ้งความ
ถือเป็นแนวทางปฎิบัติ ในการสอบสวนคดีอาญาของ พนักงานสอบสวนไว้
แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ประกอบกับ ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ว่าด้วย คำร้องทุกข์ หรือ คำกล่าวโทษ (ฉบับที่ 8) 2542 ลงวันที่
28 มิถุนายน 2542 ในการพิจารณาหาก คำแจ้งความนั้น ยังไม่แน่ชัดว่า
เป็นคำร้องทุกข์ หรือคำกล่าวโทษ หรือเป็นทางแพ่ง
ให้พนักงานสอบสวนผู้รับแจ้ง
ลงเรื่องราวไว้ใน รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แล้วรีบเสนอเรื่องนั้น
พร้อมมีความเห็นให้ ผู้บังคับบัญชา ตามลำดับชั้น ถึงหัวหน้าสถานีตำรวจ
หรืองานหรือแผนก เพื่อพิจารณาสั่งการ ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี
คำชี้แจงเพิ่มเติม
กรณีที่มีผู้ที่ยังมีข้อสงสัย เคลือบแคลงใจว่า การสั่งคดีที่ได้มี
การสอบสวน รับคำร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว แต่ต่อมาผลการสอบสวน
ปรากฏว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่อย่างใด กรณีดังกล่าว
พนักงานสอบสวน ต้องทำการสอบสวนจนเสร็จสิ้น และมีความเห็นงดการสอบสวน
จะยุติเสียเฉย ๆ โดยไม่มีความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 นั้น จะถูกต้องหรือไม่
จากกรณีดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนยังขอยืนยันว่า เป็นแนวทางปฏิบัติ
ที่ถูกต้องแล้ว และขอเพิ่มเติมให้ผู้ที่ยังไม่เข้าใจทราบ และเป็นแนวทางถือปฏิบัติดังนี้
เมื่อพนักงานสอบสวน ได้มีการสอบสวนรับคำร้องทุกข์ ตามระเบียบแล้ว
พนักงานสอบสวนต้องทำการสอบสวนจนเสร็จสิ้น ทุกคดี และส่งสำนวนการสอบสวน
พร้อมทั้งความเห็นงดการสอบสวน สั่งฟ้อง หรือไม่สั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการได้
ตาม ป.วิอาญา มาตรา 140, 141 และ มาตรา 142 เท่านั้น จะยุติเสียเองไม่ได้
ดังนั้นกรณีที่ทำการสอบสวน รับคำร้องทุกข์ ไว้แล้ว แต่ผลการสอบสวน
ไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นตามที่รับคำร้องทุกข์ไว้ หากยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ต้องหา
มาดำเนินคดี พนักงานสอบสวนต้องสรุปสำนวนการสอบสวน พร้อมมีความเห็น
งดการสอบสวนจะยุติเสียเองไม่ได้ ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง
หากมีการจับกุมตัวผู้ต้องหา มาดำเนินคดี แล้วก็จะต้องมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาไป
ส่วนการถอนเลขคดี ให้พนักงานสอบสวน ถือปฏิบัติตาม บันทึกสั่งการของ
ตร.ที่ 0004.6/4778 ลง 17 เมษายน 2545 เรื่อง ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับ
การทำความ เห็นทางคดี และการถอนเลขคดี จากบันทึกสั่งการของ ตร.
ดังกล่าว ยืนยันความถูกต้อง ของผู้เขียนอยู่แล้ว
ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งที่เปิดเข้ามาดู
และมีข้อโต้แย้ง ซักถามเพิ่มเติม
http://www.police.go.th
|