|
มติที่ประชุมร่วมของอธิบดีผู้พิพากษา
เรื่อง การออกหมายจับและหมายขังในคดีอาญา เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน
2545
1. กรณีผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนโดยที่ยังมิได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหานั้นไว้
พนักงานสอบสวนจะควบคุมผู้นั้นได้หรือไม่
เมื่อผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนโดยที่ยังไม่ได้มีการออกหมายจับพนักงานสอบสวนมีอำนาจแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาได้
และโดยลำพังการแจ้งข้อหานั้นยังไม่ถือเป็นการจับ
2. ในกรณีที่มีการเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนได้ควบคุมผู้ต้องหาไว้ในระหว่างสอบสวน
จะต้องสอบสวนคดีให้เสร็จภายในเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 113 หรือไม่ และถ้าคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง
พนักงานสอบสวนจะต้องขอผัดฟ้องต่อศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ
มาตรา 7 หรือไม่
เมื่อพนักงานสอบสวนได้ควบคุมผู้ต้องหาไว้ในช่วงเวลา
48 ชั่วโมง พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสั่งปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหานั้นได้
ไม่ว่าจะให้มีประกันหรือมีประกันและหลักประกันหรือไม่
2.1 สำหรับคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาหรือศาลจังหวัด
หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยชั่วคราว พนักงานสอบสวนไม่ต้องนำผู้ต้องหามาร้องขอฝากขังต่อศาลในช่วงเวลาที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวแต่ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 113 แต่ถ้าผู้ต้องหาไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว พนักงานสอบสวนจะต้องร้องขอฝากขังภายในระยะเวลา
48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ควบคุมผู้ต้องหา
2.2 คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง
ไม่ว่าผู้ต้องหาจะได้รับการปล่อยชั่วคราวหรือไม่ พนักงานสอบสวนต้องนำผู้ต้องหามาร้องขอผัดฟ้องต่อศาลภายใน
48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ควบคุมผู้ต้องหา ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ
มาตรา 7
3. ในกรณีผู้ต้องหาเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนมิได้ใช้อำนาจควบคุมผู้ต้องหา
ถ้าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาหรือศาลจังหวัดพนักงานสอบสวนไม่จำเป็นต้องร้องขอฝากขังต่อศาลภายในเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 87 และไม่ต้องร้องขอผัดฟ้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ
มาตรา 7 ในกรณีที่เป็นคดีซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง
4. เด็กที่ถูกควบคุมอยู่ในสถานพินิจ
จะถือเป็นการถูกขังตาม มาตรา 237 แห่งรัฐธรรมนูญฯ หรือไม่
วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว
มิใช่มุ่งลงโทษเด็กและเยาวชนผู้กระทำความผิด แต่มุ่งบำบัด แก้ไข
ฟื้นฟู และสงเคราะห์เด็กและเยาวชนที่กระทำผิดให้กลับตัวเป็นคนดี
ทั้งกฎหมายยังบัญญัติสนับสนุนหลักการดังกล่าวด้วยว่า เด็กที่หลบหนีออกจากสถานพินิจฯ
มิให้ถือว่ามีความผิด การควบคุมตัวเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจึงเป็นการดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
ดังนั้น การควบคุมตัวเด็กและเยาวชนดังกล่าวจึงไม่เป็นการขัง
ที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา
237 (1) และ (2) แต่ศาลควรใช้ดุลพินิจในการปล่อยชั่วคราวให้ยืดหยุ่นเป็นคุณแก่เด็กและเยาวชนให้มากที่สุด
http://www.police.go.th
|