หน้าแรก   เกี่ยวกับเรา   บริการของเรา  ติดต่อเรา  สนับสนุนเรา  สมุดเยี่ยม
    • ติดตาม lawyerthai ผ่านทาง /lawyerthai  /iamlawyerthai
close [x]
close [x]

Our Partners | รีวิว ร้านอาหาร เชียงใหม่ | รีวิว ที่เที่ยว เชียงใหม่ | รีวิว ที่พัก เชียงใหม่ | Chiang Mai Thailand | Chiang Mai Travel | Chiang Mai Travel Guide | Chiang Mai Boutique Hotel | กฎหมาย | ปรึกษากฎหมายฟรี | Detox Chiang Mai | Chiang Mai Wedding Planner | จัดงานเลี้ยง เชียงใหม่
Home
  ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)     สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 

เวลาขณะนี้ Sat 20 December 14 20:36

กระดานสนทนากฎหมาย

lawyerthai lawyerthai
 



ผมไม่เข้าใจ คำว่าโมฆะกับโมฆียะ
Page •  1   2  3  4  5  6 

หัวอิงสง
สมาชิก
ตอบ : 27

โมฆะกับโมฆียะต่างกันเยี่ยงไร? ขอช่วยอธิบายให้กระผมผู้เบาปัญญาคนนี้เข้าใจด้วยเถิด ขอยกตัวอย่างสักตัวอย่างด้วยจักขอบพระคุณอย่างสูง

ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 5 February 08 , 18:58


msu

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 1

ขอบคุงมากน่ะคับ ท่านผู้มีความรู้ทุกท่านคับ
ได้ความรู้เยอะเลย

ชอบ + 596 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: ตอบเมื่อ : Fri 18 July 08 , 11:38


eng_law_buu
ตอบ : 51

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 2

เรียนคุณหัวอิงสงค๊ะ
          โมฆะ   หมายถึง   นิติกรรมใดๆที่ทำนั้นเป็นอันเสียเปล่าตั้งแต่ต้น  ผลก็คือ  เสมือนว่าไม่เคยมีการทำนิติกรรมนั้นมาก่อน(นิติกรรม=สัญญาต่างๆ)
          โมฆียะ  หมายถึง  การไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมต่างๆ  โมฆียะนี้ให้ให้ผลสองทางคือ  ยอมรับนิติกรรมนั้น  หรือ  ปฏิเสธนิติกรรมนั้น 
              ๑.  ยอมรับนิติกรรม  ก็คือสัญญาต่างๆที่เป็นโมฆียะ  และเรายอมรับหรือตกลงหรือยืนยังที่จะยังคงทำนิติกรรมนั้นต่อไป
              ๒.  ปฏิเสธนิติกรรมนั้น  ก็คือสัญญาต่างๆที่ไม่สมบูรณ์บางส่วน  เมื่อเรารู้ถึงความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมนั้นเราจึงปฏิเสธไม่ยอมรับนิติกรรมนั้น  ทำให้ผลกลายเป็นเสียเปล่า  ผลข้อนี้จะเหมือนกับโมฆะ  หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า  เมื่อเราปฏิเสธผลนั้นก็จะกลายเป็นโมฆียะทันที
  

            (เสริม)
            การให้สัตยาบัน   คือการยอมรับ  ตกลง  ตอบรับ  ฯลฯ  เป็นผลทางบวก
            โมฆะกรรม    ไม่สามารถให้สัตยาบันใดๆได้เลย  (ขัดต่อกฏหมาย(ผิดกฏหมายฯลฯ) )
             โมฆียะกรรม     สามารถให้สัตยาบันได้  ผู้ที่สามารถให้สัตยาบันได้เช่น  ผู้ปกครองของบุคคลนั้น   ผู้ปกครองของผู้เยาว์  ผู้ปกครองของคนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนวิกลจริต ฯลฯ  

ชอบ + 588 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: ตอบเมื่อ : Wed 6 February 08 , 00:27


คนวังนำ
ตอบ : 51

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 3

อยากทราบบุคคลที่แพทย์ลงความเห็นว่า วิกลจริต แต่ศาลยังไม่สั่งให้เป็นคนวิกลจริต จะสามารถสมัครรับเลือกตั้ง สภาและผู้บริหารท้องถิ่นได้หรือไม่ครับ

ชอบ + 584 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: ตอบเมื่อ : Fri 21 March 08 , 12:54


  wanida_buucu
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 1

ในฐานะที่น้องเป็นนักกฎหมาย รุ่นน้อง พี่จะเอามาตราต่างๆ มาให้อ่านและทำความเข้าใจเองค่ะ และเมือสงสัยก็ปรึกษาพี่ได้ค่ะ 
มาตรา ๒๑ ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน การใดๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา ๒๘ บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าคู่สมรสก็ดี ผู้บุพการีกล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวดก็ดี ผู้สืบสันดานกล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ลื่อก็ดี ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ศาลจะสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้
บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การแต่งตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาลและการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาล ให้เป็นไปตามบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายนี้
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๒๙ การใดๆ อันบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลงการนั้นเป็นโมฆียะ

มาตรา ๓๐ การใดๆ อันบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลง การนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อได้กระทำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่าผู้กระทำเป็นคนวิกลจริต

มาตรา ๓๑ ถ้าเหตุที่ทำให้เป็นคนไร้ความสามารถได้สิ้นสุดไปแล้วและเมื่อบุคคลผู้นั้นเองหรือบุคคลใดๆ ดังกล่าวมาในมาตรา ๒๘ ร้องขอต่อศาลก็ให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถนั้น
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๓๔ คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้
(๑) นำทรัพย์สินไปลงทุน
(๒) รับคืนทรัพย์สินที่ไปลงทุน ต้นเงินหรือทุนอย่างอื่น
(๓) กู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน ยืมหรือให้ยืมสังหาริมทรัพย์อันมีค่า
(๔) รับประกันโดยประการใดๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับชำระหนี้
(๕) เช่าหรือให้เช่าสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าหกเดือนหรืออสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าสามปี
(๖) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูป เพื่อการกุศล การสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
(๗) รับการให้โดยเสน่หาที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน หรือไม่รับการให้โดยเสน่หา
(๘) ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือในสังหาริมทรัพย์อันมีค่า
(๙) ก่อสร้างหรือดัดแปลงโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือซ่อมแซมอย่างใหญ่
(๑๐) เสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ เว้นแต่การร้องขอตามมาตรา ๓๕ หรือการร้องขอถอนผู้พิทักษ์
(๑๑) ประนีประนอมยอมความหรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
ถ้ามีกรณีอื่นใดนอกจากที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ซึ่งคนเสมือนไร้ความสามารถอาจจัดการไปในทางเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว ในการสั่งให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเมื่อผู้พิทักษ์ร้องขอในภายหลัง ศาลมีอำนาจสั่งให้คนเสมือนไร้ความสามารถนั้นต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะทำการนั้นได้
ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การใดกระทำลงโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรานี้ การนั้นเป็นโมฆียะ

มาตรา ๓๕ ในกรณีที่ผู้พิทักษ์ไม่ยินยอมให้คนเสมือนไร้ความสามารถกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๔ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อคนเสมือนไร้ความสามารถร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้กระทำการนั้นโดยไม่ต้องรับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก็ได้ ถ้าการนั้นจะเป็นคุณประโยชน์แก่คนเสมือนไร้ความสามารถ

มาตรา ๓๖ ถ้าเหตุที่ศาลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้สิ้นสุดไปแล้วให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
 เอาละอ่านถึงบรรทัดนี้ พอสรุปได้ว่า 
  โมฆะ คือ ทำแล้วไม่มีผลอะไร เหมือนไม่ได้ทำค่ะ
  โมฆียะ คือ ทำแล้ว ให้รอผู้ปกครองว่า บอกล้างหรือยืนยันก็แล้วแต่ผู้ปกครองหรือ ให้ดูว่าเหมาะสมกับถานานุรูปหรือไม่

ชอบ + 273   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 5 February 08 , 23:11


  จุ๋ม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 2

นิติกรรมที่เป็นโมฆะ คือนิติกรรมที่ถือว่าไม่ได้มีอะไรกันมาตั้งแต่ต้น โดยหากเป็นโมฆะแล้ว คู่สัญญาให้คืนกลับฐานนะเดิมเช่น สัญญาซื้อขายที่เป็นโมฆะก็คือไม่มีการทำสัญญากันเลย ให้ผู้ซื้อคืนทรัพย์ให้ผู้ขาย และให้ผู้ขายคืนราคาให้แก่ผู้ซื้อ คือถือว่าไม่ได้มีการทำสัญญากันเกิดขึ้นเลย และที่สำคัญคือนิติกรรมที่เป็นโมฆะจะไม่สามารถให้สัตยาบันได้ เช่นการทำนิติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฏหมาย นิติกรรมที่พ้นวิสัย
นิติกรรมที่เป็นโมฆียะคือนิติกรรมที่ไม่สมบูรณ์มาแต่ต้น สามารถให้สัตยาบัน หรือบอกล้างได้โดยผู้ที่มีอำนาจปกครองเช่นผู้ปกครองของผู้เยาว์ ผู้พิทักษ์ของผุ้เสมือนไร้ความสามารถ เช่นผู้เยาว์ทำสัญญาซื้อรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองถือว่าเป็นโมฆียะ หากภายหลังผู้ปกครอง(พ่อ แม่) ทราบแล้วยอมให้สัตยาบันก็ถือว่าสัญญานั้นเป็นสัญญาที่สมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น แต่ถ้าผู้ปกครองไม่ยินยอมก็จะบอกล้างสํญญานั้น ก็ถือว่าสั้ญญานั้นเป็นโมฆะคือเสียมาตั้งแต่ต้น คนขายรถก็ต้องคืนเงิน ผู้เยาว์ก็ต้องเอารถไปคืน การทำนิติกรรมโดยสำคัญผิด ถูกข่มขู่ กลฉ้อฉลก็ถือว่าเป็นโมฆียะได้
มีอาจารย์บางท่านเปรียบเทียบคำว่าโมฆะเหมือนเมล็ดข้าวที่เสียแล้ว ไม่สามารถนำไปปลูกให้ขึ้นได้อีก  ส่วนโมฆียะเสมือนเมล็ดข้าวที่แคระแกรน สามารถนำไปปลูกให้งอกเป็นต้นได้แต่ไม่สมบูรณ์ หากดูแลดีต้นข้าวก็สามารถเจริญเติบโตดีคือการให้สัตยาบัน  หากไม่ดูแลต้นข้าวก็จะตายก็คือการบอกล้างนั่นเอง

ชอบ + 347   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 5 February 08 , 23:33


eng_law_buu
สมาชิก
ตอบ : 51

ความเห็นที่ 3

เรียนคุณหัวอิงสงค๊ะ
          โมฆะ   หมายถึง   นิติกรรมใดๆที่ทำนั้นเป็นอันเสียเปล่าตั้งแต่ต้น  ผลก็คือ  เสมือนว่าไม่เคยมีการทำนิติกรรมนั้นมาก่อน(นิติกรรม=สัญญาต่างๆ)
          โมฆียะ  หมายถึง  การไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมต่างๆ  โมฆียะนี้ให้ให้ผลสองทางคือ  ยอมรับนิติกรรมนั้น  หรือ  ปฏิเสธนิติกรรมนั้น 
              ๑.  ยอมรับนิติกรรม  ก็คือสัญญาต่างๆที่เป็นโมฆียะ  และเรายอมรับหรือตกลงหรือยืนยังที่จะยังคงทำนิติกรรมนั้นต่อไป
              ๒.  ปฏิเสธนิติกรรมนั้น  ก็คือสัญญาต่างๆที่ไม่สมบูรณ์บางส่วน  เมื่อเรารู้ถึงความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมนั้นเราจึงปฏิเสธไม่ยอมรับนิติกรรมนั้น  ทำให้ผลกลายเป็นเสียเปล่า  ผลข้อนี้จะเหมือนกับโมฆะ  หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า  เมื่อเราปฏิเสธผลนั้นก็จะกลายเป็นโมฆียะทันที
  

            (เสริม)
            การให้สัตยาบัน   คือการยอมรับ  ตกลง  ตอบรับ  ฯลฯ  เป็นผลทางบวก
            โมฆะกรรม    ไม่สามารถให้สัตยาบันใดๆได้เลย  (ขัดต่อกฏหมาย(ผิดกฏหมายฯลฯ) )
             โมฆียะกรรม     สามารถให้สัตยาบันได้  ผู้ที่สามารถให้สัตยาบันได้เช่น  ผู้ปกครองของบุคคลนั้น   ผู้ปกครองของผู้เยาว์  ผู้ปกครองของคนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนวิกลจริต ฯลฯ  

ชอบ + 588   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 6 February 08 , 00:27


  หัวอิงสง
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 4

ไม่รู้จะขอบพระคุณ wanida_buucu และทุกๆคนยังไงดี ผมหายโง่ขึ้นเยอะเลย ขอบคุณมากๆเลยครับ
   

ชอบ + 261   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 6 February 08 , 15:05


  คนวังนำ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 5

อยากทราบบุคคลที่แพทย์ลงความเห็นว่า วิกลจริต แต่ศาลยังไม่สั่งให้เป็นคนวิกลจริต จะสามารถสมัครรับเลือกตั้ง สภาและผู้บริหารท้องถิ่นได้หรือไม่ครับ

ชอบ + 584   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Fri 21 March 08 , 12:54


  มารนิติ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 6

คุณจุ๋ม ผมว่ามันแปลกๆนะตรงที่การใดที่เป็นโมฆะกรรม เมื่อบอกล้างแล้วให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมน่ะ ถ้าให้คืนสู่ฐานะเดิมมันเมื่อบอกล้างโมฆียกรรมมังครับ ผมว่าโมฆะกรรมนี่มันเลิกแล้วเลิกเลย เหลือเท่าไหร่คืนเท่านั้นตามสภาพ ได้ดอกผลก็ไม่ต้องคืน ถ้าสุจริต ไม่ใช่หรือครับ หรือผมเข้าใจผิด

ชอบ + 245   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sun 23 March 08 , 22:41


  จุ๋ม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 7

คือว่าถ้าจะพูดถึงคำว่าโมฆะกรรมคือสูญเปล่ามาตั้งแต่ต้นใช่ใหมคะ ก็คือถือว่าไม่มีการทำสัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน เช่นการทำสัญญาซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ทำตามแบบคือไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นโมฆะคือเจ้าของที่คืนเงินที่ได้รับมาจากผู้ซื้อ ส่วนผู้ซื้อก็ต้องคืนกรรมสิทธิ์ในอสังฯ ให้แก่ผู้ขาย   (สงสัยจะพิมพ์ผิดอ่ะค่ะ เอาเป็นว่าโมฆะกรรมไม่สามารถบอกล้างหรือให้สัตยาบันได้ต้องสูญเปล่ามาแต่ต้นเพียงอย่างเดียว  แต่โมฆียะกรรมสามารถบบอกล้างหรือให้สัตยาบันได้)
ต้องขออำภัยมา ณ ที่นี้ด้วยเด้อ พอดีข้าพเจ้าเพิ่งกลับจากดำเนินการขอใบประกอบวิชาชีพมาหนะ

ชอบ + 222   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 24 March 08 , 15:59


  elle
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 8

ขอเสริม ความเห็นของคุณจุ๋ม กับ คุณ มารนิติค่ะ

เห็นตรงกับคุณมารนิติว่ามันแปลกๆ...ตรงที่คุณจุ๋มกล่าวถึง นิติกรรมที่เป็นโมฆะ ว่า ให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม  เข้าใจตรงกับคุณมารนิติหรือเปล่าคะ

เพราะ นิติกรรมที่เป็นโมฆะนั้น มันเสียเปล่ามาตั้งแต่แรก ดังนั้น จึงไม่มีฐานะใดๆให้แก่คู่สัญญาจะกลับคืนได้  เนื่องจากมันเสมือนว่าไม่ได้มีการทำนิติกรรมนั้นมาก่อนเลย  

ในทางกลับกัน  นิติกรรมที่เป็นโมฆียะนั้น เมื่อได้มีการบอกล้าง ในกรณีเช่นนี้ จึงจะให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม และนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาบังคับใช้  (ใช่หรือเปล่าคะที่คุณมารนิติจะเสนอความเห็นประเด็นนี้)

หากขาดตกบกพร่องอย่างไร  ก้อติเข้ามาได้นะคะ ยินดีรับฟังค่ะ

ชอบ + 230   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 28 April 08 , 23:01


  เรวัตร
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 9

คำว่า อนุญาโตตุลาการ คือไรครับ

ชอบ + 229   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 12 May 08 , 09:27


  เรวัตร
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 10

เพราะเหตุไร กฎหมายถึงได้มีคำแปลกๆ เข้าใจยากๆ เยอะเลย ครับ

ชอบ + 210   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 12 May 08 , 09:29


  wanida_buucu
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 11

เรียน  คุณ เรวัตร 
  อนุญาโตตุลาการ คือ การระงับข้อพิพาทนอกศาล ค่ะ   โดยมี ระบุในสัญญาทีทำต่อกัน ว่า จะใช้ อนุญาโตตุลาการ  ในกรณีมีข้อขัดแย้งกันค่ะ   แต่ บางครั้ง การใช้อนุญาโตตุลาการ  ต้องการให้ปัญหา จบเร็ว และ เสียหายน้อยที่สุด ยุติธรรมทั้งสองฝ่าย   

 อยากรู้เพิ่มเติมมากกว่านี้  โทรมาค่ะ 081-626-9246  

ชอบ + 224   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 12 May 08 , 14:23


  msu
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 12

ขอบคุงมากน่ะคับ ท่านผู้มีความรู้ทุกท่านคับ
ได้ความรู้เยอะเลย

ชอบ + 596   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Fri 18 July 08 , 11:38


  จุ๋ม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 13

ตอนเรียนจำได้ว่าเคยเจอคำนี้ แต่วันนี้เพิ่งอ่านเจอฎีกาเกี่ยวกับการเป็นโมฆะกับการกลับสู่สถานะเดิมค่ะ
คำพิพากษาฏีกาที่ 2155/2547  ..... จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามช้ดแจ้งโดยกฏหมาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตกเป็นโมฆะ คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยถือเสมือนหนึ่งว่าไม่มีการทำสัญาจะซื้อจะขายที่ดินกัน
คำพิพากษาฏีกาที่ 847/2538 .... เป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฏหมาย เป็นโมฆะ โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานนะเดิม ไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญากันอีกต่อไป


ชอบ + 217   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sat 19 July 08 , 11:12


  โยจิน
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 14

ขอบคุณค่ะ     ช่วยในการสอบได้เยอะเลย  

ชอบ + 217   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 24 September 08 , 12:07


  ดก
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 15

  

ชอบ + 235   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sat 11 October 08 , 10:46


  มารนิติ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 16

มาตรา 172 โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้และผู้มี ส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าว อ้างก็ได้
 ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ

 มาตรา 176  โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะ มาแต่เริ่มแรก และให้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้น วิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน...........

ลักษณะ 4 ลาภมิควรได้

มาตรา 414 ถ้าการคืนทรัพย์ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะสภาพแห่ง ทรัพย์สินที่ได้รับไว้นั้นเองก็ดี หรือเพราะเหตุอย่างอื่นก็ดี และบุคคล ได้รับทรัพย์สินไว้โดยสุจริต ท่านว่าบุคคลเช่นนั้นจำต้องคืนลาภมิควร ได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน


คุณจุ๋มดูนะครับ เป็นโมฆะ เวลาเลิกสัญญาให้ใช้หลักลาภมิควรได้ แต่โมฆียะกรรม ใช้คำว่ากลับสู่ฐานะเดิม เช่น จ้างผู้เยาว์ทำงานโดยผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ยินยอม เป็นโมฆียะ เด็กจะคืนฐานะเดิม โดยให้นายจ้างใช้แรงงานคืน พ้นวิสัย จึงต้องได้ค่าแรงแทน ตามมาตรา 176 จ่ายช้าก็ต้องมีดอกเบี้ยด้วย 

ส่วนโมฆะเช่น การสำคํญผิด เป็นโมฆะ ใช้หลักลาภมิควรได้ ซื้อขาย ก็ต้องคืนของคืนเงิน แต่ดอกเบี้ยดอกผลใดๆตราบเท่าที่สุจริต ไม่ต้องคืนด้วย

มันต่างกันนิดๆครับ คำพูดอาจเหมือนกันได้บ้าง แต่แนวคิดโดยรวมจะต่างกันครับ

ชอบ + 209   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sat 11 October 08 , 16:00


  จุ๋ม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 17

ขอบคุณคร้าบ สำหรับคำแนะนำ  พอดีแนวฏีกาเขาว่างั้นอ่ะ ก็ว่ากันไปเนอะ  

ชอบ + 237   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sun 12 October 08 , 12:10


  ppworldฬ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 18

แต่เราว่า ใช้คำว่าหลักลาภมิควรได้สำหรับโมฆะ นะคะ
มันต่างตรงที่ว่า 
+ลาภมิควรได้ จะพิจารณาถึงความสุจริตประกอบด้วยค่ะ
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าสุจริต บุคคลภายนอกนั้นก็คืนของเท่าที่เหลืออยู่
หรือถ้าใช้ของนั้น(อย่างสุจริต)จนไม่เหลือแล้ว 
นั่นก็คือ ไม่สามารถเอาคืนให้เขาได้แล้ว ก็ไม่ต้องคืนค่ะ 
แต่ถ้าไม่สุจริต ก็ต้องคืนของนั้น หรือถ้าคืนไม่ได้ก็อาจจะชดใช้ราคา
อะไรอย่างอื่นแทนตามที่ตกลงกัน
+ ส่วนการกลับคืนสู่สภาพเดิม เกิดมาจากการบอกล้างนิติกรรมที่
เป็นโมฆียะค่ะ ซึ่งการกลับคืนฐานะเดิมจะไม่ดูว่าคุณสุจริตหรือไม่
เพราะว่าถึงแม้คุณสุจริตยังไงก็ต้องคืน ที่เป็นเช่นนี้
ก็เนื่องจาก กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ฝ่ายผู้ก่อนิติกรรมนั่นล่ะค่ะ
สรุปคือ บุคคลภายนอกจะสุจริตหรือไม่ ถึงอย่างไรก็ต้องคืนของนั่นเอง
(ถุ้คืนไม่ได้ก็ชดใช้ราคาเป็นอย่างอื่นแทนไงคะ)

ดังนั้น การที่นิติกรรมเป็นโมฆะ-->ใช้หลักลาภมิควรได้
ส่วนการบอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะ-->ใช้การกลับคืนสู่สภาพ/ฐานะเดิม



ชอบ + 232   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 12 January 09 , 09:32


  09
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 19

    

ชอบ + 210   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sat 14 March 09 , 16:44

Page •  1   2  3  4  5  6 
ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง LAWYERTHAI.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป

แสดงความคิดเห็น
Name :  
Special Tag : ปิดท้ายคำสั่ง
 
  :-D 8-| :-( :-) :-[ )-( B-) B-( :-P 8-.
Comment :

ใส่ตัวเลขในช่องว่าง :
   
ออกแบบเว็บไซต์โดย Gomew Co., Ltd.