หน้าแรก   เกี่ยวกับเรา   บริการของเรา  ติดต่อเรา  สนับสนุนเรา  สมุดเยี่ยม
    • ติดตาม lawyerthai ผ่านทาง /lawyerthai  /iamlawyerthai

แบ่งปันหน้านี้ให้เพื่อนของคุณ

 
Our Partners | รีวิว ร้านอาหาร เชียงใหม่ | รีวิว ที่เที่ยว เชียงใหม่ | รีวิว ที่พัก เชียงใหม่ | Chiang Mai Thailand | Chiang Mai Travel | Chiang Mai Travel Guide | Chiang Mai Boutique Hotel | กฎหมาย | ปรึกษากฎหมายฟรี | Detox Chiang Mai | Chiang Mai Wedding Planner | จัดงานเลี้ยง เชียงใหม่
Home
  ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)     สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 

เวลาขณะนี้ Thu 28 August 14 06:04

กระดานสนทนากฎหมาย

lawyerthai lawyerthai lawyerthai lawyerthai



ส่งแถลงการณ์ปิดคดีไม่ทัน
Page •  1  

Phon
สมาชิก
ตอบ : 7

ในการส่งแถลงการณ์ปิดคดี ถ้าโจกท์ไม่สามารถส่งได้ทันตามที่ได้นัดไว้กับศาล ไม่ทราบว่าจะขอเลื่อนการส่งคำแถลงออกไปอีกได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรค่ะ

ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 8 July 08 , 06:13


ddd

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 1

ขอเลื่อนได้ แต่ต้องขอก่อนครบกำหนดที่นัดไว้กับศาล โดยการคำร้องต่อศาล

ชอบ + 164 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: ตอบเมื่อ : Wed 9 July 08 , 04:56


pol00810081
ตอบ : 15399

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 2

ความคิดเห็นคุณ mm : ตอบเมื่อ Thu 1 September 11 , 13:26
เจ้าหนี้เป็นบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอให้ศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้  ศาลนัดไต่สวนคำร้อง  อยากถามว่าลูกหนี้สามารถยื่นคำคัดค้านสู้คดีได้มั้ยครับ  ถ้าหากจะยื่นคำคัดค้านจะใช้แบบฟอร์มประเภทไหนครับ
                                                                     ขอบพระคุณท่านล่วงหน้าที่ช่วยตอบ
คัดค้านเรื่อง  ไม่ได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวซิครับ  ประเด็นเดียวในคดีล้มละลาย  ทนายอภิชาต 081-5522-971  

ชอบ + 124 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 124.122.87.86 ตอบเมื่อ : Thu 1 September 11 , 17:47


อีตากร.
ตอบ : 573

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 3

...คำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นเพียงคำเสนอของคู่ความเพื่อให้ศาลพิเคราะห์ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงของฝ่ายตน เป็นการสรุปคดีในข้อเที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตน ซึ่งจะต้องปรากฏอยู่ในท้องสำนวนจะนอกเหนือผิดแผกแตกต่างกว่านั้นหาได้ไม่ แม้คู่ความจะไม่ทำคำแถลงการณ์ประการใดศาลก็จำเป็นต้องพิจารณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตลอดท้องสำนวนอยู่แล้วมิใช่พิเคราะห์เฉพาะที่คู่ความฝ่ายนั้นเสนอมาตามคำแถลงการณ์ ดังนั้น ปวิพ. ม.186 จึงไม่มีบทบังคับว่าถ้าหากคู่ความฝ่ายที่ทำคำแถลงการณ์ไม่ส่งสำเนาคำแถลงการณ์ไปยังคู่ความอีกฝ่ายผลแห่งการฝ่าฝืนนั้นเป็นเช่นไร 
ทั้งนี้ เนื่องจากคำแถลงการณ์ดังกล่าวมาย่อมอาจโน้มน้าวทำให้ศาลคล้อยตามไปด้วยหรือไม่ก็ได้ เหตุนี้ ปวิพ.จึงมิได้บังคับในกรณีที่คู่ความฝ่าฝืน 
สรุปว่า หากทำเสร็จแล้วก็ยื่นไปเถอะแต่ต้องก่อนศาลมีคำพิพากษานะขอรับ มีตัวอย่างที่กระผมทำมาให้ดูไม่รู้ถูกต้องหรือไม่หากติชมจักยินดีขอรับ
   ข้อ ๑. คดีนี้ ศาลได้โปรดมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความจำเลยทั้งสามยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีได้ภายในเวลา ๓ วัน ดังความแจ้งแล้วนั้น ดังนี้ ทนายความจำเลยทั้งสามขอประทานกราบเรียนศาลที่เคารพว่า เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามนี้เป็นคดีผู้บริโภค ความแพ่ง กรณีผิดสัญญาเช่าซื้อ/ค้ำประกัน โดยที่โจทก์ยื่นฟ้องศาลพื่อเรียกค่าขาดประโยชน์กับจำนวนเงินที่ยังขาดราคาหลังทอดตลาดรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ ๑ เช่าซื้อโจทก์ไปนั้นทั้งนี้ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มีหลักเกณฑ์สำคัญต่างจากหลักคดีแพ่งทั่วไป เช่น
   มาตรา ๑๐ วรรคสาม บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิให้นำ มาตรา ๙๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่ผู้บริโภคในการฟ้องคดีผู้บริโภคและการพิสูจน์ถึงนิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ" ด้วยเหตุนี้ โจทก์นั้นจึงต้อง มีภาระหน้าที่ในการนำสืบพิสูจน์โดยนำสืบถึงมูลคดีเบื้องต้นนี้มีที่มาที่ไปทั้งความเสียหายเกิดขึ้นนั้นอย่างไร
   คดีนี้โจทก์ตอบคำถามทนายความจำเลยทั้งสามถามค้านว่าสัญญาเช่าซื้อค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้นั้นมีเอกสารสิทธิทั้งของผู้เช่าซื้อกับผู้ค้ำประกันนำมาแสดงให้เห็นประกอบและจำเลยทั้งสามที่โจทก์ฟ้องในฐานะที่เป็นผู้เช่าซื้อกับผู้ค้ำประกันได้ลงชื่อในสัญญาให้ไว้ต่อหน้าโจทก์เห็นบุคคลทั้งสามได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่นนั้นหรือหาไม่ ทั้งนี้ การที่โจทก์ตอบคำถามทนายความจำเลยทั้งสามถามค้านเพียงว่าเอกสารสิทธิของจำเลยทั้งสามดังกล่าวมานั้นมีแต่มิได้นำมาใช้อ้างเพื่อการประกอบสำนวนคดีเช่นนั้น อีกทั้งโจทก์ยังตอบว่ามิได้เคยเห็นจำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาค้ำประกัน นอกจากนี้แล้วโจทก์ก็ยังมิได้มีพยานอื่นใดมาประกอบแสดงให้เห็นว่าสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาค้ำประกันที่โจทก์อ้างมาในคดีนั้นชอบด้วยกฎหมาย เพราะถึงแม้จำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ จะยอมรับว่าลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวจริง แต่จำเลยที่ ๒ นั้นมิได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือเอกสารเข้ามาในคดีผู้บริโภคดังกล่าวนี้ กรณีจึงยังถือเอามิได้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้ให้การรับสารภาพไปดังเช่นจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ด้วยเช่นนั้นก็หาไม่ อย่างไรก็ดี โจทก์นั้นก็ยังคงต้องมีหน้าที่นำสืบและภาระการพิสูจน์แสดงให้เห็นว่าเอกสารสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมานั้นชอบด้วยกฎหมาย ครั้นโจทก์อ้างเอกสารสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาค้ำประกันมาโดยมิได้มีเอกสารสิทธิส่วนตัวเช่นสำเนาทะเบียนบ้านกับสำเนาเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยทั้งสามมาประกอบเพื่อแสดงให้เห็นได้ว่าสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาค้ำประกันโจทก์นั้นได้มาโดยชอบอย่างไร ดังนั้นในคดีนี้กรณีจึงย่อมถือว่าโจทก์นำสืบไม่ได้ตามฟ้อง
   กรณียังคงมีปัญหาว่าโจทก์ดำเนินการฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีผู้บริโภคดังกล่าวเช่นในคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องโดยสุจริตหรือไม่
   มาตรา ๑๒ "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำด้วยความสุจริต โดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม" 
   คดีนี้โจทก์จึงมีภาระหน้าที่ในการพิสูจน์โดยนำสืบความเสียหายที่โจทก์คิดค่าขาดประโยชน์เป็นอัตราค่าเช่ารถยนต์ทั่วไปเฉลี่ยวันละ ๙๐๐ บาท 
แต่โดยที่โจทก์ได้ตอบคำถามทนายความจำเลยทั้งสามถามค้านฟังได้ว่าวัตถุประสงค์ของโจทก์เพียงมีระบุว่าประกอบกิจการให้เช่ารถแต่ทางปฏิบัติหาได้ประกอบกิจการให้เช่าไม่ ดังนั้น กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามมาโดยที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าแท้จริงโจทก์มิได้เสียหายหรือขาดประโยชน์แต่อย่างใดทั้งสิ้นยังฟ้องมาเพื่อเรียกเอาเงินกับจำเลยทั้งสามนอกจากเหตุผลดังกล่าวแล้วข้างต้นยังเห็นว่าโจทก์ดำเนินคดีนี้ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตกับจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕ อีกทั้งยังอาจถือเอาได้ว่าโจทก์ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจได้กระทำโดยมีเจตนาเอาเปรียบจำเลยทั้งสามในฐานะที่เป็นผู้บริโภคอย่างไม่เป็นธรรมโดยโจทก์ยังจงใจทำให้จำเลยทั้งสามที่เป็นผู้บริโภคต้องได้รับความเสียหาย
   และเพื่อการนี้ทนายความจำเลยทั้งสามมีความเห็นว่าโดยที่มาตรฐานทางการค้าอันเหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตามสัญญาเช่าซื้อในกรณีที่ได้มีการกระทำผิดสัญญาเพราะผิดนัดไม่ใช้เงินซึ่งเป็นคราวที่สุดนั้นโจทก์หรือตัวแทนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะริบบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อนและกลับเข้าครองทรัพย์สินได้เมื่อระยะเวลาใช้เงินนั้นผ่านพ้นกำหนดไปแล้วอีกงวดหนึ่ง แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันที่โจทก์เข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อดังกล่าวมายังไม่ครบกำนดระยะเวลาตามที่โจทก์นั้นได้มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๑ รายละเอียดมีปรากฏอยู่ตามเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์ดังความแจ้งอยู่ในสำนวนคดีนี้แล้วนั้น  
   หรือกรณีที่ได้มีการผิดนัดตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งถ้าหากผู้เช่าซื้อเคยผิดนัดชำระราคาเกินกว่า ๓ คราวแล้วถ้าหากผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อต่างก็มิได้ถือเอาเป็นว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันดังสัญญาแต่ยังคงให้ถือว่ามีความผูกพันต่อกันไปอยู่อีกเช่นในสัญญาเช่าซื้อนั้น 
   แต่คดีนี้เป็นกรณีจำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์มานำรถที่เช่าซื้อเช่นนั้นกลับคืนไปเพราะว่าจำเลยที่ ๑ ได้ถูกขังอยู่ที่เรือนจำ กรณีจึงต้องถือเอาได้ว่า
จำเลยที่ ๑ ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ไปตามสัญญาดังเช่น มาตรา ๕๗๓ เหตุนี้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งต้องถือว่าเลิกกันดัง มาตรา ๕๗๓ นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ อันมิใช่กรณีที่สัญญาเช่าซื้อคดีนี้เลิกกันดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องนั้น อีกทั้งมิใช่กรณีเป็นเพราะจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อได้ทำให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดหรืออายัดหรือถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายหรือประพฤติผิดข้อสัญญาอันมีแต่จะทำให้จำเลยที่ ๑ ยังต้องมีภาระหน้าที่ชดใช้ราคาเช่าซื้อที่ยังค้างชำระอยู่หรือที่โจทก์อ้างว่าขาดราคาดังที่โจทก์ยื่นคำฟ้องมาอ้างว่าขายรถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้วยังคงขาดราคาอยู่อีกในอันที่โจทก์พึงมีสิทธิเรียกได้
   เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันดังมาตรา ๕๗๓ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามมาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง 
ซึ่งถึงแม้ว่าจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อยังคงค้างชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวมแล้วมากกว่า ๓ งวด ก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้น โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างอยู่ก่อนที่สัญญาจะเลิกกันได้ ด้วยเหตุดังกล่าวมาครั้นเมื่อจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชำระราคาค่าเช่าซื้อที่ค้างให้แก่โจทก์อันเป็นเหตุในลักษณะคดีกรณีเช่นนี้ย่อมมีผลรวมไปถึงจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ด้วยเช่นนั้นเพราะว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่อาจจะแบ่งแยกกันชำระได้...
...นะขอรับ...

ชอบ + 117 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 222.123.185.48 ตอบเมื่อ : Fri 29 January 10 , 19:19


  ddd
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 1

ขอเลื่อนได้ แต่ต้องขอก่อนครบกำหนดที่นัดไว้กับศาล โดยการคำร้องต่อศาล

ชอบ + 164   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 9 July 08 , 04:56


อีตากร.
สมาชิก
ตอบ : 573

ความเห็นที่ 2

...คำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นเพียงคำเสนอของคู่ความเพื่อให้ศาลพิเคราะห์ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงของฝ่ายตน เป็นการสรุปคดีในข้อเที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตน ซึ่งจะต้องปรากฏอยู่ในท้องสำนวนจะนอกเหนือผิดแผกแตกต่างกว่านั้นหาได้ไม่ แม้คู่ความจะไม่ทำคำแถลงการณ์ประการใดศาลก็จำเป็นต้องพิจารณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตลอดท้องสำนวนอยู่แล้วมิใช่พิเคราะห์เฉพาะที่คู่ความฝ่ายนั้นเสนอมาตามคำแถลงการณ์ ดังนั้น ปวิพ. ม.186 จึงไม่มีบทบังคับว่าถ้าหากคู่ความฝ่ายที่ทำคำแถลงการณ์ไม่ส่งสำเนาคำแถลงการณ์ไปยังคู่ความอีกฝ่ายผลแห่งการฝ่าฝืนนั้นเป็นเช่นไร 
ทั้งนี้ เนื่องจากคำแถลงการณ์ดังกล่าวมาย่อมอาจโน้มน้าวทำให้ศาลคล้อยตามไปด้วยหรือไม่ก็ได้ เหตุนี้ ปวิพ.จึงมิได้บังคับในกรณีที่คู่ความฝ่าฝืน 
สรุปว่า หากทำเสร็จแล้วก็ยื่นไปเถอะแต่ต้องก่อนศาลมีคำพิพากษานะขอรับ มีตัวอย่างที่กระผมทำมาให้ดูไม่รู้ถูกต้องหรือไม่หากติชมจักยินดีขอรับ
   ข้อ ๑. คดีนี้ ศาลได้โปรดมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความจำเลยทั้งสามยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีได้ภายในเวลา ๓ วัน ดังความแจ้งแล้วนั้น ดังนี้ ทนายความจำเลยทั้งสามขอประทานกราบเรียนศาลที่เคารพว่า เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามนี้เป็นคดีผู้บริโภค ความแพ่ง กรณีผิดสัญญาเช่าซื้อ/ค้ำประกัน โดยที่โจทก์ยื่นฟ้องศาลพื่อเรียกค่าขาดประโยชน์กับจำนวนเงินที่ยังขาดราคาหลังทอดตลาดรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ ๑ เช่าซื้อโจทก์ไปนั้นทั้งนี้ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มีหลักเกณฑ์สำคัญต่างจากหลักคดีแพ่งทั่วไป เช่น
   มาตรา ๑๐ วรรคสาม บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิให้นำ มาตรา ๙๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่ผู้บริโภคในการฟ้องคดีผู้บริโภคและการพิสูจน์ถึงนิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ" ด้วยเหตุนี้ โจทก์นั้นจึงต้อง มีภาระหน้าที่ในการนำสืบพิสูจน์โดยนำสืบถึงมูลคดีเบื้องต้นนี้มีที่มาที่ไปทั้งความเสียหายเกิดขึ้นนั้นอย่างไร
   คดีนี้โจทก์ตอบคำถามทนายความจำเลยทั้งสามถามค้านว่าสัญญาเช่าซื้อค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้นั้นมีเอกสารสิทธิทั้งของผู้เช่าซื้อกับผู้ค้ำประกันนำมาแสดงให้เห็นประกอบและจำเลยทั้งสามที่โจทก์ฟ้องในฐานะที่เป็นผู้เช่าซื้อกับผู้ค้ำประกันได้ลงชื่อในสัญญาให้ไว้ต่อหน้าโจทก์เห็นบุคคลทั้งสามได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่นนั้นหรือหาไม่ ทั้งนี้ การที่โจทก์ตอบคำถามทนายความจำเลยทั้งสามถามค้านเพียงว่าเอกสารสิทธิของจำเลยทั้งสามดังกล่าวมานั้นมีแต่มิได้นำมาใช้อ้างเพื่อการประกอบสำนวนคดีเช่นนั้น อีกทั้งโจทก์ยังตอบว่ามิได้เคยเห็นจำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาค้ำประกัน นอกจากนี้แล้วโจทก์ก็ยังมิได้มีพยานอื่นใดมาประกอบแสดงให้เห็นว่าสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาค้ำประกันที่โจทก์อ้างมาในคดีนั้นชอบด้วยกฎหมาย เพราะถึงแม้จำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ จะยอมรับว่าลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวจริง แต่จำเลยที่ ๒ นั้นมิได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือเอกสารเข้ามาในคดีผู้บริโภคดังกล่าวนี้ กรณีจึงยังถือเอามิได้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้ให้การรับสารภาพไปดังเช่นจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ด้วยเช่นนั้นก็หาไม่ อย่างไรก็ดี โจทก์นั้นก็ยังคงต้องมีหน้าที่นำสืบและภาระการพิสูจน์แสดงให้เห็นว่าเอกสารสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมานั้นชอบด้วยกฎหมาย ครั้นโจทก์อ้างเอกสารสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาค้ำประกันมาโดยมิได้มีเอกสารสิทธิส่วนตัวเช่นสำเนาทะเบียนบ้านกับสำเนาเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยทั้งสามมาประกอบเพื่อแสดงให้เห็นได้ว่าสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาค้ำประกันโจทก์นั้นได้มาโดยชอบอย่างไร ดังนั้นในคดีนี้กรณีจึงย่อมถือว่าโจทก์นำสืบไม่ได้ตามฟ้อง
   กรณียังคงมีปัญหาว่าโจทก์ดำเนินการฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีผู้บริโภคดังกล่าวเช่นในคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องโดยสุจริตหรือไม่
   มาตรา ๑๒ "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำด้วยความสุจริต โดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม" 
   คดีนี้โจทก์จึงมีภาระหน้าที่ในการพิสูจน์โดยนำสืบความเสียหายที่โจทก์คิดค่าขาดประโยชน์เป็นอัตราค่าเช่ารถยนต์ทั่วไปเฉลี่ยวันละ ๙๐๐ บาท 
แต่โดยที่โจทก์ได้ตอบคำถามทนายความจำเลยทั้งสามถามค้านฟังได้ว่าวัตถุประสงค์ของโจทก์เพียงมีระบุว่าประกอบกิจการให้เช่ารถแต่ทางปฏิบัติหาได้ประกอบกิจการให้เช่าไม่ ดังนั้น กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามมาโดยที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าแท้จริงโจทก์มิได้เสียหายหรือขาดประโยชน์แต่อย่างใดทั้งสิ้นยังฟ้องมาเพื่อเรียกเอาเงินกับจำเลยทั้งสามนอกจากเหตุผลดังกล่าวแล้วข้างต้นยังเห็นว่าโจทก์ดำเนินคดีนี้ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตกับจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕ อีกทั้งยังอาจถือเอาได้ว่าโจทก์ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจได้กระทำโดยมีเจตนาเอาเปรียบจำเลยทั้งสามในฐานะที่เป็นผู้บริโภคอย่างไม่เป็นธรรมโดยโจทก์ยังจงใจทำให้จำเลยทั้งสามที่เป็นผู้บริโภคต้องได้รับความเสียหาย
   และเพื่อการนี้ทนายความจำเลยทั้งสามมีความเห็นว่าโดยที่มาตรฐานทางการค้าอันเหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตามสัญญาเช่าซื้อในกรณีที่ได้มีการกระทำผิดสัญญาเพราะผิดนัดไม่ใช้เงินซึ่งเป็นคราวที่สุดนั้นโจทก์หรือตัวแทนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะริบบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อนและกลับเข้าครองทรัพย์สินได้เมื่อระยะเวลาใช้เงินนั้นผ่านพ้นกำหนดไปแล้วอีกงวดหนึ่ง แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันที่โจทก์เข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อดังกล่าวมายังไม่ครบกำนดระยะเวลาตามที่โจทก์นั้นได้มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๑ รายละเอียดมีปรากฏอยู่ตามเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์ดังความแจ้งอยู่ในสำนวนคดีนี้แล้วนั้น  
   หรือกรณีที่ได้มีการผิดนัดตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งถ้าหากผู้เช่าซื้อเคยผิดนัดชำระราคาเกินกว่า ๓ คราวแล้วถ้าหากผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อต่างก็มิได้ถือเอาเป็นว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันดังสัญญาแต่ยังคงให้ถือว่ามีความผูกพันต่อกันไปอยู่อีกเช่นในสัญญาเช่าซื้อนั้น 
   แต่คดีนี้เป็นกรณีจำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์มานำรถที่เช่าซื้อเช่นนั้นกลับคืนไปเพราะว่าจำเลยที่ ๑ ได้ถูกขังอยู่ที่เรือนจำ กรณีจึงต้องถือเอาได้ว่า
จำเลยที่ ๑ ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ไปตามสัญญาดังเช่น มาตรา ๕๗๓ เหตุนี้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งต้องถือว่าเลิกกันดัง มาตรา ๕๗๓ นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ อันมิใช่กรณีที่สัญญาเช่าซื้อคดีนี้เลิกกันดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องนั้น อีกทั้งมิใช่กรณีเป็นเพราะจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อได้ทำให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดหรืออายัดหรือถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายหรือประพฤติผิดข้อสัญญาอันมีแต่จะทำให้จำเลยที่ ๑ ยังต้องมีภาระหน้าที่ชดใช้ราคาเช่าซื้อที่ยังค้างชำระอยู่หรือที่โจทก์อ้างว่าขาดราคาดังที่โจทก์ยื่นคำฟ้องมาอ้างว่าขายรถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้วยังคงขาดราคาอยู่อีกในอันที่โจทก์พึงมีสิทธิเรียกได้
   เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันดังมาตรา ๕๗๓ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามมาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง 
ซึ่งถึงแม้ว่าจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อยังคงค้างชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวมแล้วมากกว่า ๓ งวด ก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้น โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างอยู่ก่อนที่สัญญาจะเลิกกันได้ ด้วยเหตุดังกล่าวมาครั้นเมื่อจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชำระราคาค่าเช่าซื้อที่ค้างให้แก่โจทก์อันเป็นเหตุในลักษณะคดีกรณีเช่นนี้ย่อมมีผลรวมไปถึงจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ด้วยเช่นนั้นเพราะว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่อาจจะแบ่งแยกกันชำระได้...
...นะขอรับ...

ชอบ + 117   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 222.123.185.48     ตอบเมื่อ : Fri 29 January 10 , 19:19


  mm
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 3

เจ้าหนี้เป็นบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอให้ศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้  ศาลนัดไต่สวนคำร้อง  อยากถามว่าลูกหนี้สามารถยื่นคำคัดค้านสู้คดีได้มั้ยครับ  ถ้าหากจะยื่นคำคัดค้านจะใช้แบบฟอร์มประเภทไหนครับ
                                                                     ขอบพระคุณท่านล่วงหน้าที่ช่วยตอบ

ชอบ + 113   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 110.168.115.76     ตอบเมื่อ : Thu 1 September 11 , 13:26


pol00810081
สมาชิก
ตอบ : 15399

ความเห็นที่ 4

ความคิดเห็นคุณ mm : ตอบเมื่อ Thu 1 September 11 , 13:26
เจ้าหนี้เป็นบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอให้ศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้  ศาลนัดไต่สวนคำร้อง  อยากถามว่าลูกหนี้สามารถยื่นคำคัดค้านสู้คดีได้มั้ยครับ  ถ้าหากจะยื่นคำคัดค้านจะใช้แบบฟอร์มประเภทไหนครับ
                                                                     ขอบพระคุณท่านล่วงหน้าที่ช่วยตอบ
คัดค้านเรื่อง  ไม่ได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวซิครับ  ประเด็นเดียวในคดีล้มละลาย  ทนายอภิชาต 081-5522-971  

ชอบ + 124   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 124.122.87.86     ตอบเมื่อ : Thu 1 September 11 , 17:47


  NooNoi
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 5

คำแถลงการณ์ปิดคดีแพ่ง จะสามารถปิดคดีและพิพากษาในภายวันนั้นได้ทันทีหรือ ไม่ เพราะเหตุใด ขอบคุณค่า

ชอบ + 65   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 199.40.204.245     ตอบเมื่อ : Mon 21 November 11 , 17:26


pol00810081
สมาชิก
ตอบ : 15399

ความเห็นที่ 6

ความคิดเห็นคุณ NooNoi : ตอบเมื่อ Mon 21 November 11 , 17:26
คำแถลงการณ์ปิดคดีแพ่ง จะสามารถปิดคดีและพิพากษาในภายวันนั้นได้ทันทีหรือ ไม่ เพราะเหตุใด ขอบคุณค่า
จริง  ๆ  แล้ว  แถลงการณ์ปิดคดีทุก  ๆ  คดี  ไม่ควรทำครับ
ทนายอภิชาต 081-5522-971

ชอบ + 71   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 124.120.9.94     ตอบเมื่อ : Mon 21 November 11 , 21:32


  NooNoi
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 7

ขอบคุณสำหรับทุก ๆ คำตอบค่ะ เนื่องจาก ดิฉันเป็นฝ่ายโจทก์ ฝ่ายทนายจำเลย ขอแถลงการปิดคดี ศาลท่านก็อนุญาต และได้มีการสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ฝ่ายโจทก์จะต้องมีการดำเนินการอย่างไรบ้างค่ะ หรือว่ารอฟังเฉย ๆ จากการแถลงอย่างเดียวนะ รบกวนแนะนำด้วยค่ะ (เนื่องจากดิฉัน สู้คดี โดยไม่มีทนายความ เนื่องจากเป็นคดีผู้บริโภคค่ะ)

ชอบ + 107   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 199.40.204.245     ตอบเมื่อ : Tue 22 November 11 , 12:41


pol00810081
สมาชิก
ตอบ : 15399

ความเห็นที่ 8

ความคิดเห็นคุณ NooNoi : ตอบเมื่อ Tue 22 November 11 , 12:41
ขอบคุณสำหรับทุก ๆ คำตอบค่ะ เนื่องจาก ดิฉันเป็นฝ่ายโจทก์ ฝ่ายทนายจำเลย ขอแถลงการปิดคดี ศาลท่านก็อนุญาต และได้มีการสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ฝ่ายโจทก์จะต้องมีการดำเนินการอย่างไรบ้างค่ะ หรือว่ารอฟังเฉย ๆ จากการแถลงอย่างเดียวนะ รบกวนแนะนำด้วยค่ะ (เนื่องจากดิฉัน สู้คดี โดยไม่มีทนายความ เนื่องจากเป็นคดีผู้บริโภคค่ะ)
ไม่ต้องทำอะไร  เป็นสิทธิ์ของจำเลย
ทนายอภิชาต 081-5522-971

ชอบ + 73   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 124.120.9.94     ตอบเมื่อ : Tue 22 November 11 , 14:12


  สุชาติ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 9

เหตุผลที่ไม่ต้องแถลงการณ์ปิดคดีเพราะอะไรครับท่านทนายอภิชาต  

ชอบ + 45   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 115.67.160.116     ตอบเมื่อ : Tue 12 June 12 , 11:21


  สุชาติ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 10

ผมเคยถูกตัดสินให้แพ้คดีเพราะศาลชั้นต้นดูเอกสารไม่ละเอียด  ต่อมาทนายได้อุทธรณ์ฎีกา  และชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ฎีกาครับ

ชอบ + 42   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 115.67.160.116     ตอบเมื่อ : Tue 12 June 12 , 11:25


pol00810081
สมาชิก
ตอบ : 15399

ความเห็นที่ 11

ความคิดเห็นคุณ สุชาติ : ตอบเมื่อ Tue 12 June 12 , 11:25
ผมเคยถูกตัดสินให้แพ้คดีเพราะศาลชั้นต้นดูเอกสารไม่ละเอียด  ต่อมาทนายได้อุทธรณ์ฎีกา  และชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ฎีกาครับ
มันเป็นทฤษฎีของฝ่าย คือ
1.ควรทำ
2.ไม่ควรทำ
ผมเลือกไม่ควรทำ  เพราะหากเราเขียนไป  หากศาลมีธงว่าจะตัดสินให้ผิด  ศาลก็จะเขียนคำพิพากษาแย้งในตัว  คำแถลงการณ์  นั่นเอง
ส่วนคดีของคุณสุชาติ  เป็นความผิดในการทำงานของศาลเอง  ไม่เกี่ยวกับการทำงานของทนายความครับ
ทนายอภิชาต 081-5522-971
pol00810081@hotmail.com

ชอบ + 41   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 58.11.248.149     ตอบเมื่อ : Tue 12 June 12 , 11:43

Page •  1  
ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง LAWYERTHAI.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป

แสดงความคิดเห็น
Name :  
Special Tag : ปิดท้ายคำสั่ง
 
  :-D 8-| :-( :-) :-[ )-( B-) B-( :-P 8-.
Comment :

ใส่ตัวเลขในช่องว่าง :
   
ออกแบบเว็บไซต์โดย Gomew Co., Ltd.