หน้าแรก   เกี่ยวกับเรา   บริการของเรา  ติดต่อเรา  สนับสนุนเรา  สมุดเยี่ยม
    • ติดตาม lawyerthai ผ่านทาง /lawyerthai  /iamlawyerthai
close [x]
close [x]

Our Partners | รีวิว ร้านอาหาร เชียงใหม่ | รีวิว ที่เที่ยว เชียงใหม่ | รีวิว ที่พัก เชียงใหม่ | Chiang Mai Thailand | Chiang Mai Travel | Chiang Mai Travel Guide | Chiang Mai Boutique Hotel | กฎหมาย | ปรึกษากฎหมายฟรี | Detox Chiang Mai | blogger chiang mai | บล็อกเกอร์เชียงใหม่
Home
  ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)     สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 

เวลาขณะนี้ Sat 10 December 16 10:02

กระดานสนทนากฎหมาย

 
สอบถามความผิด กระทำชำเรา อนาจาร พรากผู้เยาว์ ค่ะ
Page •  1   2 

นศ.รามฯ
สมาชิก
ตอบ : 37

พี่ขา หนูสงสัยและยังไม่เข้าใจในความผิดเกี่ยวกับเพศแต่ตอนนี้ก็ลืมแล้วว่าสงสัยตรงไหนอยากให้พี่ช่วยอธิบายหลักให้หน่อยขอหนูนึกก่อนขอบคุณค่ะ

ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sun 6 September 09 , 21:52


พีร์

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 1

นึกได้ว่า สงสัยตรงไหน ค่อยถามซิ หลักของการกากระทำผิดทางเพศมันตรงตัวอยุ่แล้ว ตามตัวบท เอาบทความของ อ.เดชอุดมไปอ่าน พอจะเข้าใจได้มั่งนะ


คดีทางเพศ ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นค่อนข้างมาก เราจะสังเกตได้ตามสื่อต่างๆไม่เว้นแต่ละวัน เราจะเห็นว่ามีคดีทางเพศเยอะมาก

 


               สังคมไทยเราสมัยนี้มันพัฒนาไปตามวัตถุ เพราะฉะนั้นคดีอย่างนี้ก็จะติดตามเป็นปัญหาของสังคม เราสามารถแยกออกได้อย่างไรบ้าง? จริงๆคดีทางเพศที่ตามกฎหมายแยกเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ได้ดังนี้ คือ

1. การข่มขืนกระทำชำเลา

2. การโทรมหญิง คือ การข่มขืนโดยใช้หลายๆคนไปข่มขืนคนเดียว

3. การอนาจาร

 


                 ความผิดจะลดหลั่นกันไหมคะ ? ความผิดจะลดกันในเรื่องของอายุผู้ถูกกระทำ นอกจากอายุผู้ถูกกระทำแล้ว บางความผิดก็ยอมความกันได้ บางความผิดก็ยอมความกันไม่ได้ แล้วแต่ประเด็นของแต่ละเรื่อง

 


                  ประเด็นหลักๆ ที่กรณีการข่มขืนกระทำชำเลา ถ้าจะแยกต้องแยกออกเป็นผู้ถูกกระทำ การข่มขืนกระทำชำเลาบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ภรรยาตน เพราะฉะนั้นการไปข่มขืนภรรยาตน ภรรยาคนนั้นจะแยกกันอยู่ สามียังมีสมรสอยู่จะไม่เรียกว่าข่มขืน ที่สิทธิสตรีมาเรียกร้องในเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะการข่มขืนที่เกิดขึ้นจะเรียกร้องได้ต่อเมื่อไปกระทำกับผู้อื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตน ถ้าการข่มขืนนั้นใช้กำลังประทุษร้าย ความผิดก็มากขึ้น 


 

                   โดยใช้อาวุธจี้บังคับ แต่ถ้าการข่มขืนนั้น คือผู้ชายมากกว่า 1 คน คือ 2,3,4,5 ไปข่มขืนหรือผลัดเวียนกันข่มขืนผู้หญิงคนเดียว ลักษณะเช่นนี้เป็นการโซมหญิง การโซมหญิงยอมความไม่ได้ ข่มขืนธรรมดาอาจยอมความได้ แต่ถ้าข่มขืนธรรมดาที่เด็กไม่ได้ แต่บุคคลนั้นอายุเกิน 15 ปี ยอมความได้ เพราะฉะนั้นการจะไปข่มขืนผู้หญิงคนเดียวแล้วผลัดเปลี่ยนกัน ลักษณะนี้เป็นการโซมหญิงยอมความกันไม่ได้ อัตราโทษก็เพิ่มขึ้น แต่ถ้าคนที่ไปข่มขืนผู้หญิง 2,3 คน จับผู้หญิงไว้ ผู้ชายคนเดียวไปข่มขืน ลักษณะนี้ไม่ใช่การไปโซมหญิงเป็นการข่มขืน แต่บุคคลอื่นจับไว้ จะมีความผิดร่วมกันข่มขืน ทั้งๆที่ไม่ได้ข่มขืน แต่โดยกระทำการบางสิ่งที่ช่วยให้บุคคลอื่นกระทำการข่มขืน ก็ถือว่าเป็นการร่วมมือกระทำการข่มขืน เพราะฉะนั้นการข่มขืนยอมความกันได้ แต่ถ้าข่มขืนเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี มีโทษสูงมาก ถ้าผู้หญิงนั้นไม่ถึง 15 ปี โทษก็จะลดลงเล็กน้อย และยอมความกันไม่ได้ การข่มขืนกรณีนี้แม้ว่าผู้หญิงจะยินยอมก็ตาม เช่น โสเภณีเด็ก ถ้ามีและไปซื้อบริการโสเภณีเด็ก และตัวเด็กอายุต่ำกว่า 15 ผู้หญิงยินยอมในลักษณะนี้อัตราโทษก็ยอมความกันไม่ได้ อัตราโทษสูงขึ้นด้วย ในบทบัญญัติที่จะลงโทษ ตั้งแต่ 1 ปี ถึง ตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับเด็กว่าอยู่ในช่วงอายุไหน พฤติกรรมเป็นอย่างไร


 

                    ด้านอนาจาร คือ การทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ข่มขืนนี้กฎหมายเรียกว่า การกระทำอะไรก็ได้ถ้าอวัยวะเพศชายล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศหญิง ที่รู้สึกว่าล่วงล้ำถือว่ามีความผิด ดังนั้น อนาจาร คือ การกระทำใดๆที่กระทบต่อตัว อาทิ มือ , การกอด , จูบ หรือทำอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่หญิงนั้นไม่ยินยอม การอนาจารนั้น ถ้าสมมุติว่าทำในห้อง หรือที่มิดชิด ยอมความกันได้ แต่ถ้าหากกระทำอนาจารในที่สาธารณะ เช่น บนรถเมล์ , รถไฟ , แทคซี่ จะยอมความไม่ได้

“ความผิดเกี่ยวกับเพศ” หรือความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากับความผิดฐานอนาจารเป็นบทบัญญัติของกฎหมายอาญา ภาค 2 ลักษณะ 9 ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันในลักษณะของความผิด และมักจะก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้ที่ศึกษาและผู้ที่ต้องปฏิบัติเมื่อมีการกระทำความผิดนี้เกิดขึ้น ในที่นี้จึงขอรวบรวมเอาคำพิพากษาฎีกาสำคัญๆ เพื่อเป็นแนวในการศึกษาและวินิจฉัย
         การกระทำลักษณะใดเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา
                คำพิพากษาฎีกาที่ 1133/2509 จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย จนของลับของจำเลยได้เข้าไปในของลับของผู้เสียหายรวม 1 องคุลี เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำชำเราสำเร็จตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 แล้ว การที่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่ามีน้ำอสุจิของจำเลยออกมาอยู่ที่ของลับของผู้เสียหายนั้น เป็นเรื่องสำเร็จความใคร่แล้วหรือไม่เป็นอีกส่วนหนึ่งไม่เป็นเหตุให้เห็นว่าจำเลยกระทำชำเราไม่สำเร็จหรือเป็นเพียงขั้นพยายาม

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2413/2520 จำเลยเอาของลับใส่เข้าไปในของลับของผู้เสียหาย อายุ 13 ปี 11 วัน ดันโดยแรง ผู้เสียหายรู้สึกว่าของลับของจำเลยเข้าไปลึกขนาดช่วงนิ้วมือนั้น ดังนี้ของลับจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในของลับของผู้เสียหายแล้วจึงเป็นความผิดสำเร็จหาจำเป็นจะต้องมีรอยฉีกขาดที่ช่องคลอด ปากมดลูก หรือที่เยื่อพรหมจารีด้วยไม่

                คำพิพากษาฎีกาที่ 85/2504 จำเลยได้ลงมือกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง 4 ปีเศษ แต่อวัยวะสืบพันธุ์ของจำเลยเพียงแต่จรดอยู่บริเวณปากช่องคลอดของผู้เสียหาย มิได้ล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอด การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงพยายามข่มขืนกระทำชำเราเท่านั้น 

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1588/2524 ผู้เสียหายอายุ 5 ขวบเศษ จำเลยได้พูดขู่บังคับผู้เสียหายให้ถอดกางเกงออกและจำเลยได้เอาอวัยวะของจำเลยใส่ที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายแล้วกระทำยิกๆ เมื่อผู้เสียหายรู้สึกเจ็บที่ของลับ จะร้องให้คนช่วย จำเลยได้ใช้ผ้าปิดปากไว้ ไม่ปรากฏว่าอวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1048/2518 การกระทำชำเราตามกฎหมายจะต้องปรากฎว่าของลับของชาย ล่วงล้ำเข้าไปในช่องสังวาสหรืออวัยวะสืบพันธุ์ของหญิง การที่จำเลยขืนใจผู้เสียหาย โดยใช้ของลับของจำเลยใส่เข้าไปในทวารหนักของผู้เสียหาย จึงไม่เป็นการกระทำชำเราคงมีความผิดฐานกระทำอนาจารเท่านั้น

                ความผิดฐานกระทำชำเราตามกฎหมาย แม้ตามสภาพแห่งการกระทำผู้กระทำต้องเป็นชายกระทำต่อหญิงเท่านั้น แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า หญิงซึ่งร่วมกันกับชายที่ลงมือกระทำชำเราจะไม่ต้องรับผิดในเรื่องกระทำชำเราด้วย ดังเช่น

                คำพิพากษาฎีกาที่ 250/2510 (ประชุมใหญ่) ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้ โดยผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเราผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคนก็มีความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 276 ก็หาได้บัญญัติให้ลงโทษเฉพาะชายเท่านั้นไม่ เพราะใช้คำว่า “ผู้กระทำผิดฯ” เท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิง เมื่อฟังได้ว่าสมคบกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันกระทำความผิด ศาลก็ลงโทษเป็นตัวการได้ 

                ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 บัญญัติว่า “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือโดยทำหญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นคนอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

                วรรคสอง ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต 

                ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิง ตามมาตรา 276 แยกองค์ประกอบได้ดังนี้

1.       ข่มขืนกระทำชำเรา

2.       หญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตน

3.       โดยวิธีอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

ก.        โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ

ข.       โดยใช้กำลังประทุษร้าย

ค.       โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือ

ง.        โดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น

 

คำพิพากษาฏีกาที่ 2809/2516 ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานั้นแม้จำเลยจะไม่ได้พูดหรือ

มีอาวุธขู่เข็ญเสียหายก็ตาม ถ้าหากตามพฤติการณ์ผู้เสียหายกลัวจำเลย ตกอยู่ในอำนาจบังคับของจำเลยไม่กล้าขัดขืนอยู่ในภาวะจำต้องยอมจำเลยจะอ้างว่าผู้เสียหายยินยอมไม่ได้

            คำพิพากษาฎีกาที่ 2382/2522 ชำเราหญิงขณะเมาสุราหมดสติอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 276

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2759/2532 ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานั้นแม้จำเลยจะไม่ได้พูดหรือมีอาวุธขู่เข็ญผู้เสียหาย ถ้าตามพฤติการณ์ ผู้เสียหายกลัวจำเลย ตกอยู่ในภาวะจำยอมไม่กล้าขัดขืน จะถือว่าผู้เสียหายยินยอมไม่ได้ จำเลยต้องมีความผิด

                เหตุที่ต้องรับโทษสูงขึ้น ตามมาตรา 276 วรรคสอง

                แยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้

1.       ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด หรือ

2.       โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกัน อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 374/2526 โจทก์ร่วมยอมไปโรงแรมกับจำเลยที่ 2 เพราะหลงกลอุบาย

หลอกลวงว่าสามีโจทก์ร่วมนอกใจให้ไปจับผิดสามี แล้วจำเลยที่ 1 สามีจำเลยที่ 2 ได้เข้ามาช่วยถอดเสื้อผ้าและจำเลยที่ 2 ได้ใช้ปืนบังคับขู่เข็ญขณะที่จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม โดยมีและใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง มาตรา 83

            คำพิพากษาฎีกาที่ 3007/2532 จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายในเวลากลางคืน โดยจำเลยมีอาวุธปืนจี้บังคับข่มขืนกระทำชำเราพวกของผู้เสียหายอีกคนหนึ่งซึ่งนอนอยู่บนเตียงเดียวกันนั้น จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายและได้ร่วมกันกระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง

                ร่วมกันกระทำความผิดด้วยกัน อันมีลักษณะโทรมหญิง หมายความถึงการที่ผู้ร่วมกระทำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันรุมข่มขืนกระทำชำเราหญิงโดยผลัดกันกระทำชำเราด้วยตนเอง ดังนั้นหากเป็นการที่คนเดียวข่มขืนหลายครั้งหรือคนเดียวข่มขืนแต่มีอีกหลายคนช่วยจับแขนขา เช่นนี้ก็ไม่เป็นการกระทำการโทรมหญิง แต่ถ้าเป็นการที่หลายคนโทรมหญิงแล้ว คนอื่นที่ร่วมในการกระทำแม้ไม่ได้ข่มขืนด้วยตนเองก็มีความผิดเป็นตัวการโทรมหญิงด้วย

                คำพิพากษาฎีกาที่ 4796/2530 แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายไปให้พวกของตนผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราและรออยู่จนพวกของตนข่มขืนกระทำชำเราเสร็จสิ้นแล้วจึงพาผู้เสียหายกลับไปนั้นถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

                คำพิพากษาฎีกาที่ 3007/2532 (ประชุมใหญ่) เมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้ว พวกของจำเลยได้ผละจากพวกของผู้เสียหายมาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่ออีก แม้พวกของจำเลยจะไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะของผู้เสียหายได้แต่ก็ได้ลงมือกระทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนถึงขั้นพยายามแล้ว การที่จำเลยกับพวกผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราผู้เสียหายต่อเนื่องกันถือได้ว่าการร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหาย อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง

                ข้อสรุปแนวคำพิพากษาฎีกา

1.       ผู้กระทำคนเดียว กระทำชำเราหญิงหลายคนไม่เป็นการโทรมหญิง

2.       คนหลายคนจับหญิงไว้ ผู้กระทำชำเราเพียงคนเดียวทุกคนเป็นตัวการแม้ไม่ได้กระทำ

ชำเราหญิงนั้น หรือผู้กระทำเป็นหญิง ซึ่งไม่สามารถกระทำชำเราได้ ก็ผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา

                3.  การโทรมหญิงหรือรุมข่มขืนกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ต้องผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราหญิงคนละครั้ง (ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3007/2532 ประชุมใหญ่) ผู้ร่วมกระทำอีกคนหนึ่งลงมือกระทำการข่มขืนจนถึงขั้นพยายามแล้ว เป็นการโทรมหญิง

                ข้อสังเกต การโทรมหญิงนอกจากเป็นเหตุเพิ่มโทษสูงขึ้น ตามมาตรา 276 วรรคสอง ยังเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ ตามมาตรา 281

 

                ความผิดฐานอนาจาร

            มาตรา 278 บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

                องค์ประกอบความผิด

1.       กระทำอนาจาร

2.       แก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี

3.       โดยวิธีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

ก.        โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ

ข.       โดยใช้กำลังประทุษร้าย

ค.       โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้

ง.        โดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น

4.       โดยเจตนา

 

ข้อพิจารณา

1.      การกระทำอนาจาร หมายความถึง การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศตามประเพณีนิยม

และตามกาลเทศะรวมถึงการกระทำให้อับอายขายหน้าแต่ข้อจำกัดว่า ต้องเป็นการกระทำต่อเนื้อตัวหรือต่อร่างกายของบุคคลอื่น เช่น กอด จูบ ลูบ คลำ ร่างกายของหญิงหรือชายเป็นการแสดงความใคร่ทางเพศ การกล่าวถ้อยคำหรือเขียนภาพไม่เป็นการอนาจาร แต่อาจเป็นสิ่งลามก ถ้าไม่เป็นการข่มขืนกระทำชำเราหรือพยายามข่มขืนกระทำชำเราและการกระทำไม่เป็นการสมควรตามประเพณีนิยมและกาละเทศะเป็นการกระทำอนาจาร

2.      ผู้ถูกกระทำ คือบุคคลอายุกว่า 15 ปี ถ้าอายุไม่เกิน 15 ปี เป็นความผิดตามมาตรา 279

3.    บุคคล มาตรานี้ไม่ได้จำกัดว่าเป็นหญิงและไม่จำกัดว่าเป็นผู้อื่นซึ่งมิใช่ภริยาของผู้    กระทำดังมาตรา 276 เหตุนี้อาจมีการกระทำตามมาตรานี้ต่อชายก็ได้จะเป็นชายกระทำต่อชาย หรือหญิงกระทำต่อชาย หรือหญิงกระทำต่อหญิงก็ได้

4.  การกระทำต้องประกอบด้วย โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น เช่นเดียวกับการข่มขืนกระทำชำเรา มาตรา 276 เพราะถ้าเป็นการยินยอมให้กระทำอนาจาร ย่อมไม่เป็นความผิดเช่นเดียวกับมาตรา 276

คำพิพากษาฎีกาที่ 1289/2506 จำเลยจับนมผู้เสียหายในรถประจำทางซึ่งมีผู้คนโดยสารแน่น เป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล การจับนมไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้อนุญาตยินยอมเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 278

การกระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัลเป็นความผิดอันไม่อาจยอมความได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 2690/2525 ผู้เสียหายจับมือ อ. เดินตามหาเพื่อนสวนทางกับจำเลยทันใดนั้นจำเลยที่ 1 ตรงเข้าจับมือผู้เสียหาย ผู้เสียหายสะบัดหลุดจากมือ อ. ส่วนจำเลยที่ 2 เข้าจับอวัยวะเพศผู้เสียหาย และกระชากสร้อยคอพาวิ่งหนีไป การที่จำเลยที่ 2 เข้าจับอวัยวะเพศผู้เสียหาย ไม่มีพฤติการณ์แสดงว่าได้คบคิดกับจำเลยที่ 1 มาก่อน การจับมือผู้เสียหายแสดงให้เห็นเจตนาเพียงให้โอกาสจำเลยที่ 2 กระชากสร้อยคอได้สะดวกเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานกระทำอนาจาร คงผิดฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์เท่านั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 1314/2526 จำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส เพียงสองเดือนก็เลิกกัน ต่อมาจำเลยฟ้องเรียกค่าสินสอดคืนจากฝ่ายผู้เสียหายศาลพิพากษายกฟ้อง แสดงว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเลิกกับผู้เสียหายโดยเด็ดขาดแล้ว ผู้เสียหายหามีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยากับจำเลยอีกต่อไปไม่ ผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์มีคนนั่งซ้อนท้ายมาด้วยจำเลยเข้าขวาง กระชากแขนผู้เสียหายลงจากรถเข้ากอดปล้ำและพยายามฉุดให้ไปกับจำเลย จำเลยผิดฐานกระทำอนาจาร

คำพิพากษาฎีกาที่ 1454/2528 ความผิดฐานกระทำอนาจารเช่น จับต้องของสงวนก่อนข่มขืนกระทำชำเรา ก็เป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราย่อมระงับไป

คำพิพากษาฎีกาที่ 829/2532 ขณะผู้เสียหายนอนกับลูกในห้องนอนยังไม่ทันหลับ จำเลยเข้ามานั่งยองๆ ที่ปลายเท้า ผู้เสียหายถามถึงจุดประสงค์เข้ามาจำเลยก็ห้ามส่งเสียงดัง มิฉะนั้นจะเชือดคอ พอจำเลยใช้มือซ้ายจับมือขวาของผู้เสียหาย ใช้มือขวาซึ่งถือมีดกดหัวเข่าผู้เสียหายไว้ ผู้เสียหายดิ้น ศอกผู้เสียหายไปถูกลูกคนเล็กร้องขึ้น พอผู้เสียหายพูดขึ้นว่าสามีผู้เสียหายมา จำเลยก็หนีไป การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 365 และฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 278 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท

 

อนาจารต่างกับกระทำชำเรา

กระทำชำเรา หมายถึงการร่วมประเวณีระหว่างชายกับหญิง ความผิดฐานกระทำชำเราสำเร็จเมื่ออวัยวะเพศชายสามารถล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศหญิงได้ แต่ถ้าไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไปได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้กระทำก็จะมีความผิดเพียงพยายามกระทำชำเรา แต่การกระทำเป็นการประสงค์ถึงการประเวณี ผู้กระทำจะมีความผิดฐานกระทำอนาจารก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นยังไม่ถึงขั้นกระทำชำเราสำเร็จหรือพยายามกระทำชำเรา

คำพิพากษาฎีกาที่ 2878/2512 ผู้เสียหายอายุ 5 ขวบ จำเลยเป็นพี่เขยของบิดาผู้เสียหาย อยู่บ้านใกล้กัน วันเกิดเหตุผู้เสียหายไปเล่นใต้ถุนบ้านของจำเลย จำเลยเรียกผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้านแล้วพาผู้เสียไปในครัว จำเลยนั่งบนโต๊ะแล้วเอาผู้เสียหายใส่เอวด้านหน้า ขาควบเอวของจำเลยและจับก้นของผู้เสียหายกระแทกเข้าออก อวัยวะเพศของผู้เสียหายช้ำบวมเล็กน้อย และไม่มีน้ำหรือเชื้ออสุจิของชายในช่องคลอดของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เป็นเพียงกระทำอนาจารผู้เสียหายเท่านั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 1685/2516 จำเลยแอบเข้ามากอดหญิงผู้เสียหายและพูดขอกระทำชำเรา ผู้เสียหายร้องขึ้นจำเลยเอามือปิดปากผู้เสียหาย กดผู้เสียหายให้นอนลงที่พื้นแล้วขึ้นคร่อมเอาหัวเข่ากดต้นขาไว้ ขณะนั้นผู้เสียหายนอนหงายนุ่งกระโจมอกอยู่ จำเลยก้มลงกัดที่แก้มแล้วถลกผ้าซิ่นขึ้น ผู้เสียหายดิ้นอย่างแรงจนหลุดแล้วร้องไห้วิ่งหนีลงเรือนไป ดังนั้นลักษณะการกระทำของจำเลยยังไม่อยู่ในวิสัยที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เป็นเพียงกระทำอนาจารผู้เสียหายเท่านั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 1048/2518 การกระทำชำเราตามกฎหมายจะต้องปรากฏว่าของลับของชายล่วงล้ำเข้าไปในช่องสังวาสหรืออวัยวะสืบพันธุ์ของหญิง การที่จำเลยขืนใจผู้เสียหาย โดยใช้ของลับของจำเลยใส่เข้าไปในทางทวารหนักของผู้เสียหาย จึงไม่เป็นการกระทำชำเรา คงมีความผิดฐานกระทำอนาจาร

 

ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารที่ยอมความได้

มาตรา 281 บัญญัติว่า การกระทำความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก และมาตรา 278 นั้น มิได้กระทำต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำอันตรายสาหัสหรือแก่ความตาย หรือมิได้กระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้

                องค์ประกอบ

1.       กระทำความผิดตามมาตรา 286 วรรคแรก และมาตรา 278

2.       มิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล

3.       ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย

4.       มิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลตามมาตรา 285

ข้อพิจารณา

1.       มิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล คือ ในที่ที่ประชาชนอาจเห็นได้ ส่วนสถานที่ที่กระทำนั้นจะ

เป็นสถานที่หรือที่เอกชนไม่สำคัญ

2.       ไม่เป็นเหตุให้ผู้กระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย

3.       มิได้เป็นการกระทำต่อบุคคลตาม มาตรา 285 คือ

-          ผู้สืบสันดาน

-          ศิษย์ผู้อยู่ในความดูแล

-          ผู้อยู่ในความปกครอง

-          ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ

-          ผู้อยู่พิทักษ์หรืออนุบาล

อนึ่ง สำหรับความผิดทางเพศที่ได้กล่าวไว้นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความผิดในลักษณะ 9

 

*** ข้อมูลจาก ความผิดเกี่ยวกับเพศ โดย เดชอุดม ไกรฤทธิ์


ชอบ + 322 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: ตอบเมื่อ : Mon 7 September 09 , 07:54


  พีร์
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 1

นึกได้ว่า สงสัยตรงไหน ค่อยถามซิ หลักของการกากระทำผิดทางเพศมันตรงตัวอยุ่แล้ว ตามตัวบท เอาบทความของ อ.เดชอุดมไปอ่าน พอจะเข้าใจได้มั่งนะ


คดีทางเพศ ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นค่อนข้างมาก เราจะสังเกตได้ตามสื่อต่างๆไม่เว้นแต่ละวัน เราจะเห็นว่ามีคดีทางเพศเยอะมาก

 


               สังคมไทยเราสมัยนี้มันพัฒนาไปตามวัตถุ เพราะฉะนั้นคดีอย่างนี้ก็จะติดตามเป็นปัญหาของสังคม เราสามารถแยกออกได้อย่างไรบ้าง? จริงๆคดีทางเพศที่ตามกฎหมายแยกเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ได้ดังนี้ คือ

1. การข่มขืนกระทำชำเลา

2. การโทรมหญิง คือ การข่มขืนโดยใช้หลายๆคนไปข่มขืนคนเดียว

3. การอนาจาร

 


                 ความผิดจะลดหลั่นกันไหมคะ ? ความผิดจะลดกันในเรื่องของอายุผู้ถูกกระทำ นอกจากอายุผู้ถูกกระทำแล้ว บางความผิดก็ยอมความกันได้ บางความผิดก็ยอมความกันไม่ได้ แล้วแต่ประเด็นของแต่ละเรื่อง

 


                  ประเด็นหลักๆ ที่กรณีการข่มขืนกระทำชำเลา ถ้าจะแยกต้องแยกออกเป็นผู้ถูกกระทำ การข่มขืนกระทำชำเลาบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ภรรยาตน เพราะฉะนั้นการไปข่มขืนภรรยาตน ภรรยาคนนั้นจะแยกกันอยู่ สามียังมีสมรสอยู่จะไม่เรียกว่าข่มขืน ที่สิทธิสตรีมาเรียกร้องในเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะการข่มขืนที่เกิดขึ้นจะเรียกร้องได้ต่อเมื่อไปกระทำกับผู้อื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตน ถ้าการข่มขืนนั้นใช้กำลังประทุษร้าย ความผิดก็มากขึ้น 


 

                   โดยใช้อาวุธจี้บังคับ แต่ถ้าการข่มขืนนั้น คือผู้ชายมากกว่า 1 คน คือ 2,3,4,5 ไปข่มขืนหรือผลัดเวียนกันข่มขืนผู้หญิงคนเดียว ลักษณะเช่นนี้เป็นการโซมหญิง การโซมหญิงยอมความไม่ได้ ข่มขืนธรรมดาอาจยอมความได้ แต่ถ้าข่มขืนธรรมดาที่เด็กไม่ได้ แต่บุคคลนั้นอายุเกิน 15 ปี ยอมความได้ เพราะฉะนั้นการจะไปข่มขืนผู้หญิงคนเดียวแล้วผลัดเปลี่ยนกัน ลักษณะนี้เป็นการโซมหญิงยอมความกันไม่ได้ อัตราโทษก็เพิ่มขึ้น แต่ถ้าคนที่ไปข่มขืนผู้หญิง 2,3 คน จับผู้หญิงไว้ ผู้ชายคนเดียวไปข่มขืน ลักษณะนี้ไม่ใช่การไปโซมหญิงเป็นการข่มขืน แต่บุคคลอื่นจับไว้ จะมีความผิดร่วมกันข่มขืน ทั้งๆที่ไม่ได้ข่มขืน แต่โดยกระทำการบางสิ่งที่ช่วยให้บุคคลอื่นกระทำการข่มขืน ก็ถือว่าเป็นการร่วมมือกระทำการข่มขืน เพราะฉะนั้นการข่มขืนยอมความกันได้ แต่ถ้าข่มขืนเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี มีโทษสูงมาก ถ้าผู้หญิงนั้นไม่ถึง 15 ปี โทษก็จะลดลงเล็กน้อย และยอมความกันไม่ได้ การข่มขืนกรณีนี้แม้ว่าผู้หญิงจะยินยอมก็ตาม เช่น โสเภณีเด็ก ถ้ามีและไปซื้อบริการโสเภณีเด็ก และตัวเด็กอายุต่ำกว่า 15 ผู้หญิงยินยอมในลักษณะนี้อัตราโทษก็ยอมความกันไม่ได้ อัตราโทษสูงขึ้นด้วย ในบทบัญญัติที่จะลงโทษ ตั้งแต่ 1 ปี ถึง ตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับเด็กว่าอยู่ในช่วงอายุไหน พฤติกรรมเป็นอย่างไร


 

                    ด้านอนาจาร คือ การทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ข่มขืนนี้กฎหมายเรียกว่า การกระทำอะไรก็ได้ถ้าอวัยวะเพศชายล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศหญิง ที่รู้สึกว่าล่วงล้ำถือว่ามีความผิด ดังนั้น อนาจาร คือ การกระทำใดๆที่กระทบต่อตัว อาทิ มือ , การกอด , จูบ หรือทำอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่หญิงนั้นไม่ยินยอม การอนาจารนั้น ถ้าสมมุติว่าทำในห้อง หรือที่มิดชิด ยอมความกันได้ แต่ถ้าหากกระทำอนาจารในที่สาธารณะ เช่น บนรถเมล์ , รถไฟ , แทคซี่ จะยอมความไม่ได้

“ความผิดเกี่ยวกับเพศ” หรือความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากับความผิดฐานอนาจารเป็นบทบัญญัติของกฎหมายอาญา ภาค 2 ลักษณะ 9 ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันในลักษณะของความผิด และมักจะก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้ที่ศึกษาและผู้ที่ต้องปฏิบัติเมื่อมีการกระทำความผิดนี้เกิดขึ้น ในที่นี้จึงขอรวบรวมเอาคำพิพากษาฎีกาสำคัญๆ เพื่อเป็นแนวในการศึกษาและวินิจฉัย
         การกระทำลักษณะใดเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา
                คำพิพากษาฎีกาที่ 1133/2509 จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย จนของลับของจำเลยได้เข้าไปในของลับของผู้เสียหายรวม 1 องคุลี เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำชำเราสำเร็จตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 แล้ว การที่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่ามีน้ำอสุจิของจำเลยออกมาอยู่ที่ของลับของผู้เสียหายนั้น เป็นเรื่องสำเร็จความใคร่แล้วหรือไม่เป็นอีกส่วนหนึ่งไม่เป็นเหตุให้เห็นว่าจำเลยกระทำชำเราไม่สำเร็จหรือเป็นเพียงขั้นพยายาม

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2413/2520 จำเลยเอาของลับใส่เข้าไปในของลับของผู้เสียหาย อายุ 13 ปี 11 วัน ดันโดยแรง ผู้เสียหายรู้สึกว่าของลับของจำเลยเข้าไปลึกขนาดช่วงนิ้วมือนั้น ดังนี้ของลับจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในของลับของผู้เสียหายแล้วจึงเป็นความผิดสำเร็จหาจำเป็นจะต้องมีรอยฉีกขาดที่ช่องคลอด ปากมดลูก หรือที่เยื่อพรหมจารีด้วยไม่

                คำพิพากษาฎีกาที่ 85/2504 จำเลยได้ลงมือกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง 4 ปีเศษ แต่อวัยวะสืบพันธุ์ของจำเลยเพียงแต่จรดอยู่บริเวณปากช่องคลอดของผู้เสียหาย มิได้ล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอด การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงพยายามข่มขืนกระทำชำเราเท่านั้น 

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1588/2524 ผู้เสียหายอายุ 5 ขวบเศษ จำเลยได้พูดขู่บังคับผู้เสียหายให้ถอดกางเกงออกและจำเลยได้เอาอวัยวะของจำเลยใส่ที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายแล้วกระทำยิกๆ เมื่อผู้เสียหายรู้สึกเจ็บที่ของลับ จะร้องให้คนช่วย จำเลยได้ใช้ผ้าปิดปากไว้ ไม่ปรากฏว่าอวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1048/2518 การกระทำชำเราตามกฎหมายจะต้องปรากฎว่าของลับของชาย ล่วงล้ำเข้าไปในช่องสังวาสหรืออวัยวะสืบพันธุ์ของหญิง การที่จำเลยขืนใจผู้เสียหาย โดยใช้ของลับของจำเลยใส่เข้าไปในทวารหนักของผู้เสียหาย จึงไม่เป็นการกระทำชำเราคงมีความผิดฐานกระทำอนาจารเท่านั้น

                ความผิดฐานกระทำชำเราตามกฎหมาย แม้ตามสภาพแห่งการกระทำผู้กระทำต้องเป็นชายกระทำต่อหญิงเท่านั้น แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า หญิงซึ่งร่วมกันกับชายที่ลงมือกระทำชำเราจะไม่ต้องรับผิดในเรื่องกระทำชำเราด้วย ดังเช่น

                คำพิพากษาฎีกาที่ 250/2510 (ประชุมใหญ่) ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้ โดยผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเราผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคนก็มีความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 276 ก็หาได้บัญญัติให้ลงโทษเฉพาะชายเท่านั้นไม่ เพราะใช้คำว่า “ผู้กระทำผิดฯ” เท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิง เมื่อฟังได้ว่าสมคบกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันกระทำความผิด ศาลก็ลงโทษเป็นตัวการได้ 

                ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 บัญญัติว่า “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือโดยทำหญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นคนอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

                วรรคสอง ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต 

                ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิง ตามมาตรา 276 แยกองค์ประกอบได้ดังนี้

1.       ข่มขืนกระทำชำเรา

2.       หญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตน

3.       โดยวิธีอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

ก.        โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ

ข.       โดยใช้กำลังประทุษร้าย

ค.       โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือ

ง.        โดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น

 

คำพิพากษาฏีกาที่ 2809/2516 ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานั้นแม้จำเลยจะไม่ได้พูดหรือ

มีอาวุธขู่เข็ญเสียหายก็ตาม ถ้าหากตามพฤติการณ์ผู้เสียหายกลัวจำเลย ตกอยู่ในอำนาจบังคับของจำเลยไม่กล้าขัดขืนอยู่ในภาวะจำต้องยอมจำเลยจะอ้างว่าผู้เสียหายยินยอมไม่ได้

            คำพิพากษาฎีกาที่ 2382/2522 ชำเราหญิงขณะเมาสุราหมดสติอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 276

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2759/2532 ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานั้นแม้จำเลยจะไม่ได้พูดหรือมีอาวุธขู่เข็ญผู้เสียหาย ถ้าตามพฤติการณ์ ผู้เสียหายกลัวจำเลย ตกอยู่ในภาวะจำยอมไม่กล้าขัดขืน จะถือว่าผู้เสียหายยินยอมไม่ได้ จำเลยต้องมีความผิด

                เหตุที่ต้องรับโทษสูงขึ้น ตามมาตรา 276 วรรคสอง

                แยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้

1.       ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด หรือ

2.       โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกัน อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 374/2526 โจทก์ร่วมยอมไปโรงแรมกับจำเลยที่ 2 เพราะหลงกลอุบาย

หลอกลวงว่าสามีโจทก์ร่วมนอกใจให้ไปจับผิดสามี แล้วจำเลยที่ 1 สามีจำเลยที่ 2 ได้เข้ามาช่วยถอดเสื้อผ้าและจำเลยที่ 2 ได้ใช้ปืนบังคับขู่เข็ญขณะที่จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม โดยมีและใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง มาตรา 83

            คำพิพากษาฎีกาที่ 3007/2532 จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายในเวลากลางคืน โดยจำเลยมีอาวุธปืนจี้บังคับข่มขืนกระทำชำเราพวกของผู้เสียหายอีกคนหนึ่งซึ่งนอนอยู่บนเตียงเดียวกันนั้น จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายและได้ร่วมกันกระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง

                ร่วมกันกระทำความผิดด้วยกัน อันมีลักษณะโทรมหญิง หมายความถึงการที่ผู้ร่วมกระทำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันรุมข่มขืนกระทำชำเราหญิงโดยผลัดกันกระทำชำเราด้วยตนเอง ดังนั้นหากเป็นการที่คนเดียวข่มขืนหลายครั้งหรือคนเดียวข่มขืนแต่มีอีกหลายคนช่วยจับแขนขา เช่นนี้ก็ไม่เป็นการกระทำการโทรมหญิง แต่ถ้าเป็นการที่หลายคนโทรมหญิงแล้ว คนอื่นที่ร่วมในการกระทำแม้ไม่ได้ข่มขืนด้วยตนเองก็มีความผิดเป็นตัวการโทรมหญิงด้วย

                คำพิพากษาฎีกาที่ 4796/2530 แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายไปให้พวกของตนผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราและรออยู่จนพวกของตนข่มขืนกระทำชำเราเสร็จสิ้นแล้วจึงพาผู้เสียหายกลับไปนั้นถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

                คำพิพากษาฎีกาที่ 3007/2532 (ประชุมใหญ่) เมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้ว พวกของจำเลยได้ผละจากพวกของผู้เสียหายมาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่ออีก แม้พวกของจำเลยจะไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะของผู้เสียหายได้แต่ก็ได้ลงมือกระทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนถึงขั้นพยายามแล้ว การที่จำเลยกับพวกผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราผู้เสียหายต่อเนื่องกันถือได้ว่าการร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหาย อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง

                ข้อสรุปแนวคำพิพากษาฎีกา

1.       ผู้กระทำคนเดียว กระทำชำเราหญิงหลายคนไม่เป็นการโทรมหญิง

2.       คนหลายคนจับหญิงไว้ ผู้กระทำชำเราเพียงคนเดียวทุกคนเป็นตัวการแม้ไม่ได้กระทำ

ชำเราหญิงนั้น หรือผู้กระทำเป็นหญิง ซึ่งไม่สามารถกระทำชำเราได้ ก็ผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา

                3.  การโทรมหญิงหรือรุมข่มขืนกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ต้องผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราหญิงคนละครั้ง (ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3007/2532 ประชุมใหญ่) ผู้ร่วมกระทำอีกคนหนึ่งลงมือกระทำการข่มขืนจนถึงขั้นพยายามแล้ว เป็นการโทรมหญิง

                ข้อสังเกต การโทรมหญิงนอกจากเป็นเหตุเพิ่มโทษสูงขึ้น ตามมาตรา 276 วรรคสอง ยังเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ ตามมาตรา 281

 

                ความผิดฐานอนาจาร

            มาตรา 278 บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

                องค์ประกอบความผิด

1.       กระทำอนาจาร

2.       แก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี

3.       โดยวิธีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

ก.        โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ

ข.       โดยใช้กำลังประทุษร้าย

ค.       โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้

ง.        โดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น

4.       โดยเจตนา

 

ข้อพิจารณา

1.      การกระทำอนาจาร หมายความถึง การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศตามประเพณีนิยม

และตามกาลเทศะรวมถึงการกระทำให้อับอายขายหน้าแต่ข้อจำกัดว่า ต้องเป็นการกระทำต่อเนื้อตัวหรือต่อร่างกายของบุคคลอื่น เช่น กอด จูบ ลูบ คลำ ร่างกายของหญิงหรือชายเป็นการแสดงความใคร่ทางเพศ การกล่าวถ้อยคำหรือเขียนภาพไม่เป็นการอนาจาร แต่อาจเป็นสิ่งลามก ถ้าไม่เป็นการข่มขืนกระทำชำเราหรือพยายามข่มขืนกระทำชำเราและการกระทำไม่เป็นการสมควรตามประเพณีนิยมและกาละเทศะเป็นการกระทำอนาจาร

2.      ผู้ถูกกระทำ คือบุคคลอายุกว่า 15 ปี ถ้าอายุไม่เกิน 15 ปี เป็นความผิดตามมาตรา 279

3.    บุคคล มาตรานี้ไม่ได้จำกัดว่าเป็นหญิงและไม่จำกัดว่าเป็นผู้อื่นซึ่งมิใช่ภริยาของผู้    กระทำดังมาตรา 276 เหตุนี้อาจมีการกระทำตามมาตรานี้ต่อชายก็ได้จะเป็นชายกระทำต่อชาย หรือหญิงกระทำต่อชาย หรือหญิงกระทำต่อหญิงก็ได้

4.  การกระทำต้องประกอบด้วย โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น เช่นเดียวกับการข่มขืนกระทำชำเรา มาตรา 276 เพราะถ้าเป็นการยินยอมให้กระทำอนาจาร ย่อมไม่เป็นความผิดเช่นเดียวกับมาตรา 276

คำพิพากษาฎีกาที่ 1289/2506 จำเลยจับนมผู้เสียหายในรถประจำทางซึ่งมีผู้คนโดยสารแน่น เป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล การจับนมไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้อนุญาตยินยอมเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 278

การกระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัลเป็นความผิดอันไม่อาจยอมความได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 2690/2525 ผู้เสียหายจับมือ อ. เดินตามหาเพื่อนสวนทางกับจำเลยทันใดนั้นจำเลยที่ 1 ตรงเข้าจับมือผู้เสียหาย ผู้เสียหายสะบัดหลุดจากมือ อ. ส่วนจำเลยที่ 2 เข้าจับอวัยวะเพศผู้เสียหาย และกระชากสร้อยคอพาวิ่งหนีไป การที่จำเลยที่ 2 เข้าจับอวัยวะเพศผู้เสียหาย ไม่มีพฤติการณ์แสดงว่าได้คบคิดกับจำเลยที่ 1 มาก่อน การจับมือผู้เสียหายแสดงให้เห็นเจตนาเพียงให้โอกาสจำเลยที่ 2 กระชากสร้อยคอได้สะดวกเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานกระทำอนาจาร คงผิดฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์เท่านั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 1314/2526 จำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส เพียงสองเดือนก็เลิกกัน ต่อมาจำเลยฟ้องเรียกค่าสินสอดคืนจากฝ่ายผู้เสียหายศาลพิพากษายกฟ้อง แสดงว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเลิกกับผู้เสียหายโดยเด็ดขาดแล้ว ผู้เสียหายหามีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยากับจำเลยอีกต่อไปไม่ ผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์มีคนนั่งซ้อนท้ายมาด้วยจำเลยเข้าขวาง กระชากแขนผู้เสียหายลงจากรถเข้ากอดปล้ำและพยายามฉุดให้ไปกับจำเลย จำเลยผิดฐานกระทำอนาจาร

คำพิพากษาฎีกาที่ 1454/2528 ความผิดฐานกระทำอนาจารเช่น จับต้องของสงวนก่อนข่มขืนกระทำชำเรา ก็เป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราย่อมระงับไป

คำพิพากษาฎีกาที่ 829/2532 ขณะผู้เสียหายนอนกับลูกในห้องนอนยังไม่ทันหลับ จำเลยเข้ามานั่งยองๆ ที่ปลายเท้า ผู้เสียหายถามถึงจุดประสงค์เข้ามาจำเลยก็ห้ามส่งเสียงดัง มิฉะนั้นจะเชือดคอ พอจำเลยใช้มือซ้ายจับมือขวาของผู้เสียหาย ใช้มือขวาซึ่งถือมีดกดหัวเข่าผู้เสียหายไว้ ผู้เสียหายดิ้น ศอกผู้เสียหายไปถูกลูกคนเล็กร้องขึ้น พอผู้เสียหายพูดขึ้นว่าสามีผู้เสียหายมา จำเลยก็หนีไป การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 365 และฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 278 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท

 

อนาจารต่างกับกระทำชำเรา

กระทำชำเรา หมายถึงการร่วมประเวณีระหว่างชายกับหญิง ความผิดฐานกระทำชำเราสำเร็จเมื่ออวัยวะเพศชายสามารถล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศหญิงได้ แต่ถ้าไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไปได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้กระทำก็จะมีความผิดเพียงพยายามกระทำชำเรา แต่การกระทำเป็นการประสงค์ถึงการประเวณี ผู้กระทำจะมีความผิดฐานกระทำอนาจารก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นยังไม่ถึงขั้นกระทำชำเราสำเร็จหรือพยายามกระทำชำเรา

คำพิพากษาฎีกาที่ 2878/2512 ผู้เสียหายอายุ 5 ขวบ จำเลยเป็นพี่เขยของบิดาผู้เสียหาย อยู่บ้านใกล้กัน วันเกิดเหตุผู้เสียหายไปเล่นใต้ถุนบ้านของจำเลย จำเลยเรียกผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้านแล้วพาผู้เสียไปในครัว จำเลยนั่งบนโต๊ะแล้วเอาผู้เสียหายใส่เอวด้านหน้า ขาควบเอวของจำเลยและจับก้นของผู้เสียหายกระแทกเข้าออก อวัยวะเพศของผู้เสียหายช้ำบวมเล็กน้อย และไม่มีน้ำหรือเชื้ออสุจิของชายในช่องคลอดของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เป็นเพียงกระทำอนาจารผู้เสียหายเท่านั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 1685/2516 จำเลยแอบเข้ามากอดหญิงผู้เสียหายและพูดขอกระทำชำเรา ผู้เสียหายร้องขึ้นจำเลยเอามือปิดปากผู้เสียหาย กดผู้เสียหายให้นอนลงที่พื้นแล้วขึ้นคร่อมเอาหัวเข่ากดต้นขาไว้ ขณะนั้นผู้เสียหายนอนหงายนุ่งกระโจมอกอยู่ จำเลยก้มลงกัดที่แก้มแล้วถลกผ้าซิ่นขึ้น ผู้เสียหายดิ้นอย่างแรงจนหลุดแล้วร้องไห้วิ่งหนีลงเรือนไป ดังนั้นลักษณะการกระทำของจำเลยยังไม่อยู่ในวิสัยที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เป็นเพียงกระทำอนาจารผู้เสียหายเท่านั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 1048/2518 การกระทำชำเราตามกฎหมายจะต้องปรากฏว่าของลับของชายล่วงล้ำเข้าไปในช่องสังวาสหรืออวัยวะสืบพันธุ์ของหญิง การที่จำเลยขืนใจผู้เสียหาย โดยใช้ของลับของจำเลยใส่เข้าไปในทางทวารหนักของผู้เสียหาย จึงไม่เป็นการกระทำชำเรา คงมีความผิดฐานกระทำอนาจาร

 

ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารที่ยอมความได้

มาตรา 281 บัญญัติว่า การกระทำความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก และมาตรา 278 นั้น มิได้กระทำต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำอันตรายสาหัสหรือแก่ความตาย หรือมิได้กระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้

                องค์ประกอบ

1.       กระทำความผิดตามมาตรา 286 วรรคแรก และมาตรา 278

2.       มิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล

3.       ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย

4.       มิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลตามมาตรา 285

ข้อพิจารณา

1.       มิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล คือ ในที่ที่ประชาชนอาจเห็นได้ ส่วนสถานที่ที่กระทำนั้นจะ

เป็นสถานที่หรือที่เอกชนไม่สำคัญ

2.       ไม่เป็นเหตุให้ผู้กระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย

3.       มิได้เป็นการกระทำต่อบุคคลตาม มาตรา 285 คือ

-          ผู้สืบสันดาน

-          ศิษย์ผู้อยู่ในความดูแล

-          ผู้อยู่ในความปกครอง

-          ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ

-          ผู้อยู่พิทักษ์หรืออนุบาล

อนึ่ง สำหรับความผิดทางเพศที่ได้กล่าวไว้นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความผิดในลักษณะ 9

 

*** ข้อมูลจาก ความผิดเกี่ยวกับเพศ โดย เดชอุดม ไกรฤทธิ์


ชอบ + 322   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 7 September 09 , 07:54

Page •  1   2 
ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง LAWYERTHAI.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป

แสดงความคิดเห็น
Name :  
Special Tag : ปิดท้ายคำสั่ง
 
  :-D 8-| :-( :-) :-[ )-( B-) B-( :-P 8-.
Comment :

ใส่ตัวเลขในช่องว่าง :
   
ออกแบบเว็บไซต์โดย Gomew Co., Ltd.