หน้าแรก   เกี่ยวกับเรา   บริการของเรา  ติดต่อเรา  สนับสนุนเรา  สมุดเยี่ยม
    • ติดตาม lawyerthai ผ่านทาง /lawyerthai  /iamlawyerthai

แบ่งปันหน้านี้ให้เพื่อนของคุณ

 
Our Partners | รีวิว ร้านอาหาร เชียงใหม่ | รีวิว ที่เที่ยว เชียงใหม่ | รีวิว ที่พัก เชียงใหม่ | Chiang Mai Thailand | Chiang Mai Travel | Chiang Mai Travel Guide | Chiang Mai Boutique Hotel | กฎหมาย | ปรึกษากฎหมายฟรี | Detox Chiang Mai | Chiang Mai Wedding Planner | จัดงานเลี้ยง เชียงใหม่
Home
  ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)     สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 

เวลาขณะนี้ Thu 24 July 14 05:10

กระดานสนทนากฎหมาย

lawyerthai lawyerthai lawyerthai lawyerthai



ทนายพี ปรึกษาคดีฟรี ให้คำแนะนำอุบัติเหตุรถชนฟรี
Page •  1   2 

ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ทนายพี ๐๘๔-๓๖๐๒๖๙๔ เฟสบุ๊คชื่อ " ทนายพี มั่นคง " e:mail : [email protected] ประสบการณ์การทำงาน เจ้าหน้าที่สินไหมบริษัทประกันภัย , นิติกร บริษัทบริหารสินทรัพย์ , นิติกร บริหารสัญญา บ้านจัดสรรและคอนโด ปัจจุบันทนายความอิสระ  รับปรึกษากฎหมายฟรี ยินดีให้คำแนะนำผู้ที่มีคดีความ และตอบปัญหาทุกข์ใจและแนวทางการแก้ปัญญาด้านคดีฟรี • ให้บริการปรึกษาปัญหากฎหมาย • รับเป็นทนายความว่าต่าง แก้ต่าง คดีประเภทต่างๆ • รับเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบุคคลหรือนิติบุคคล • รับทำสัญญา ตรวจสอบแก้ไขเอกเทศสัญญาประเภทต่างๆ • รับทำคดีร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก หรือถอนผู้จัดการมรดก ขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ร้องขอแบ่งทรัพย์มรดก • คดีฟ้องหย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ขออำนาจปกครองบุตร ขอเรียกค่าทดแทนจากหญิงหรือชายชู้ • ร้องขอทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ กรณีขายทรัพย์สินที่มีชื่อของผู้เยาว์ ฟ้องขอให้บิดารับรองว่าเป็นบุตร • รับดำเนินการเรื่องขอรับบุตรบุญธรรม เลิกรับบุตรบุญธรรม • คดีกู้ยืมเงิน ค้ำประกัน บังคับจำนอง • คดีเช็คเด้ง ทั้งแพ่งและอาญา • คดีผู้บริโภคฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ ,สินค้าไม่ปลอดภัย หรือไม่ได้มาตรฐาน • คดีผิดสัญญาแชร์ ทั้งนายวงแชร์หรือลูกวงแชร์ที่ถูกเบี้ยวเงินจากการเล่นแชร์ • คดีผิดสัญญาก่อสร้าง ทั้งผู้รับเหมา และผู้ว่าจ้าง • คดี ปกครอง ฟ้องหน่วยร้องหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งออกคำสั่งทางปกครองที่มิชอบด้วยกฎหมาย การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ต่อผู้ออกคำสั่ง หรือต่อหน่วยงานทางปกครองผู้ออกคำสั่ง การฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ฯลฯ • ผิดสัญญาเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ โดยเฉพาะรถยนต์ การสู้คดีเมื่อถูกฟ้องคดีผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ • ฟ้องขับไล่ รื้อถอน เรียกค่าเสียหาย • คดีเรียกทรัพย์คืน กรรมสิทธิ์ร่วม • คดีที่ดิน สอบรังวัด แบ่งที่ดิน • ขอภารจำยอม ร้องขอทางจำเป็นต่อศาล • ร้องขอครอบครองปรปักษ์ • ฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรม เพิกถอนกลฉ้อฉล การข่มขู่ • ร่าง พินัยกรรม จัดทำพินัยกรรม การดำเนินการกำจัดมิให้ทายาทได้รับมรดก การพิจารณาเรื่องการรับมรดกแทนที่ของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก การร้องคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก • เรื่องการให้โดยเสน่ห์หา เพิกถอนการให้ เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณ • ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะสามีภริยาที่ไม่จดทะเบียนสมรส • คดีละเมิด เรียกค่าเสียหายกรณีรถยนต์โดนชน ต้องการฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ ค่าเสื่อมราคารถยนต์ • คดีล้มละลาย และการขอฟื้นฟูกิจการ การยื่นขอรับชำระหนี้ตามกฎหมาย • ดำเนินคดีแรงงาน ค่าชดเชยการถูกเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม • ฟ้องดำเนินคดีอาญา เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญา • คดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ( ทางอินเตอร์เนต ) • คดียักยอกทรัพย์ • คดีลักทรัพย์นายจ้าง • คดีทำร้ายร่างกายธรรมดา จนถึงทำร้ายร่างกายสาหัส • คดีทำให้เสียทรัพย์ • คดียาเสพติด การครอบครองยาเสพติดไว้เพื่อเสพ การมีไว้เพื่อจำหน่าย • คดีภาษีอากร การอุทธรณ์ภาษี การวางแผนภาษีอากร • ดำเนินการติดต่อหน่วยงานราชการ ประสานงานกับหน่วยงานราชการในเรื่องต่างๆ • ดำเนิน การยื่นเรื่อง ยื่นคำร้อง ยื่นเอกสาร หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานเพื่อขอรับใบอนุญาตกระทำการ ดำเนินกิจการ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆก่อนประกอบธุรกิจ กิจการ • เดินเรื่องประกันตัวผู้ต้องหา ประกันอิสรภาพ ฯลฯ • คดี เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล การรักษาพยาบาล ฟ้องเรียกค่าเสียหายกับแพทย์กรณีกระทำการรักษาด้วยความ ประมาทเลินเล่อ รักษาไม่เป็นไปตามหลักวิชาชีพแพทย์ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน • รับจดทะเบียน จดตั้ง จดแก้ไขหุ้นส่วนบริษัท จดทะเบียนพาณิชย์ จดตั้งคณะบุคคล จดตั้งมูลนิธิ สมาคม • รับสืบทรัพย์ บังคับดคีตามคำพิพากษา ร้องขอขัดทรัพย์ ร้องขอกันส่วน ดูแลการขายทอดตลาดทรัพย์สิน คัดค้านการขายทรัพย์ • เขียน/แก้อุทธรณ์ ฎีกา • รับรองเอกสาร รับรองลายมือชื่อ ( Notarial Services Attorney )




แก้ไขเมื่อ : Tue 14 January 14 , 12:47

ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 3 April 13 , 15:28


ip2520
ตอบ : 750

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 1

      สิ่งสำคัญที่ทนายควรมี คือ ความซื่อสัตย์
ควรช่วยเหลือคนจนบ้าง อย่าเห็นแก่เงินมากนักเอาแต่พอประมาณ และ อย่าเห็นแก่ตัวหลอกลวงลูกความเพื่อประโยชน์ตัวเอง
      หลายสิ่งหลายอย่างที่คนเราโลภมากและใจแคบหากันทั้งชีวิต ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ทรัพย์สินต่างๆ ก็เอาไปไม่ได้ แม้แต่ความรู้ที่เรียนมาก็เอาไปไม่ได้ ผู้ที่รู้ก็หวงความรู้ตายไปก็ไม่เห็นมีใครเอาความรู้ติดตัวไปใด้หรือเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้เลย ตอนมีชีวิตอยู่แทนที่จะเอาความรู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์แต่กลับใจแคบหวงความรู้กัน 
                
                          ทนายความที่ดี

       ทนายความเฉกเช่นเดียวกับบุคคลในวิชาชีพอื่นๆ พึงมีหลักประจำใจอันสำคัญคือการมีความขยันหมั่นเพียร อย่าปล่อยสิ่งใดที่พึงกระทำในวันนี้ไว้ กระทำในวันรุ่งขึ้น ไม่ว่าท่านกำลังทำกิจการงานธุรกิจอันใดให้กระทำการทุกสิ่งที่พึงกระทำนั้นให้สำเร็จลงก่อนจะหยุดงานนั้น อย่าสนันสนุนให้เป็นคดีความ พยายามโน้มน้าวเพื่อนบ้านของท่านให้รู้จักการประนีประนอม เมื่อท่านสามารถทำได้ อย่ายุยงเกิดคดีความ คนที่เป็นคนเลวคือคนที่พยายามสำรวจตรวจตราทะเบียนและใบสำคัญต่างๆ เพียงเพื่อแสวงหาตำหนิหรือข้อผิดพลาดในเอกสารเหล่านั้นเพื่อก่อให้เกิดข้อพิพาทและแสวงหาเงินทองเข้ากระเป๋าตนเอง

คนทั่วไปมักเชื่อกันว่าทนายความเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ ฉะนั้น บุคคลใดที่เลือกอาชีพทนายความแม้กระทั่งชั่วขณะหนึ่งขณะใดจะต้องไม่ปล่อยตนให้เป็นไปตามความเชื่อดังกล่าวนั้น จงเป็นคนซื่อสัตย์เสมอและตลอดเวลา ถ้าในขณะใดที่ท่านคิดว่าท่านไม่สามารถเป็นทนายความที่ซื่อสัตย์ได้แล้วพึงพิจารณาเลือกเป็นคนซื่อตรงโดยไม่จำเป็นต้องเป็นทนาย

ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected] 

ชอบ + 95 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197 ตอบเมื่อ : Fri 19 April 13 , 12:09


ip2520
ตอบ : 750

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 2

คดีรถชน ในชั้นโรงพักตำรวจไม่ยอมทำคดี ไม่ยอมรับแจ้งความ ไม่ยอมทำผลดคดี หรือคู่กรณีมีเส้นใหญ่   แนะนำให้หาทนายไปดำเนินการให้ครับ ทนายจะมีวิธีและขั้นตอน การตามเรื่องและการดำเนินการในขั้นตอนของพนักงานสอบสวนว่าจะต้องดำเนินการภายในกี่วันกี่เดือน เพราะกฎหมายกำหนดเรื่องระยะเวลาไว้ หรือทำหนังสือขอทราบผลการดำเนินคดีหรือร้องเรียนของความเป็นธรรม ต่อให้เส้นใหญ่แค่ไหน ตำรวจก็ไม่กล้าเอาหน้าที่การงานตัวเองมาเสี่ยงเข้าข้างคนผิดหรอกครับ ทนายมีวิธีและขั้นตอนการดำเนินการให้เร็วได้

ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]  หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง

ชอบ + 87 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197 ตอบเมื่อ : Thu 13 June 13 , 12:34


ip2520
ตอบ : 750

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 3

  ฟ้องชู้เรียกค่าทดแทน ฟ้องค่าเลี้ยงชีพ ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร ได้โดยไม่ต้องฟ้องหย่า
ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสองและมาตรา 1598/38 เป็นบทบัญญัติให้ความคุ้มครองแก่สามีหรือภริยาโดยให้ฝ่ายที่มีฐานะดีช่วย เหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถ ถ้าฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่า ก็ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ในเมื่ออีกฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการเลี้ยงดูตามอัตภาพมิใช่เป็นสิทธิ เรียกร้องที่เกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่า

ชอบ + 80 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196 ตอบเมื่อ : Wed 22 May 13 , 01:49


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 1

คดีฟ้องเมียน้อย หรือ ฟ้องชู้เรียกค่าทดแทนได้ตามกฎหมาย
กรณีสามีหรือภริยาที่จดทะเบียนสมรสโดยถูกต้องตามกฏหมายฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ได้ ฎีกา 2498/2552 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1525 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การกำหนดค่าทดแทนกรณีศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุสามีหรือภริยาอุปการะ เลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามีเป็นชู้ หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากหญิงอื่นหรือชู้ ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง นั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์โดยศาลจะสั่งให้ชำระครั้งเดียวหรือแบ่งชำระ เป็นงวดๆ มีกำหนดเวลาตามที่ศาลจะเห็นสมควรก็ได้ และวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้จะต้องชำระค่าทดแทนเป็นคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้ศาลคำนึงถึงจำนวนทรัพย์สินที่คู่สมรสนั้นได้รับไปจากการแบ่งสินสมรสเพราะ การหย่านั้นด้วย เมื่อโจทก์เรียกค่าทดแทนจากจำเลยซึ่งเป็นคู่สมรสเป็นเงิน 5,000,000 บาท โดยมิได้แสดงพฤติการณ์พิเศษให้เห็นว่าเพราะเหตุใดโจทก์จึงควรได้ค่าทดแทน จำนวนดังกล่าว ศาลจึงต้องกำหนดโดยคำนึงถึงฐานานุรูปของโจทก์ จำเลยและพฤติการณ์แห่งคดี อีกทั้งทรัพย์สินที่โจทก์ได้รับจากการแบ่งสินสมรสตามคำพิพากษาศาลล่างทั้ง สองตามบทบัญญัติมาตรา 1525 ดังกล่าว ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าทดแทนเพราะเหตุจำเลย อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเงิน 500,000 บาท นับว่าเหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดค่าทดแทนให้ มากไปกว่านี้  ทนายพี 084-3602694 e-mail : [email protected]




แก้ไขเมื่อ : Wed 10 April 13 , 00:57

ชอบ + 58   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Mon 8 April 13 , 01:23


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 2

คดีฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดู สามารถฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้โดยไม่ต้องฟ้องหย่า
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยไม่ต้องฟ้องหย่า   
ฎีกา 4959/2552 ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสองและมาตรา 1598/38 เป็นบทบัญญัติให้ความคุ้มครองแก่สามีหรือภริยาโดยให้ฝ่ายที่มีฐานะดีช่วย เหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถ ถ้าฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่า ก็ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ในเมื่ออีกฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการเลี้ยงดูตามอัตภาพมิใช่เป็นสิทธิ เรียกร้องที่เกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่า 
หลังจากจดทะเบียนสมรส โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันที่บ้านบิดาของโจทก์ แม้จำเลยไปรับราชการต่างจังหวัดก็กลับมาบ้านดังกล่าวที่โจทก์อยู่กับบุตร โจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ เหตุที่โจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 ก็เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ ที่สำคัญจำเลยไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาตลอดมา การสมัครใจแยกกันอยู่จึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยซึ่งอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตลอดมาและอยู่ในฐานะที่สามารถอุปการะเลี้ยงดู โจทก์ได้ จึงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายมีความสามารถหรือฐานะน้อยกว่าและแยกไปอยู่โดยสุจริตจึงชอบ ที่จะได้รับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย
ทนายพี 084-3602694 e-mail : [email protected]




แก้ไขเมื่อ : Wed 10 April 13 , 00:57

ชอบ + 52   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Mon 8 April 13 , 01:26


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 3

ถูกหลอกให้ไปทำงานต่างประเทศเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ 
ตาม ปอ.มาตรา 343 นั้น ถึงกฎหมายจะใช้คำว่า "ประชาชน" แต่ก็ได้มี
คำพิพากษาศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยเอาไว้ โดยที่ไม่ได้ยึดจำนวนของผู้เสียหายว่าจะมาก หรือ น้อย แต่จะพิจารณาถึง
เจตนาของผู้กระทำความผิดเป็นหลักว่าต้องการ ฉ้อโกง ประชาชน หรือ เป็นรายบุคคลเป็นสำคัญ (ฎีกาที่ 5292/2540)

แต่กรณีการซื้อขาย มีการชำระราคาไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น อาจจะเป็นการผิดสัญญา
ทางแพ่งในเรื่องซื้อขาย และ เป็นความผิดทางอาญา ฐานฉ้อโกง ได้เช่นกัน จะเรียกได้ว่าเป็น "คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา" ซึ่งหมายความว่า การกระทำความผิดครั้งเดียว จะมีความรับผิดในทางแพ่ง และ เป็นความผิดทางคดีอาญา ด้วยในคราวเดียวกัน และ ไม่ตัดสิทธิของผู้เสียหาย ที่จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง และ ทางอาญา
ทนายพี 084-3602694 e-mail : [email protected] 

ชอบ + 52   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Mon 8 April 13 , 01:29


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 4

คดียาเสพติด มีบทลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคแรก โทษ 4 ปี -10 ปี และโทษปรับอีกต่างหาก(ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนสารบริสุทธิ์)
          หากต้องการลดโทษต้องปฏอบัติตามมาตรา 100/2 ต้องชี้เบาะแสจนตำรวจจับผู้กระทำความผิดคนอื่นได้หรือยึดยาเสพติดเพิ่มเติมได้

ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522
          มาตรา ๑๕ ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตนำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เว้นแต่รัฐมนตรีได้อนุญาตเฉพาะในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
การขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามปริมาณดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
(๑) เด็กซ์โตรไลเซอร์ไยด์ หรือ แอล เอส ดี มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ศูนย์จุดเจ็ดห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปหรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่สามร้อยมิลลิกรัมขึ้นไป
(๒) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีน มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป
(๓) ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ นอกจาก (๑) และ (๒) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามกรัมขึ้นไป
          มาตรา ๖๖ ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา ๑๕ วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้ายาเสพติดให้โทษตามวรรคหนึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ปริมาณที่กำหนดตามมาตรา ๑๕ วรรคสาม แต่ไม่เกินยี่สิบกรัม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท
ถ้ายาเสพติดให้โทษตามวรรคหนึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต
        มาตรา 100/2 ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้
       มาตรา ๑๐๐/๑ ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ
ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำความผิดของผู้ใดเมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของผู้กระทำความผิดและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว กรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย ศาลจะลงโทษปรับน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้
    
การดำเนินการทางศาลควรให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินการ ทนายพี 084-3602694 e-mail : [email protected] 




แก้ไขเมื่อ : Wed 10 April 13 , 00:56

ชอบ + 53   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Mon 8 April 13 , 12:51


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 5

การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  
ปพพ.มาตรา 1546 บัญญัติว่า  เด็กเกิดจากหญิงที่ไม่ได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น 
ปพพ.มาตรา 1457 บัญญัติว่า  การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น 
ปพพ.มาตรา 1547 บัญญัติว่า  เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้มีการสมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อ บิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง  หรือ  บิดา ได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร 
         กรณีนี้หมายความว่า  บุตรไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่าย ชาย การที่จะให้บุตรเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชายในภายหลังนั้นมีด้วย กัน 3 วิธีคือ กรณีแรก บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันภายหลัง  กรณีที่สอง  บิดา ไปจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร กรณีที่สาม ฟ้องร้องให้ศาลมีคำสั่งว่าเด็กเป็น บุตร 
ปพพ.มาตรา 1566 บัญญัติว่า บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา  
       ซึ่งหมายความว่าเด็กผู้เยาว์ที่อายุยังไม่ครบ 20 ปีนั้นจะ ต้องอยู่ภายใต้การดูแล หรือใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่า นั้นครับ 
        ถ้าบุตรเป็นผู้เยาว์ ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฏหมาย อำนาจการ ปกครองบุตรตามกฎหมายอยู่กับมารดาเท่านั้นครับ ตามปพพ. มาตรา 1566 วรรค สอง มารดาจึงสามารถใช้อำนาจปกครองทำการแทนบุตรซึ่งไม่บรรลุนิติภาวะ ได้โดย ไม่ต้องให้บิดาไปให้ความยินยอมแต่อย่างใด 
        แต่ถ้าบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นสิทธิของบุตรที่จะดำเนินการได้ด้วยตนเอง  
        ในระหว่างนี้ถ้าฝ่ายชายยังไม่ไปจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรโดยชอบ ด้วยกฎหมาย คุณขอความยินยอมจากแม่ได้เลยครับ เพราะแม่เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎ หมายและมีำอำนาจปกครองบุตรเพียงฝ่ายเดียวอยู่แล้วครับ 
        ผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรม และบุตรบุญธรรม ยื่นคำร้องต่อนาย ทะเบียนอำเภอ กิ่งอำเภอหรือสำนักทะเบียนเขต แห่งใดก็ได้ แต่ถ้าไม่สามารถจด ได้หรือมีเหตุขัดข้องให้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอรับเด็กเป็นบุตร บุญธรรมต่อไป 
        ผู้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา พี่ร่วม บิดาหรือมารดา ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา หรือผู้ปกครองของผู้ที่จะ เป็นบุตรบุญธรรม หรือเป็นบุคคลอื่นตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎ กระทรวง ไม่ต้องทดลองเลี้ยงดู (พ.ร.บ. การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (ฉบับ ที่ 21) พ.ศ. 2533 ม.19 วรรค 2)  
       สรุป ตามปพพ.มาตรา  1598/21  การรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมจะ กระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดาและมารดาของผู้ที่จะเป็นบุตร บุญธรรม  ในกรณีที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองต้อง ได้รับความยินยอมของมารดาหรือบิดาซึ่งยังมีอำนาจปกครอง 
        ดังนั้นถ้าไม่มีผู้มีอำนาจให้ความยินยอมดังกล่าวในวรรค หนึ่ง    หรือมีแต่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดง เจตนาให้ความยินยอมได้  หรือไม่ให้ความยินยอม  และการไม่ให้ความยินยอมนั้น ปราศจากเหตุผลอันสมควร  และเป็นปฏิปักษ์ต่อ  สุขภาพ  ความเจริญ  หรือสวัสดิ ภาพของผู้เยาว์  มารดาหรือบิดาหรือผู้ที่ประสงค์จะขอรับบุตรบุญธรรมหรือ อัยการจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมตามวรรคหนึ่งก็ ได้  ทนายพี 084-3602694  e:mail: [email protected]

ชอบ + 51   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Wed 10 April 13 , 00:36


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 6

           การจดทะเบียนรับรองบุตร
           เด็กที่เกิดจากบิดาและมารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ก็จะเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วย กฎหมายของบิดา  แต่ทั้งนี้จะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเสมอ  ดังนั้นบิดาจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต่อบุตรกล่าวคือ บิดาไม่มีหน้าที่ดูแลเลี้ยงดูบุตร ส่งเรียนหนังสือ  ไม่สามารถกำหนดที่อยู่ของบุตรได้  และไม่มีอำนาจปกครองบุตรของตนเองได้ และบุตรก็จะไม่มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูบิดา  ด้วยเหตุดังกล่าวกฎหมายจึงได้กำหนดให้บิดาสามารถจดทะเบียนรับรองบุตรหรือร้องขอจด ทะเบียนให้เด็กที่เกิดมาเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาต่อศาลได้ต่อไป  และบุตรก็สามารถร้องขอให้บิดาจดทะเบียนรับรองบุตรต่อศาลได้เช่นกัน  
การจดทะเบียนรับรองบุตรทำได้  2  วิธี
           
          1.  การจดทะเบียนรับรองบุตรโดยวิธีได้รับความยินยอมจากมารดาของเด็กและตัวเด็ก  
           ส่วนบิดา ต้องไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตรที่สำนักงานเขตหรืออำเภอที่บุตรมีภูมิลำเนาอยู่  โดยบิดาของเด็กนั้นจะต้องไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตรด้วยตนเอง  
           ส่วนกรณีที่มารดาเด็กและตัวเด็กไปด้วยและยินยอมก็จะไม่มีปัญหาใดๆ  
            แต่ถ้ามารดาเด็กและตัวเด็กไม่ยินยอมและไม่ยอมไปด้วยเจ้าพนักงานก็จะทำหนังสือแจ้งการขอจดทะเบียนรับรองบุตรไปยังมารดาเด็กกับตัวเด็กให้ทราบ  ถ้ามารดาเด็กและตัวเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนรับรองบุตรไม่ใช่บิดา  หรือไม่ให้ความยินยอม  ฝ่ายบิดาก็จะต้องไปร้องขอรับเด็กเป็นบุตรต่อศาลตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป  เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาเสียก่อน  บิดาจึงจะนำคำพิพากษาของศาล  ไปจดทะเบียนรับรองบุตรต่อเจ้าพนักงานได้
          เอกสารที่ใช้ในการขอจดทะเบียนรับรองบุตร
          1. บัตรประชาชนของบิดา,มารดา, ลูก (ถ้ามี)
          2. ทะเบียนบ้านบิดา,มารดา, ลูก
          3. สูติบัตรของลูก
          4. หนังสือให้ความยินยอมของมารดาเด็กและลูก
          5. พยานบุคคล  2  คน
          กรณีการขอจดทะเบียนรับรองบุตรโดยความยินยอมนี้  สิ่งสำคัญตัวเด็กสามารถที่จะให้ถ้อยคำด้วยตนเองและตอบคำถามของเจ้าพนักงานได้  มิฉะนั้นแล้วเจ้าพนักงานจะไม่ยอมจดทะเบียนรับรองบุตรให้แต่จะให้ไปยื่นคำร้อง หรือคำฟ้องขอให้เด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายแทน  
          
          2. การจดทะเบียนรับรองบุตรโดยคำพิพากษา  บิดาต้องยื่นคำร้องหรือคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เด็กเป็น บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายต่อศาลเยาวชนและครอบครัวในเขตอำนาจศาลที่เด็กมีภูมิ ลำเนาอยู่  ดังนั้นบิดาอาจจะต้องแต่งตั้งทนายความเพื่อให้ช่วยดำเนินการให้  และเมื่อดำเนินการสืบพยานเสร็จสิ้นเมื่อศาลเชื่อและเห็นว่าท่านเป็นบิดาของเด็กจริง  ศาลจะมีคำพิพากษาให้ผู้เป็นบิดาเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กต่อไป  บิดาก็สามารถนำคำพิพากษาของศาล ไปดำเนินการขอจดทะเบียนรับรองบุตรได้  
เอกสารที่ใช้ในการขอจดทะเบียนรับรองบุตร
1. คำพิพากษา
2. หนังสือรับรองคดีถึงที่สุด 
ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตรต่อเจ้าพนักงานเขตหรืออำเภอที่บุตรมีภูมิลำเนาอยู่ 





แก้ไขเมื่อ : Wed 10 April 13 , 23:09

ชอบ + 61   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Wed 10 April 13 , 22:54


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 7

เรื่องรถชน คู่กรณีไม่มีประกัน จะเรียกร้องอะไรได้บ้าง
- ค่าเสื่อมราคารถ
- ค่าทดแทน
- ค่าขาดประโยชน์
- ค่ารักษา

ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]

ชอบ + 63   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Tue 16 April 13 , 23:53


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 8

      สิ่งสำคัญที่ทนายควรมี คือ ความซื่อสัตย์
ควรช่วยเหลือคนจนบ้าง อย่าเห็นแก่เงินมากนักเอาแต่พอประมาณ และ อย่าเห็นแก่ตัวหลอกลวงลูกความเพื่อประโยชน์ตัวเอง
      หลายสิ่งหลายอย่างที่คนเราโลภมากและใจแคบหากันทั้งชีวิต ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ทรัพย์สินต่างๆ ก็เอาไปไม่ได้ แม้แต่ความรู้ที่เรียนมาก็เอาไปไม่ได้ ผู้ที่รู้ก็หวงความรู้ตายไปก็ไม่เห็นมีใครเอาความรู้ติดตัวไปใด้หรือเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้เลย ตอนมีชีวิตอยู่แทนที่จะเอาความรู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์แต่กลับใจแคบหวงความรู้กัน 
                
                          ทนายความที่ดี

       ทนายความเฉกเช่นเดียวกับบุคคลในวิชาชีพอื่นๆ พึงมีหลักประจำใจอันสำคัญคือการมีความขยันหมั่นเพียร อย่าปล่อยสิ่งใดที่พึงกระทำในวันนี้ไว้ กระทำในวันรุ่งขึ้น ไม่ว่าท่านกำลังทำกิจการงานธุรกิจอันใดให้กระทำการทุกสิ่งที่พึงกระทำนั้นให้สำเร็จลงก่อนจะหยุดงานนั้น อย่าสนันสนุนให้เป็นคดีความ พยายามโน้มน้าวเพื่อนบ้านของท่านให้รู้จักการประนีประนอม เมื่อท่านสามารถทำได้ อย่ายุยงเกิดคดีความ คนที่เป็นคนเลวคือคนที่พยายามสำรวจตรวจตราทะเบียนและใบสำคัญต่างๆ เพียงเพื่อแสวงหาตำหนิหรือข้อผิดพลาดในเอกสารเหล่านั้นเพื่อก่อให้เกิดข้อพิพาทและแสวงหาเงินทองเข้ากระเป๋าตนเอง

คนทั่วไปมักเชื่อกันว่าทนายความเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ ฉะนั้น บุคคลใดที่เลือกอาชีพทนายความแม้กระทั่งชั่วขณะหนึ่งขณะใดจะต้องไม่ปล่อยตนให้เป็นไปตามความเชื่อดังกล่าวนั้น จงเป็นคนซื่อสัตย์เสมอและตลอดเวลา ถ้าในขณะใดที่ท่านคิดว่าท่านไม่สามารถเป็นทนายความที่ซื่อสัตย์ได้แล้วพึงพิจารณาเลือกเป็นคนซื่อตรงโดยไม่จำเป็นต้องเป็นทนาย

ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected] 

ชอบ + 95   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Fri 19 April 13 , 12:09


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 9

      เห็นว่าเป็นประโยชน์กับชาวบ้านดีขอเอามาลงไว้เป็นความรู้นะครับ
1. สิ่งที่ไฟแนนซ์มักจะข่มขู่ คือ ให้เรารับผิดชอบค่าติดตามยึดรถ ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล โดยมักข่มขู่ ให้ผู้เช่าซื้อเป็นผู้รับผิดชอบ โดยอ้างตัวเลขจำนวนสูง และเราควรรู้ไว้ด้วยว่าไฟแนนซ์ไม่สามารถเรียกค่าใช้ จ่ายดังกล่าวได้ตามอำเภอใจ การค่าเสียหายเรียกได้ตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ดังนั้นผู้เช่าซื้ออย่าวิตก
2. การเข้ายึดรถผู้เช่าซื้อจะต้องค้างชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อ กัน  ก่อนยึดรถอีก 1 เดือน รวมเป็น 4 เดือน ไฟแนนซ์จึงจะสามารถยึดรถได้  แต่ถ้าไฟแนนซ์ยึดรถก่อนหน้านี้จะมีความ ผิดตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522  ซึ่งคุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องสัญญา  ดังนั้นถ้าไฟแนนซ์มายึดรถก่อนกำหนดเวลาดังกล่าว  ผู้เช่าซื้อต้องอย่ายอมให้ยึดรถและให้เรียกตำรวจมาเป็นพยาน
3. การยึดรถถ้าผู้เช่าซื้อไม่ยินยอมให้ยึดรถ ไฟแนนซ์จะยึดรถไม่ได้ ถ้ามีการบังคับขู่เข็ญหรือไล่ให้ผู้เช่าซื้อลงจากรถหรือกระชากกุญแจรถ ไป หรือเอากุญแจสำรองมาเปิดรถและขับหนีไป การกระทำดังกล่าวมีความผิดต่อ เสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และถ้ากระทำการโดยมีอาวุธหรือร่วมกระทำความผิดด้วยกัน  ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มีโทษจำคุกไม่เกิน 5  ปี  หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะฉะนั้นถ้ามีคนกระทำการดังกล่าวให้ถ่าย รูปหรือบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งความดำเนินคดีอาญา หรือให้ทนาย ฟ้องศาลได้เลย
4. เมื่อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ไม่ควรให้ไฟแนนซ์ยึดรถ ยืนยันได้เลยว่าไม่ควรให้ไฟแนนซ์ยึดรถไม่ว่าในกรณีใดๆ เพราะถ้าถูกยึดรถแล้วเราก็จะหมดอำนาจต่อรอง และหลังจากยึดรถไปแล้วไฟแนนซ์จะ นำรถของเราไปขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก แถมเมื่อได้เงินมาไม่ เพียงพอกับค่าเช่าซื้อที่เราค้างชำระ ไฟแนนซ์ก็จะเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากเรา แต่ถ้ารถยังอยู่ในความครอบครองของเรา เรายังสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์ได้ (พูดง่ายๆ ก็คือใช้รถหาเงินได้อยู่นั่นเอง) และยังมีอำนาจต่อรองกับไฟแนนซ์อยู่
5. ในกรณีที่เราถูกยึดรถและไฟแนนซ์มีหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ส่วนที่ เหลือ อย่าตกใจให้หาทนายสู้คดี โดยทั่วไปค่าเสียหายของไฟแนนซ์มักจะสูงเวอร์ สุดๆ ยกตัวอย่างเช่น เรียกมา 1,000,000 บาท ศาลมักจะพิพากษาให้ชดใช้เพียง 500,000 บาทหรือ 300,000 บาท เท่านั้น
6. เมื่อแพ้คดีไฟแนนซ์จะต้องทำตัวอย่างไร ถ้าเรามีทรัพย์สินถือครอบครองในนามลูกหนี้เราจะถูกยึดทรัพย์ทั้งหมด ถ้า ไม่มีทรัพย์สินถือครอบครองในนามลูกหนี้ แต่ถือครอบครองในนามญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง ไฟแนนซ์ก็ไม่สามารถยึดทรัพย์ของคนอื่น ซึ่งมิใช่ลูกหนี้ ได้ ดังนั้นถ้ามีไฟแนนซ์มาข่มขู่ว่าลูกหนี้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของใคร จะยึด ทรัพย์เจ้าของบ้าน ตอบได้เลยว่าไม่ต้องกลัวเพราะตามกฎหมายไม่สามารถยึดได้
7. ถ้าไม่มีเงินจ่ายไฟแนนซ์จะติดคุกหรือไม่สามารถตอบได้เลยว่า ไม่ติดคุกเนื่องจากเป็นคดีแพ่งไม่ใช่คดีอาญา
สุดท้ายการเป็นหนี้ไฟแนนซ์ ไม่ต้องลาออกจากงาน เพราะไม่มีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน การเป็นหนี้สิน เป็นเรื่องส่วน ตัว ไฟแนนซ์นำเรื่องส่วนตัวไปประจานให้เพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาของ ลูกหนี้รับรู้ไม่ได้ ถือว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาท (เรายังสามารถฟ้องได้อีก) แต่ถึงยังไงข้อมูลเหล่านี้ให้รู้เอาไว้เพื่อที่เราจะได้ไม่โดนข่มขู่จนหลง เชื่อ และเสียเปรียบ แต่อย่าเอาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกไม่ควรหรือไปเอาเปรียบคนอื่นล่ะ ลองเอาใจเขา

ชอบ + 51   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Sun 21 April 13 , 18:41


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 10

   เรียกร้องค่าสินไหมคดีรถชน
- เบื้องต้นขอแนะนำให้คุณติดตามคดีกับตำรวจให้ดีและดูว่าประจำวันชี้ว่าใครเป็นฝ่ายประมาท ต้องดูให้ดีครับ อันดับแรกเลยที่คุณจะต้องตาม ในบ้างเรื่องที่มีความยุ่งยากและดูแล้วตำรวจเหมือนจะมีการรับเงินวิ่งคดี จำเป็นต้องให้ทนายเข้าไปคุยด้วยครับ ตำรวจจะได้ไม่กล้าวิ่งคดีให้คู่กรณี
           กรณียังไม่รู้ว่าใครประมาทเบิกจาก พรบ.เบื้องต้น 15,000 บาท มีผลคดีแล้วเิบิกได้ 50,000 บาทหรืออาจจะเบิกได้เกินก็แล้วแต่กรณี  
           ถ้ามีผลคดีกรณีค่ารักษาเกิน 50,000 บาท และถ้ามีประกันภัยก็จะนำมาเบิกจากประกันภัยไ้ด้ด้วยอีกหลายแสนต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไป
           ฟ้องคนขับรถคู่กรณีได้อีกด้วยครับ ในส่วนที่เกินจากความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัย และยังสามารถฟ้องค่าเสียหายต่างๆจากคนขับรถคู่กรณีได้ เช่น ค่าทดแทน ค่าขาดผลประโยชน์ ค่าบาดเจ็บ ค่ารักษาในอนาคต ฯลฯ 
           ถ้าฟ้องบริษัทประกันต้องฟ้องภายใน 2 ปี แต่ถ้าจะฟ้องคนขับต้องรีบฟ้องภายใน 1 ปี 
ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected] หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง




แก้ไขเมื่อ : Fri 26 April 13 , 23:04

ชอบ + 48   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Fri 26 April 13 , 23:03


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 11

การจดทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม

บุตรบุญธรรม คือ บุตรที่ขอมาเลี้ยงดูเสมือนเป็นบุตรของตน

หลักเกณฑ์
๑.ผู้รับจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี และจะต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะต้องเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย ๑๕ ปี
๒.ผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะจะต้องได้รับความยินยอมจาก
– บิดาและมารดา หรือ
– บิดาหรือมารดา (กรณีมารดาหรือบิดาถึงแก่กรรม) หรือถูกถอนอำนาจปกครอง หรือ
– ผู้แทนโดยชอบธรรมกรณีไม่มีบิดามารดา
๓.ผู้ที่เป็นบุตรบุญธรรมมีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป ต้องลงนามให้ความยินยอมในการเป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วย
๔.ผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรมและผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน เว้นแต่
– คู่สมรสไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ เช่น วิกลจริต หรือ
– ไปเสียจากภูมิลำเนาถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครได้ข่าวคราวเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปี
๕.การรับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นบุตรบุญธรรมตาม พ.ร.บ. การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. ๒๕๒๒ ผู้รับบุตรบุญธรรม ต้องยื่นคำขอพร้อมด้วยหนังสือแแสดงความยินยอมของผู้มีอำนาจให้ความยินยอมที่กล่าวไว้ในข้อ ๒ และ ๔ ข้างต้น ณ ที่
๑) ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมกรมประชาสงเคราะห์ กรณีที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร หรือ
๒) ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือประชาสงเคราะห์จังหวัด กรณีที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอื่น
อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณี จะให้ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม รับเด็กไปทดลองเลี้ยงดูด้วยตนเองเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๖ เดือน ก่อนอนุมัติให้ไปจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ยกเว้นกรณีผู้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือเป็นพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา หรือผู้ปกครองตามกฎหมายของผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม ไม่ต้องมีการทดลองเลี้ยงดูเด็กดังกล่าว
๖.ผู้เยาว์ที่เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอยู่แล้ว จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นในขณะอีกไม่ได้ เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรม ของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม
๗.พระภิกษุ จะจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมไม่ได้
หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
– บัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับบุตรบุญธรรม (และคู่สมรส ถ้ามี)
– บัตรประจำตัวประชาชนของผู้เป็นบุตรบุญธรรม ถ้ายังไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ให้แสดงสูติบัตรหรือสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านแทน กรณีผู้เป็นบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส ต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรสไปแสดงด้วย
– บัตรประจำตัวประชาชนของบิดา และมารดา บิดาหรือมารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรม กรณีไม่มีบิดาและมารดา
– หนังสืออนุมัติให้จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมจากกรมประชาสงเคราะห์ หรือองค์การสวัสดิภาพเด็กที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด
ค่าธรรมเนียม
– การจดทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ
สถานที่ติดต่อ
– กรมประชาสงเคราะห์ หรือองค์การสวัสดิภาพเด็กที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อได้รับหนังสืออนุญาตจากหน่วยงานดังกล่าวแล้วให้นำไปติดต่องานปกครองสำนักงานเขตที่ผู้รับบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนาอยู่
ขั้นตอนในการติดต่อขอจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
– ผู้รับบุตรบุญธรรมยื่นคำร้องพร้อมด้วยหลักฐานที่ต้องนำมาแสดง
– ผู้รับบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมที่มีอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป บิดาและมารดา บิดาหรือมารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรม คู่สมรส (ถ้ามี) ไปแสดงตนต่อหน้านายทะเบียนเพื่อลงนามในเอกสารการจดทะเบียนการแสดงความยินยอมของบิดามารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรม หรือของคู่สมรสนั้นให้แสดงตามแบบ คร.๑๓ ด้านหลัง และให้นายทะเบียนบันทึกไว้ในหน้าบันทึกของทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมแสดงถึงความยินยอมนั้นด้วย
– นายทะเบียน ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและหลักเกณฑ์ต่างๆ เมื่อเห็นว่าถูกต้องครบถ้วนก็จะจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้ตามคำร้อง
ข้อควรทราบ
– การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ไม่มีใบสำคัญออกให้ ถ้าต้องการหลักฐานให้ยื่นคำร้องขอคัดสำเนาทะเบียนฯ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ ๑๐ บาท
– ผู้รับบุตรบุญธรรม มีอำนาจปกครองให้ความอุปการะเลี้ยงดูเสมือนเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย
– บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองบุตร
– ผู้เป็นบุตรบุญธรรม มีสิทธิใช้ชื่อสกุลและรับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรม แต่ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้เป็นบุตรบุญธรรม
– เมื่อการรับบุตรบุญธรรมเลิกแล้ว บุตรบุญธรรมย่อมกลับคืนไปอยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดาเดิม
ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]  หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง

ชอบ + 52   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Fri 26 April 13 , 23:23


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 12

เสพยาบ้า เสพยาบ้าขับรถ ขับรถเสพยาบ้า เสพยาบ้าประกันตัวเท่าไร ขับรถเสพยาบ้าประกันตัวเท่าไร
ในกรณีถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( เมทแอมเฟตามีน , ยาบ้า ) โดยผิดกฎหมาย  นั้น  ในชั้น สถานีตำรวจ  ทาง พนักงานสอบสวนหรือหัวหน้าสถานี จะไม่ให้ประกันในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนะครับ ซึ่งเป็นนโยบาย   เพราะฉะนั้น หลังจากที่ ผู้ถูกจับ ถูกจับกุม ก็จะต้องถูกควบคุมตัว ภายใน 48 ชั่วโมง ( กรณีอายุมากกว่า 18 ปี ) และพนักงานสอบสวนจะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูผู้ถูกจับ    ขั้นตอนการประกันตัวก็มีดังนี้ครับ
- เนื่องจาก ตัวผู้ต้องหา ถูกควบคุมอยู่ ก็ให้ ทางญาติ ติดต่อกับสำนักงานคุมประพฤติก่อน เพื่อติดต่อขอประกันตัว  ( ในระหว่างที่ พนักงานสอบสวนหรือตำรวจ ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูสมรรถภาพผุ้ติดยาเสพติดฯ ผู้ต้องหา ต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งให้ฟื้นฟูผู้ต้องหา หรือผู้ถูกจับ)
- หลักทรัพย์ ก็คือเงินสดประมาณ  10,000  บาท สำหรับการประกันตัว( หรือเอาไปเผื่อมากกว่านั้นนิดหน่อย )
- ในการวินิจฉัยทางกฎหมาย ผู้เสพยาเสพติด  ให้ถือว่า เป็นผู้ที่ได้รับความเจ็บป่วยทางกายและทางใจ
ส่วนอีกกรณีหนึ่ง เป็นกรณีที่ เป็นผู้เสพยาเสพติด (ยาบ้า)แล้ว
ไปขับขี่ยานพาหนะ ไม่ว่าชนิดใดๆ ก็ตาม
ก็จะถูกดำเนินคดี ในความผิดฐาน ” เป็นผู้ขับขี่ยานพาหนะเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( เมทแอมเฟตามีน , ยาบ้า ) โดยผิดกฎหมาย
แต่กฏหมาย.. ก็แปลกๆ
กรณีเสพ  ไม่ให้ประกันในชั้น  สถานีตำรวจครับ
แต่เสพขับ  กลับให้ประกันในชั้น สถานีตำรวจ  เนื่องจาก มีเรื่องของการขับขี่ยานพาหนะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
วงเงินประกัน ไม่เกิน 30,000 บาท
สำหรับการตัดสิน ทางคดีก็อยู่ที่ศาลครับ
พิจารณาจากเกณฑ์ ยานพาหนะที่ใช้ขับขี่ขณะเสพ
เช่น   เสพแล้วขับรถจักรยานยนต์ แล้วขับในตรอกซอกซอยที่ไม่ค่อยมีรถสัญจรไปมา โทษก็ต้องเบากว่า   เสพแล้วขับรถโดยสารประจำทาง ซึ่งต้องรับผิดชอบชีวิต ของผู้โดยสารที่นั่งโดยสารด้วย
ประการหลัง  ค่อนข้างแน่ใจ ว่าติดคุกแน่นอน , แถม อายัดใบขับขี่ด้วยครับ
เกณฑ์ การตัดสินว่าโทษเท่าใด  พิจารณาจาก ขนาดยานพาหนะ  และ ชนิดของยานพาหนะ
ส่วนใหญ่จะตัดสินปรับ และรอลงอาญาไว้ครับ
หากไม่สำนึกกัน และกระทำความผิด ซ้ำไป ซ้ำมา  … คุกแน่นอนนะครับ
เพราะฉะนั้นในเรื่องการเสพยาเสพติดประเภทที่1(ยาบ้า)ตามประมวลกฎหมาย ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10000 ถึง 60000 หรือทั้งจำทั้งปรับ (ถ้ามียาบ้าในครอบครองอีกอาจโดนโทษเพิ่มอีกครับ อันนี้เฉพาะข้อหาเสพนะ)
พระราชบัญญัติ จราจรทางบก

มาตรา ๔๓ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ
(๒) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น

มาตรา ๑๖๐ ตรี ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๒) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงหกปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสองหมื่นบาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าสองปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]  หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง

ชอบ + 48   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Sun 28 April 13 , 22:41


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 13

สัญญาหย่าไม่ได้กำหนดค่าเลี้ยงดูไว้สามารถฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้
มาตรา 1522  ถ้าสามีภริยาหย่าโดยความยินยอม ให้ทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่าสามีภริยาทั้งสองฝ่าย หรือสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด
 
ถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ ให้ศาลเป็นผู้กำหนด
 

มาตรา 1598/38  ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา หรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้นย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี
ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]  หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง 

ชอบ + 49   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 180.183.164.61     ตอบเมื่อ : Mon 29 April 13 , 23:00


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 14

 ที่ดินมือเปล่ากับที่ดินมีโฉนด

        ที่ดินมือเปล่า คือที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์อย่างหนึ่งอย่างใดใน 4 อย่างต่อไปนี้คือ ไม่มีโฉนดที่ดิน โฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว หรืออาจมีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินบางอย่าง เช่น ใบเหยียบย่ำ ตราจองที่เป็นใบอนุญาต สค.1 ใบจอง หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือใบไต่สวน และเจ้าของที่ดินจะมีเพียงสิทธิครอบครอง

        เจ้าของที่ดินมือเปล่าอาจสูญสิ้นสิทธิในที่ดินได้โดยการโอนที่ดินของตนให้ผู้อื่นหากเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โอนโดยการจดทะเบียนต่อนายอำเภอซึ่งที่ดินตั้งอยู่ หากเป็นที่ดิน สค.1โอนโดยการส่งมอบการครอบครอง ซึ่งใช้ยันกันได้ระหว่างเอกชนเท่านั้นจะใช้ยันต่อรัฐไม่ได้ หรือโดยการสละเจตนาครอบครอง เช่น เจ้าของที่ดินมือเปล่า สค.1 ทำหนังสือโอนขายกันเองเป็นการแสดงเจตนาว่าผู้ขายสละเจตนาครอบครองและไม่ยึดถือที่ดินนั้นต่อไป หรือไม่ยึดถือทรัพย์สินนั้นต่อไป การที่เจ้าของที่ดินมือเปล่าเลิกยึดถือที่ดินเป็นการแสดงเจตนาละทิ้ง เลิกครอบครองการซื้อขายที่ดินมือเปล่าโดยมิได้ทำสัญญา เมื่อผู้ซื้อได้ชำระราคา และผู้ขายสละสิทธิให้ผู้ซื้อเข้าครอบครองที่ดิน ที่ดินย่อมเป็นสิทธิของผู้ซื้อ

        หรืออาจสูญเสียสิทธิโดยการถูกแย่งการครอบครอง และเจ้าของที่ดินมือเปล่าไม่ฟ้องเรียกร้องคืนภายใน 1 ปีย่อมสูญสิ้นสิทธิไป การฟ้องเรียกคืนจะต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง เพราะกฎหมายถือว่าที่ดินมือเปล่า เจ้าของจะไม่มีกรรมสิทธิ์จะมีก็แต่เพียงสิทธิครอบครองระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง มิใช่นับตั้งแต่วันที่รู้ว่าถูกแย่งการครอบครอง การฟ้องเรียกคืนภายใน 1 ปี เป็นระยะเวลาสิ้นสุด มิใช่อายุความ ดังนั้นแม้จำเลยไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ศาลก็หยิบยกขึ้นพิจารณายกฟ้องโจทก์ก็ได้

        รวมถึงอาจสูญเสียสิทธิในที่ดินโดยการถูกเวนคืนให้ที่ดินตกเป็นของรัฐ หรือเจ้าของละทิ้ง เช่น ที่ดิน สค.1 ใบจองหากเจ้าของสละเจตนาครอบครอง การครอบครองย่อมสิ้นสุด ที่ดินตกเป็นของรัฐ สำหรับที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์หากทอดทิ้ง 5 ปีติดต่อกันที่ดินตกเป็นของรัฐประเภทที่รกร้างว่างเปล่า

        ส่วนที่ดินมีโฉนด เจ้าของมีกรรมสิทธิ์ กล่าวคือมีสิทธิใช้สอย จำหน่ายจ่ายโอน สิทธิได้ดอกผลและติดตามเอาคืน ที่ดินมีโฉนด อาจครอบครองปรปักษ์ได้ หากมีบุคคลอื่นเข้ามาครอบครองที่ดินมีโฉนดโดยสงบเปิดเผย และเจตนาอย่างเป็นเจ้าของติดต่อกัน 10 ปี บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์แต่ต้องไปขอให้ศาลสั่งว่าได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ และนำคำสั่งศาลไปจดทะเบียนประเภทได้มาโดยการครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ที่ดินมือเปล่า ถูกครอบครองปรปักษ์ไม่ได้.
ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]  หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง  

ชอบ + 44   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Fri 3 May 13 , 23:18


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 15

      ความชำรุดบกพร่อง
ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง คือ ความรับผิดของผู้ขายในกรณีที่ ทรัพย์สินชำรุดเสียหายจนเป็นเหตุให้เสื่อมราคา หรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติตามวิสัยของการใช้ทรัพย์หรือตามข้อกำหนดใน สัญญา 
               เช่น 
               1. นายชัยซื้อแหวนเพชรวงหนึ่งจากนายเพชรเป็น เงิน 100,000 บาท เพื่อนำไปหมั้นนางสาวสมศรี แต่เมื่อรับมอบแหวนเพชรมา แล้ว ปรากฏว่าเพชรมีรอยร้าว ซึ่งมองไม่เห็นมาแต่ต้น ถือว่ารอยร้าวของเพชร เป็นความชำรุดบกพร่องอันเป็นเหตุให้ทรัพย์เสื่อมราคา
               2.  นายพงษ์ซื้อหนังสือกฎหมายหนี้มาอ่าน แต่ปรากฏว่าหนังสือ ขาดหายไป 10 หน้า ถือว่าหน้าหนังสือที่ขาดหายไปเป็นความชำรุดบกพร่องอันเป็น เหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งหมายจะใช้เป็นปกติ
               3.  นายโฟมซื้อแจกันมาจากนายพัดใบหนึ่งราคา 5,000 บาท เพื่อ นำออกแสดงในงานประกวดโบราณวัตถุ ปรากฏว่าเมื่อรับมอบมาแล้ว นายโฟมจึงเห็น รอยร้าวเล็กน้อยในลายของแจกัน แจกันใบนี้หากนำไปใช้ปักดอกไม้คงไม่ เป็นไร แต่เมื่อคู่สัญญาทราบแล้วว่าจะซื้อมาแสดงเป็นแจกันโบราณลายงาม ไร้ ตำหนิ เช่นนี้ถือว่าเป็นความชำรุดบกพร่องอันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสม แก่ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา 
               ทรัพย์สินบางประเภทมิได้ชำรุดบกพร่องโดยแตกหักร้าวหรือบุบ เท่านั้น แต่อาจชำรุดบกพร่องในลักษณะอื่นก็ได้ เช่น เน่า บูด เปื่อยยุ่ย 
               ความชำรุดบกพร่องจะแตกต่างกับขาดตกบกพร่อง เพราะชำรุด บกพร่องเป็นเรื่องที่เกิดกับตัวทรัพย์ โดยทรัพย์นั้นชำรุดเสีย หาย เช่น แตก ร้าว บิ่น เสื่อมคุณภาพ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องของคุณภาพโดย ตรง ส่วนการขาดตกบกพร่องนั้นเป็นเรื่องที่เกิดจากการที่ผู้ขายส่งมอบ ทรัพย์สินน้อยกว่ากำหนด ซึ่งเป็นเรื่องปริมาณ  เช่น ซื้อแจกัน 10 ใบ ส่งมอบ ให้ 5 ใบ และไม่อาจหามาส่งให้ครบ 10 ใบได้ เป็นการส่งมอบขาดตกบกพร่อง แต่ ถ้าซื้อแจกันลายคราม 1 ใบ ส่งมอบแบบแตกร้าวมาให้ ถือว่าเป็นกรณีทรัพย์สิน ชำรุดบกพร่อง
               ตามป.พ.พ. มาตรา 472  บัญญัติถึงความรับผิดของผู้ขายกรณีส่ง มอบทรัพย์สินชำรุดบกพร่องไว้ว่า “ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุด บกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่า ผู้ขายต้องรับผิด
               ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่” 
ดังนั้น ผู้ขายต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องดังต่อไปนี้
               1. ความชำรุดบกพร่องนั้นต้องถึงขนาดให้ทรัพย์ที่ซื้อขายนั้น เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ตามปกติหรือแก่ประโยชน์ที่มุ่ง หมายตามสัญญา ถ้าไม่ถึงขนาดดังกล่าว ผู้ขายก็ไม่ต้องรับผิด เช่น ซื้อดอกไม้ มาช่อหนึ่ง ปรากฏว่าช้ำไปหนึ่งดอก หรือซื้อรถยนต์มาหนึ่งคัน แต่สีถลอกไปนิด หนึ่ง 
ดังนี้ไม่ถือเป็นความชำรุดบกพร่องตามป.พ.พ. มาตรา 472 นี้
               2. ความชำรุดบกพร่องนี้จะต้องเกิดขึ้นก่อนหรืออย่างน้อยที่ สุดมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขาย ซึ่งผู้ซื้อไม่รู้ถึงความชำรุดบกพร่อง นั้น ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตก เป็นของผู้ซื้อแล้ว ต้องพิจารณาเรื่องบาปเคราะห์ตามป.พ.พ. มาตรา 370 ต่อ ไป ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน 
     เช่น 
               นายแมวซื้อแจกันลายครามจากนายบอย  นายแมวรับมอบแจกันแล้วจึง สังเกตเห็นรอยร้าวในลายของแจกันใบนั้น เป็นความชำรุดบกพร่องที่นายบอย ต้อง รับผิด
               นายแมวซื้อแจกันลายครามจากนายบอย  ชำระเงินแล้ว แต่ยังไม่ ได้มารับของ ต่อมานางน้องทำแจกัญกระทบกับขอบตู้ทำให้แจกัญร้าว เป็นกรณีกรรม สิทธิ์ตกเป็นของผู้ซื้อแล้ว บาปเคราะห์ตกอยู่กับผู้ซื้อ ต้องไปไล่เบี้ยเอา กับผู้ทำความเสียหายเอง
               3. ความชำรุดบกพร่องนี้ ผู้ขายจะต้องรับผิดไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ถึงความชำรุดบกพร่องก็ตาม 
เช่น นางโบว์ซื้อทุเรียนจากนางขวัญแม่ค้าขายทุเรียน เมื่อกลับไปถึงบ้าน ฉีก ทุเรียนจึงทราบว่าทุเรียนเน่า นางโบว์แม่ค้าขายทุเรียนต้องรับผิดชอบจะอ้าง ว่าตนไม่ได้ตรวจดูจึงไม่รู้ถึงความชำรุดนั้นหาได้ไม่
                ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องเป็นเรื่องคุณสมบัติของทรัพย์ที่ซื้อขายไม่ ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา ไม่ทำให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆียะ เพียงแต่ว่าผู้ขาย ต้องรับผิด จึงต่างกับเรื่องความสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์อันทำให้ นิติกรรมตกเป็นโมฆียะ
                เช่น ต้องการซื้อเรือนไม้ เข้าใจว่าเป็นไม้สักทั้งหลัง แต่จริงๆเป็นไม้สัก แค่เฉพาะบางส่วน  ส่วนใหญ่เป็นไม้ตะแบก เช่นนี้เป็นเรื่องความสำคัญผิดใน คุณสมบัติของทรัพย์อันทำในิติกรรมตกเป็นโมฆียะ

ชอบ + 48   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Tue 7 May 13 , 19:54


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 16

" เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนต้องทำอย่างไร "

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าเราจะเป็นคนขับ ผู้โดยสารหรือผู้เห็นเหตุการณ์ เราควรปฎิบัติอย่างไร

1. ถ้าเป็นผู้เห็นเหตุการณ์
ควรเข้าช่วยเหลือคนป่วยเจ็บตามสมควร และเราจะต้องแสดงตัวเป็นพลเมืองดี โดยยินดีที่จะเป็นพยานในคดีให้ สมมุติว่าเราเห็นรถคันหนึ่งชนคนแล้วหนี สิ่งที่เราควรช่วยหลือจับกุมคนที่ทำผิดได้ก็คือ พยายามจดทะเบียนรถ ชื่อยี่ห้อ สีรถที่ชนไว้ได้แล้วรีบแจ้งให้ตำรวจทราบเพื่อติดตามจับกุมต่อไป มีพลเมืองดีบางท่านถึงกับขับรถตามจับคนขับ ที่ชน คนแล้วหนีได้ คนประเภทนี้ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดีมีประโยชน์ต่อสังคม

2. ถ้าท่านเป็นคนเจ็บเพราะรถชน
ท่านจะต้องปฏิบัติเช่นเดียกับข้อ 1. สิ่งแรกคือท่านจะต้องขอร้องให้คนอื่น หรือตำรวจนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ที่สุดเพื่อช่วยชีวิตเขาไว้ก่อน ส่วนเรื่องคดีนั้นเอาไว้พิจารณาภายหลัง แต่ถ้าเจ็บเล็กน้อยพอยอมความได้ก็ยอมเสีย เพื่อมิให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ แต่จะต้อง พยายามขอชื่อหรือจำทะเบียนรถคันที่ชนเราไว้ให้ได้ เพราะถ้าหากผู้ขับขี่เบี้ยวเราภายหลัง เราจะได้จัดการเรียกค่าเสียหายได้ตามกฎหมาย มิฉะนั้นแล้วจะไม่รู้ว่าจะไปฟ้องร้องเขาจากใคร ที่ไหน

3. ถ้าท่านเป็นคนขับ
ถ้าท่านเป็นคนขับรถชนกัน สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ อย่าหนีเป็นอันขาด เพราะความผิดฐานขับรถประมาทนั้น ไม่ใช่ เรื่องเจตนา ผู้กระทำผิดไม่ใช่อาชญากร โทษก็ไม่มากมายอะไร ควรจะอยู่เพื่อต่อสู้กับความจริง มิฉะนั้นท่านจะต้องหลบหนี นานถึง 15 ปี ถ้าท่านขับรถชนคนตาย แต่ถ้าท่านมอบตัวสู้คดี บางทีท่านก็ไม่มีความผิด หรือมีความผิดศาลก็ปรานีลดโทษให้ ถ้าท่านเป็นคนดีมีน้ำใจ

หน้าที่ของคนขับรถเมื่อเกิดรถชนกันนั้น กฎหมายกำหนดไว้ดังนี้

    ต้องหยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร เช่น ขับรถชนคนก็ต้องหยุดรถ ช่วยเหลือคนที่ถูกชน นำส่งโรงพยาบาลเท่าที่จะทำได้

    ต้องไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที คือต้องรีบไปแจ้งตำรวจที่ใกล้เคียงทันที แต่ต้องบอกตำรวจด้วยว่าเราเป็นคนขับรถอะไร

    แจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่หมายเลขทะเบียนรถ แก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย

    ถ้าผู้ขับขี่หลบหนีหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กฎหมายให้สันนิฐานว่าเป็นผู้กระทำผิด และตำรวจมีอำนาจยึดรถที่ขับไว้จนกว่าจะได้ตัวผู้ขับขี่หรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

    ถ้าคนขับคนใดไม่ปฏิบัติตามข้อ ( 1), (2) และ (3) แล้วจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่ถ้าคนที่ถูกชนบาดเจ็บสาหัสหรือตาย ต้องจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท

4. ถ้ารถท่านมีประกันท่านตัองรีบติดต่อกับบริษัทประกันของท่านทันที
เพราะบริษัทประกันเขาจะมีเจ้าหน้าที่มาตามที่เกิดเหตุ พร้อมทำแผนที่เกิดเหตุไว้พร้อมมูลเพื่อเอาไว้ต่อสู้คดี

5. ถ้ามีกล้องถ่ายรูปหรือหากล้องถ่ายรูปใกล้ที่เกิดเหตุได้ต้องรีบถ่ายรูปรถ และที่เกิดเหตุไว้ให้พร้อม
เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานการต่อสู้คดีต่อไป และหากมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ้งหรือมูลนิธิร่วมกตัญญูถ่ายภาพศพหรือที่เกิดเหตุไว้ ก็ให้ติดต่อขอภาพที่ถ่ายเก็บไว้ให้ได้ เพราะจะเป็นประโยชน์แก่รูปคดีในภายหลัง

6. ควรช่วยเหลือคนเจ็บหรือค่าทำศพของผู้เสียชีวิต
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ คนขับรถ มักไม่ค่อยเห็นประโยชน์ ของการช่วยเหลือเหล่านี้ ความจริงเมื่อเราขับรถชน คนตาย บาดเจ็บ หรือการขับรถโดยประมาทนั้น เรามีความผิดทั้งทางกฎหมายแพ่ง และอาญา

    ทางอาญา เราอาจจะต้องรับโทษติดคุกติดตะราง

    ทางแพ่ง เราจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย ค่าบาดเจ็บ ค่าทำศพให้กับเขาอีก คือติดคุกแล้วยังจะต้องเสียเงินให้กับ ฝ่ายคนเจ็บ คนตายเขาอีก ทีนี้ถ้าหากเราช่วยเหลือคนเจ็บ หรือใช้ค่าทำศพคนตายแล้ว มีผลดียังไง ตอบได้ว่า มีผลดีมาก ยกตัวอย่าง เช่น
    - เราขับรถชนคนบาดเจ็บไปโรงพยาบาล ต่อมาอัยการฟ้องเราต่อศาล เราก็แถลงต่อศาลว่าเราช่วยเหลือคนเจ็บ ส่งโรงพยาบาล ส่วนมาก ศาลจะเห็นว่า เราเป็นคนดีมีน้ำใจ ศาลก็อาจจะรออาญาให้เราโดยไม่จำคุกเรา แต่ถ้าเราชนแล้วหนี ส่วนมาก ศาลมักจะจำคุกเราเลย เพราะเห็นว่าเราเป็นคนแล้งน้ำใจ
    - การตกลงใช้ค่าเสียหายให้คนเจ็บก็มีประโยชน์มากยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราไม่พยายามตกลงใช้ค่าเสียหายให้กับคนเจ็บ ตำรวจเขาจะมีระเบียบไว้ว่า ไม่ให้คืนรถของกลางให้แก่ผู้ต้องหา จนกว่า ผู้ต้องหา จะพยายาม ตกลงกับฝ่ายผู้เสียหาย และถ้าหาก เราชดใช้ค่าเสียหาย จ่ายค่าทำศพให้เขา คดีแพ่งก็ระงับ เพราะถือว่า ยอมความคดีแพ่งกันแล้ว จะฟ้องเรียกค่าเสียหายเราในทางแพ่งไม่ได้อีกแล้ว และถ้าเราถูกฟ้อง คดีอาญาต่อศาล ผู้เสียหาย จะมาแถลงต่อศาลว่า เราได้ชดใช้ค่าเสียหายให้เขาแล้ว ส่วนมากแล้ว ศาลจะปรานีจำเลย โดยตัดสินให้รออาญาแก่จำเลย เห็นหรือยังว่า การช่วยเหลือคนเจ็บ และการมีน้ำใจนั้นดีอย่างไร

ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]  หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง  


ชอบ + 41   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Sat 11 May 13 , 13:06


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 17


อายุความฟ้องคดีมรดก

    อายุความฟ้องคดีมรดก

    ก่อนหน้านี้เคยนำเสนอเรื่อง " ทรัพย์มรดกตกทอดอย่างไร" ให้อ่านกันไปแล้ว ทีนี้พอท่านโชคดีมีวาสนาเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกไม่ว่าจะในฐานะทายาทโดยธรรม คือ คู่สมรส หรือลูกๆของเจ้ามรดก หรือในฐานะผู้รับพินัยกรรมซึ่งอาจเป็นบุคคลใดก็ได้ ถ้าแบ่งปันทรัพย์มรดกกันลงตัวด้วยดีก็ดีไป แต่ถ้ามีข้อโต้แย้งแย่งชิงมรดกกันขึ้น ท่านจะต้องทราบด้วยว่ามีเงื่อนไขสำคัญของกฎหมายเรื่องกำหนดระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตาม คือ "อายุความฟ้องคดีมรดก"

    มาทำความเข้าใจในเบื้องต้นกันก่อนว่า "คดีมรดก" หมายถึง คดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในการรับมรดกด้วยกันตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรม หรือคดีที่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกถูกฟ้องในฐานะทายาท ให้รับผิดชอบหนี้ที่ผู้ตายเป็นหนี้อยู่

    เราสามารถแยกกำหนดอายุความมรดกได้ดังนี้ คือ

        1.อายุความฟ้องคดีมรดก ผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมายหรือทายาทโดยธรรม คือ พ่อแม่, คู่สมรส,บุตรของผู้ตาย ต้องฟ้องคดีมรดกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่มิให้ฟ้องเกิน 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย

        2.อายุความสิทธิเรียกร้องตามข้อกำหนดพินัยกรรม ผู้ฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งอาจเป็นบุคคลใดๆ ก็ได้ที่ผู้ตายยกมรดกให้ต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่ผู้รับพินัยกรรมได้รู้หรือควรรู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรม แต่มิให้ฟ้องเกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตาย

    อายุความฟ้องคดีเรียกร้องมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรม ให้เริ่มนับตั้งแต่ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงสิทธิที่ผู้รับพินัยกรรมมีอยู่ตามพินัยกรรม เพราะกฎหมายบัญญัติว่า " สิทธิและหน้าที่ใดๆ อันเกิดขึ้นตามพินัยกรรมให้มีผลบังคับเรียกร้องกันได้ตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมตายเป็นต้นไป" ถ้าเขายังไม่ตายทรัพย์สินของเขาก็ยังมิใช่ทรัพย์มรดกที่จะตกทอดให้ใครๆได้

    แต่มีกรณียกเว้น คือ ถ้าผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย หรือตามข้อกำหนดพินัยกรรม หากเป็นกรณีที่ผู้นั้นครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังไม่ได้แบ่ง แล้วฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดก ก็สามารถฟ้องได้แม้จะเกิน 1 ปีแล้วก็ตาม ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องฟ้องภายใน 1 ปี อายุความมรดก 1 ปี อยู่ภายใต้บังคับว่า "ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี แล้วก็ดี " ดังนั้น สำหรับทายาทคนที่ครองครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันนั้น แม้ฟ้องขอแบ่งมรดกเมื่อกำหนดอายุความมรดกกี่สิบปีก็ตามก็ฟ้องขอแบ่งได้ ไม่ขาดอายุความมรดก 1 ปี

    เมื่อทายาทคนใดฟ้องเรียกร้องส่วนแบ่งมรดกเกินหนึ่งปี นับแต่ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และทายาทผู้นั้นไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้น เมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปีไม่ได้ และถ้าทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในทรัพย์นั้นยกอายุความตาม 1 ปี ขึ้นต่อสู้ คดีย่อมขาดอายุความ ศาลจะพิพากษายกฟ้อง ส่วนทายาทที่ครองครองมรดกเกินกำหนดอายุความ ถือว่ามีสิทธิในทรัพย์มรดกที่ตนครอบครอง มีอำนาจในฐานนะเจ้าของกรรมสิทธิ์

        3.อายุความสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้กองมรดก เจ้าหนี้ของผู้ตายจะต้องฟ้องเรียกร้องสิทธิภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ไม่ให้เกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตาย

    สำหรับเจ้าหนี้ผู้ตายนั้น นอกจากเจ้าหนี้โดยทั่วไปแล้ว ยังมีเจ้าหนี้ประเภทที่ผู้ตายนำทรัพย์ไปเป็นประกัน เช่น เจ้าหนี้จำนอง เจ้าหนี้จำนำ เจ้าหนี้ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง กฎหมายบัญญัติว่า "ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงหรือผู้ทรงสิทธิบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้อันตนได้ยึดถือไว้ ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ หรือที่ได้ยึดถือไว้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม ฯลฯ ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" ดังนั้น แม้เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงหรือเจ้าหนี้บุริมสิทธิ ซึ่งอาจมีอายุความในการบังคับเอาแก่ตัวทรัพย์นั้นยาวกว่า 1 ปี ก็ต้องฟ้องภายใน 1 ปี มิฉะนั้นคดีขาดอายุความ

        4.อายุความ 10 ปี อย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่ว่าข้างต้นนั้น มิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย กล่าวคือ ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในกองมรดกที่ไม่รู้หรือไม่ควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดกก็ดี ผู้รับพินัยกรรมที่ไม่รู้หรือไม่ควรรู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรมก็ดี หรือเจ้าหนี้กองมรดกไม่รู้หรือไม่ควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดกก็ดี ซึ่งอาจฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่มารู้ถึงความตายของเจ้ามรดกหรือสิทธิตามพินัยกรรมในภายหลังได้ แต่จะอ้างความไม่รู้ดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับตั้งแต่เจ้ามรดกตายไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะต้องมีการฟ้องร้องกันไม่สิ้นสุด

        5.สิทธิยกอายุความ 1 ปี ขึ้นต่อสู้ ใครบ้างที่มีสิทธิยกอายุความ 1 ปีขึ้นต่อสู้ กฎหมายกำหนดบุคคล 3 ประเภทซึ่งมีสิทธิยกอายุความ 1 ปีขึ้นต่อสู้ไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นทายาท (ทายาทโดยธรรม , ผู้รับพินัยกรรม) หรือคนที่มีสิทธิที่จะใช้สิทธิของทายาท หรือโดยผู้จัดการมรดก ดังนั้น บุคคลอื่นที่มิใช่ทายาทหรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาทหรือผู้จัดการมรดกจะยกเอาอายุความมรดก 1 ปีนี้เป็นข้อต่อสู้ไม่ได้ 

    คำว่า "บุคคลอื่น" หมายถึงใครบ้าง ขอยกตัวอย่างผู้ที่ไม่มีสิทธิยกอายุความ 1 ปีขึ้นเป็นข้อต่อสู้ เช่น

        คนตายทำพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดให้คนอื่นแต่ผู้เดียว ทายาทโดยธรรมจึงถูกตัดมิให้รับมรดกแล้ว ดังนั้น ทายาทโดยธรรมจึงไม่อยู่ในฐานะที่เป็นทายาท จะอ้างอายุความ 1 ปีมาใช้ต่อสู้ผู้รับพินัยกรรมไม่ได้
        ทายาทฟ้องขอเพิกถอนผู้จัดการมรดกและเรียกทรัพย์มรดกคืน ผู้จัดการมรดกจะยกอายุความ 1 ปีขึ้นต่อสู้ไม่ได้
        ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากทายาทที่ปิดบังมรดกไว้ ทายาทที่ปิดบังจะยกอายุความ 1 ปีมาใช้ไม่ได้ เพราะเป็นฝ่ายผิดและตนย่อมถูกตัดสิทธิมิให้รับมรดกแล้ว จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะยกอายุความมาตัดสิทธิทายาทคนอื่นๆ
        ทายาทลำดับหลังไม่มีสิทธิได้รับมรดกเพราะยังมีตัวทายาทลำดับเหนือกว่าอยู่ เช่น น้องของผู้ตายจะยกอายุความมรดกมาต่อสู้บุตรของผู้ตายซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกและเป็นทายาทลำดับเหนือกว่าไม่ได้
        ภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมิได้เป็นทายาทโดยธรรม ไม่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ 

ชอบ + 39   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Sun 12 May 13 , 12:34


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 18

   การถอนคืนการให้
เรื่องการถอนคืนการให้ กฎหมายได้บัญญัติหลักเกณฑ์การถอนคืนการให้ไว้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 531 คือ อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดั่งจะกล่าวต่อไปนี้
               (1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ
               (2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ
               (3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้”
               การให้ไม่ใช่ว่าเกิดเหตุตามมาตรา 531 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผู้ให้จะถอนคืนการให้ได้เสมอไป กฎหมายยังบัญญัติเรื่องที่จะถอนคืนการให้ เพราะเหตุเนรคุณไม่ได้ไว้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 535 อีกคือ การให้อันจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าจะถอนคืนเพราะเหตุเนรคุณไม่ได้คือ
               (1) ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้
               (2) ให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน
               (3) ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา
               (4) ให้ในการสมรส

นอกจากนั้นการถอนคืนการให้ไม่ใช่ว่าจะถอนคืนการให้กันได้ตลอดเวลา จึงมีเรื่อง      อายุความ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งกฏหมายได้มีบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ.มาตรา 533 ว่า "เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้นแล้วก็ดี หรือเมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้วหกเดือนนับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้นก็ดี ท่านว่าหาอาจจะถอนคืนการให้ได้ไม่
               อนึ่ง ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสิบปี ภายหลังเหตุการณ์เช่นว่านั้น"
               สรุปก็คือ อายุความเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณมี 2 กรณีคือ 
               (1) ภายในหกเดือนนับแต่ผู้ให้ได้รู้ถึงเหตุประพฤติเนรคุณนั้น
               (2) ภายในสิบปีนับแต่เกิดเหตุประพฤติเนรคุณ 

ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]  หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง

ชอบ + 44   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Wed 15 May 13 , 11:42


  น้ำ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 19

คะคือนู๋อยากถามว่าถ้าเราต้องการจะเรียกค่าสินไหนหรือค่าเลี้ยงดูทดแทนที่เสียเวลาอยู่กันมาจากฝ่ายชายที่เค้าได้มาคบหาเราแต่ไม่ได้แต่งหรือจดทะเบียนกันและก็มีลูกด้วยกันแล้วลูกได้เสียในวันที่คลอดแต่ฝ่ายชายก็มีภรรยาอยู่แล้วส่วนนู๋ต้องการเลิกกับฝ่ายชายเพราะเค้าไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูเลยจะไหมเรียกค่าเลี้ยงดูได้มัยคะ

ชอบ + 41   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 10.95.7.74     ตอบเมื่อ : Thu 16 May 13 , 02:46


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 20

ความคิดเห็นคุณ น้ำ : ตอบเมื่อ Thu 16 May 13 , 02:46
คะคือนู๋อยากถามว่าถ้าเราต้องการจะเรียกค่าสินไหนหรือค่าเลี้ยงดูทดแทนที่เสียเวลาอยู่กันมาจากฝ่ายชายที่เค้าได้มาคบหาเราแต่ไม่ได้แต่งหรือจดทะเบียนกันและก็มีลูกด้วยกันแล้วลูกได้เสียในวันที่คลอดแต่ฝ่ายชายก็มีภรรยาอยู่แล้วส่วนนู๋ต้องการเลิกกับฝ่ายชายเพราะเค้าไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูเลยจะไหมเรียกค่าเลี้ยงดูได้มัยคะ
     ชีวิตคุณ น่าเห็นใจมากครับ แต่การได้สิทธิ์ตามกฎหมายก็ต้องทำถูกต้องตามกฎหมายด้วยครับ สามีภริยา ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องจากอีกฝ่ายได้ตามกฎหมายเลยละครับ 
    สามีภริยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ที่จะมีสิทธิ์เรียกค่าเลี้ยงดูนะครับ 
    และถ้าภริยาเขารู้ว่าคุณเป็นผู้หญิงที่มายุ่งกับสามีที่จดทะเบียนสมรสของเขา คุณอาจจะถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนจากภริยาเขา อีกด้วยครับ 
    ถ้าคุณตัดสินใจเลิกก็น่าจะเหมาะที่สุดครับ 

ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]  หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง

ชอบ + 38   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Thu 16 May 13 , 18:25


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 21

เหตุเกิดที่สี่แยก
2689/2530 สี่แยกที่เกิดเหตุไม่มีสัญญาณไฟจราจร และรถของจำเลยกับรถ ของ ป. แล่นมาคนละทางแล้วชนกันตรงบริเวณสี่แยก ปรากฏว่ารถ ของ ป. แล่นมาถึงสี่แยกก่อน จำเลยจึงจะต้องหยุดหรือชะลอ รถของจำเลยแล้วปล่อยให้รถของ ป.ผ่านไปก่อน แต่จำเลยกลับ ขับรถต่อไปจนเกิดเหตุชนกันขึ้น ดังนี้ ถือว่าจำเลยเป็น ฝ่ายขับรถโดยประมาท 
ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]  หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง 

ชอบ + 40   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Fri 17 May 13 , 14:49


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 22

  ฟ้องชู้เรียกค่าทดแทน ฟ้องค่าเลี้ยงชีพ ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร ได้โดยไม่ต้องฟ้องหย่า
ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสองและมาตรา 1598/38 เป็นบทบัญญัติให้ความคุ้มครองแก่สามีหรือภริยาโดยให้ฝ่ายที่มีฐานะดีช่วย เหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถ ถ้าฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่า ก็ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ในเมื่ออีกฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการเลี้ยงดูตามอัตภาพมิใช่เป็นสิทธิ เรียกร้องที่เกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่า

ชอบ + 80   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Wed 22 May 13 , 01:49


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 23

    หลักเกณฑ์การรับบุตรบุญธรรม
           1.1 ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
           1.2 ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ความยินยอมด้วยตนเอง
           1.3 กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์
                    - ต้องได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดา กรณีที่มีทั้งบิดาและมารดา
                    - กรณีที่มารดาหรือบิดาตาย จะต้องได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดาคนใดคนหนึ่ง
                    - กรณีบิดามารดาถูกถอนอำนาจปกครอง ต้องมีผู้ปกครองให้ความยินยอมแทน
           1.4 กรณีไม่มีผู้ให้ความยินยอม ผู้แทนโดยชอบธรรมหรืออัยการจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้
           1.5 กรณีผู้เยาว์ถูกทอดทิ้ง และอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ให้ผู้แทนสถานสงเคราะห์เป็นผู้ให้ความยินยอมแทนบิดามารดา
           1.6 ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน ในกรณีที่คู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอมได้ หรือไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปีต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้น
           1.7 ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม

2. การจะรับเด็กที่ปัจจุบันมีอายุ 12 ปี เป็นบุตรบุญธรรมก็สามารถดำเนินการได้โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ข้างต้น

ชอบ + 45   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Sat 25 May 13 , 17:31


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 24

     การใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืน เรื่อง กรรมสิทธิ์รวม
ช. ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทแก่ อ. เมื่อ ช. ตายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของ อ. ต่อมา อ. ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งห้า เมื่อ อ. ตาย ที่ดินพิพาทจึงตกแก่โจทก์ทั้งห้า แม้ศาลจะมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. จำเลยที่ ๑ เพียงแต่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของ ช. แทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทแก่ทายาททุกคนเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทที่ตกเป็นของโจทก์ทั้งห้าไปขายให้บุคคลใด โดยทายาทผู้ได้รับมรดกไม่ยินยอม จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยที่ ๒ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งห้า ส่วนจำเลยที่ ๒ แม้จะซื้อที่ดินโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ ๒ ก็มิได้กรรมสิทธิ์ ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทคืน จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๖ กรณีไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนกลฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗ เพราะการที่จะเป็นเรื่องการเพิกถอนกลฉ้อฉลได้นั้น จำเลยที่ ๑ ผู้โอนต้องมีสิทธิโอนอยู่แล้ว และการโอนทำให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ โดนขายที่ดินของโจทก์ทั้งห้าให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยไม่มีสิทธิ และจำเลยที่ ๒ รับซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่มีสิทธิขาย  แล้วแม้จำเลยที่ ๒ จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ ๒ ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามหลักว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

ชอบ + 48   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Tue 28 May 13 , 11:31


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 25

     ความลับที่ประกันภัยไม่ยอมบอกคุณ แต่..คุณต้องรู้..

    10 เรื่อง "ต้อง" รู้เกี่ยวกับประกันภัย

          1. กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์จะมีผลทันทีที่ผู้เอาประกันชำระเบี้ยประกันภัยให้กับบริษัท (รวมไปถึงนายหน้าผู้เอาประกันด้วย) ดังนั้นแม้การซื้อผ่านนายหน้าถ้ามีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบมิได้

          2. ในกรณีที่รถคุณเสียหายอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถซ่อมกลับคืนได้ บริษัทต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันเต็มทุนประกัน และรถคันนั้นจะตกเป็นทรัพย์สินของบริษัทประกันภัย

          3. ค่าแอกเซ็ปต์ หรือค่าใช้จ่ายส่วนแรกนั้น ในกรณีไม่มีคู่กรณีจะจ่ายเพียง 1,000 บาท เท่านั้น แต่ถ้าคนอื่นขับไปทำให้เกิดความเสียหาย ต้องจ่าย 6,000 บาท

          4. ค่าอะไหล่ที่เกิดจากการซ่อม ผู้เอาประกันสามารถเรียกร้องเป็นเงินตามราคาประเมินเพื่อนำไปจัดหาเองได้ ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าจะได้อะไหล่แท้หรือไม่

          5. หากภายในรถของคุณมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับระบบก๊าซ NGV หรือ LPG เจ้าของรถมีหน้าที่ต้องแจ้งให้บริษัททราบ เพราะหากเกิดเหตุและรถคันเอาประกันเป็นฝ่ายผิด ความคุ้มครองที่จะได้รับจากการประกันอาจไม่สมบูรณ์

          6. หากคุณขับรถชนกับรถคู่กรณีที่ไม่มีประกันภัยและรถของท่านเป็น "ฝ่ายถูก" คุณควรตรวจสอบไปที่บริษัทประกันภัยว่าตามรายงานอุบัติเหตุนั้น รถของคุณเป็นฝ่ายถูกจริงเหรอ ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์

          7. การดูแลขนย้ายรถที่เสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุเพื่อไปซ่อมที่อู่เป็นหน้าที่ของบริษัท แม้ว่าจะต้องย้ายรถไปโรงพักหรือที่ใดก็ตามตั้งแต่หลังเกิดเหตุจนกระทั่งซ่อมเสร็จ บริษัทประกันภัยจะต้องรับภาระส่วนนี้ แต่ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าซ่อม

          8. ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน และคุณไม่แน่ใจว่าเป็นฝ่ายถูกหรือผิด คุณไม่จำเป็นต้องเซ็นรับผิดในใบเครม เพราะไม่ใช่กติกาหรือข้อกฏหมายแต่เป็นหน้าที่ที่บริษัทซึ่งคุณทำประกันจะไปทำการตกลง

          9. อย่าคิดหนีในกรณีที่ขับรถชนคน ให้ช่วยเหลือคนเจ็บให้เต็มที่ และถ่ายรูปหลักฐานที่เกิดเหตุไว้ต่อสู้คดี เพราะศาลจะพิจารณาจากความมีน้ำใจที่คุณช่วยเหลือผู้อื่น บางทีโทษทางอาญาอาจเหลือแค่การรอลงอาญา และตกลงค่าเสียหายกันตามสมควรแต่ถ้าคุณหนีจะติดคุกทันที

          10. ประกันภัยจะไม่คุ้มครองความเสียหายในขณะที่รถของคุณถูกลากจูง หรือขับรถขณะที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่น้อยกว่า 150mg% หรือขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เว้นแต่ในกรณีที่ทำประกันประเภทระบุชื่อคนขับ และความเสียหายนั้นเกิดขึ้นในขณะที่คนระบุชื่อเป็นผู้ขับขี่
ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]  หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง

ชอบ + 43   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Sat 1 June 13 , 17:40


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 26

      ใบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) คือใบแจ้งการครอบครองที่ดินเป็นหลักฐานว่าผู้ครอบครองเป็นผู้แจ้งว่า ตนครอบครองที่ดินแปลงใดอยู่ (แต่ปัจจุบันไม่มีการแจ้ง ส.ค.1 อีกแล้ว) ส.ค.1 ไม่ใช่หนังสือแสดงสิทธิที่ดิน เพราะไม่ใช่หลักฐานที่ทางราชการออกให้เพียงแต่เป็นการแจ้งการครอบครองที่ดินของราษฎรเท่านั้น ดังนั้น ตามกฎหมาย ที่ดินที่มี ส.ค.1 จึงทำการโอนกันได้ เพียงแต่แสดงเจตนาสละการครอบครองและไม่ยึดถือพร้อมส่งมอบให้ผู้รับโอนไปเท่านั้น ก็ถือว่าเป็นการโอนกันโดยชอบแล้ว ผู้มี ส.ค.1 มีสิทธินำมาขอออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 น.ส.3 ก. หรือ น.ส.3 ข) ได้ 2 กรณี คือ

กรณีที่ 1 นำมาเป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดินตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ กรณีนี้ ทางราชการจะเป็นผู้ออกให้เป็นท้องที่ไป โดยจะมีการประกาศให้ทราบก่อนล่วงหน้า

กรณีที่ 2 นำมาเป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3, น.ส.3 ก.หรือ น.ส.๓ ข) เฉพาะราย คือ กรณีที่เจ้าของที่ดินมีความประสงค์ จะขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ก็ให้ไปยืนคำขอ ณ สำนักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยู่เฉพาะการออกโฉนดที่ดินนี้ จะออกได้ในพื้นที่ที่ได้สร้างระวางแผนที่สำหรับออกโฉนดที่ดินไว้แล้วเท่านั้น 
    คำพิพากษาฎีกาที่ควรรู้

คำพิพากษาฎีกาที่ 1518/2503 การแจ้งการครอบครองที่ดินตามแบบ ส.ค.1 นั้น ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้แจ้งแต่ประการใด เว้นแต่ผู้แจ้งจะได้สิทธิครอบครองอยู่แล้ว โดยชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1076-1079/2510 ผู้ที่ไม่มีสิทธิในที่ดิน แม้จะได้ไปแจ้งการครอบครอง ได้รับ ส.ค.1 และได้รับ น.ส.3 ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองในที่ดินนั้น รับซื้อที่ดิน น.ส.3 ไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏว่าผู้มีชื่อใน น.ส.3 ไม่มีสิทธิในที่ดินนั้น ผู้ซื้อก็ไม่มีสิทธิแต่อย่างใด

คำพิพากษาฎีกาที่ 472/2513 ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่า ส.ค.1 นั้นเป็นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือถือว่าเหมือนโฉนด การแจ้งเป็นเพียงการแสดงเจตนาอย่างหนึ่งว่า ผู้แจ้งยังไม่สละสิทธิครอบครองที่ดินที่แจ้งนั้น การแจ้งก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่หรือกรรมสิทธิ์นอกเหนือไปจากสิทธิที่ครอบครองมีอยู่แต่เดิม 

ชอบ + 40   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Thu 6 June 13 , 00:22


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 27

คดีรถชน ในชั้นโรงพักตำรวจไม่ยอมทำคดี ไม่ยอมรับแจ้งความ ไม่ยอมทำผลดคดี หรือคู่กรณีมีเส้นใหญ่   แนะนำให้หาทนายไปดำเนินการให้ครับ ทนายจะมีวิธีและขั้นตอน การตามเรื่องและการดำเนินการในขั้นตอนของพนักงานสอบสวนว่าจะต้องดำเนินการภายในกี่วันกี่เดือน เพราะกฎหมายกำหนดเรื่องระยะเวลาไว้ หรือทำหนังสือขอทราบผลการดำเนินคดีหรือร้องเรียนของความเป็นธรรม ต่อให้เส้นใหญ่แค่ไหน ตำรวจก็ไม่กล้าเอาหน้าที่การงานตัวเองมาเสี่ยงเข้าข้างคนผิดหรอกครับ ทนายมีวิธีและขั้นตอนการดำเนินการให้เร็วได้

ทนายพี 084-3602694 e:mail : [email protected]  หรือ Facebook ชื่อ พี มั่นคง

ชอบ + 87   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Thu 13 June 13 , 12:34


  ยุพดี
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 28

การที่เดิฉันคุยโทรศัทพ์แล้วถูกบันทึกเสียงกับการโพสข้อความในอินบล๊อกแต่ถูกนำเสียงและข้อความนั้นมาเผยแพร่แล้วเราถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาททางการโฆษณาทั้งที่ดิฉันไม่ได้ต้องการให้บุคคลอื่นรับรู้การสนทนาแต่บุคคลที่ดิฉันคุยด้วยกลับนำทุกอย่างออกมาเผยแพร่แล้วดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายกับดิฉันจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้างค่ะไม่มีความรู้เรื่องกฏหมายเลยค่ะข้อความที่โพสไปเกี่ยวกับการขอให้ช่วยพิจารณาย้ายสาขาของแฟนและเรื่องชู้สาวดิฉันกำลังสงสัยข้อหาที่โดนฟ้องค่ะหมิ่นประมาทดิฉันเอ่ยชื่อเค้าแต่การโฆษณาดิฉันไม่ได้ทำการบันทึกเสียงและนำข้อความมาสู่สาธารณะเพราะข้อความดิฉันโพสแล้วก้อลบออกเพราะไม่ต้องการให้คนอื่นมาเห็นแต่ทางผู้เสียหายนำข้อความเหล่านั้นออกมาเปิดเผยแต่แจ้งข้อหานี้กับดิฉันดิฉันต้องทำยังไงค่ะช่วยแนะนำแนวทางด้วยค่ะ

ชอบ + 45   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 125.27.21.111     ตอบเมื่อ : Wed 3 July 13 , 15:04


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 29

ความคิดเห็นคุณ ยุพดี : ตอบเมื่อ Wed 3 July 13 , 15:04
การที่เดิฉันคุยโทรศัทพ์แล้วถูกบันทึกเสียงกับการโพสข้อความในอินบล๊อกแต่ถูกนำเสียงและข้อความนั้นมาเผยแพร่แล้วเราถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาททางการโฆษณาทั้งที่ดิฉันไม่ได้ต้องการให้บุคคลอื่นรับรู้การสนทนาแต่บุคคลที่ดิฉันคุยด้วยกลับนำทุกอย่างออกมาเผยแพร่แล้วดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายกับดิฉันจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้างค่ะไม่มีความรู้เรื่องกฏหมายเลยค่ะข้อความที่โพสไปเกี่ยวกับการขอให้ช่วยพิจารณาย้ายสาขาของแฟนและเรื่องชู้สาวดิฉันกำลังสงสัยข้อหาที่โดนฟ้องค่ะหมิ่นประมาทดิฉันเอ่ยชื่อเค้าแต่การโฆษณาดิฉันไม่ได้ทำการบันทึกเสียงและนำข้อความมาสู่สาธารณะเพราะข้อความดิฉันโพสแล้วก้อลบออกเพราะไม่ต้องการให้คนอื่นมาเห็นแต่ทางผู้เสียหายนำข้อความเหล่านั้นออกมาเปิดเผยแต่แจ้งข้อหานี้กับดิฉันดิฉันต้องทำยังไงค่ะช่วยแนะนำแนวทางด้วยค่ะ
 ผมตอบให้ไปทางเฟสแล้วนะครับ

ชอบ + 39   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Sun 7 July 13 , 19:23


  น้อง
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 30

เนื่องจากมีคนเก่าสมัยพ่อพาลูกมาขอยืมเงินตอนแรกก็ไม่ให้เพราะลูกชายเขาอยู่ที่ระยองไม่ค่อยรู้จักเท่าไรแต่ยังตามมาที่บ้านมาพร้อมแม่และลุงแม่มาอ้อนวอนขอร้องแบบชาวบ้านจนในที่ก็เลยบอกทั้งแม่และลูกว่าถ้าลูกชายอีกคนที่ทำงานกับสวนกิตติเป็นคนรับรองก็จะให้ยืมโดยใช้สัญญาเก่าของคนอยู่สวนกิตติเป็นผู้กู้และคนอยู่ระยองเป็นผู้ค้ำลุงเป็นพยานและได้มีการติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับคนสวนกิตติเรียบร้อยบอกตกลงและทางน้องได้พูดย้ำกับคนสวนกิตติว่ามีปัญหาอะไรรับผิดชอบเขาบอกตกลงโดยมีแม่และลุงรับรู้โดยบอก๑ปีชำระคืนเมื่อถึงเวลาบอกยังไม่มีทำบ้านหมดพ่อเขาบอกจะฟ้องก็ฟ้องไปจำนวนเงินที่ยืม100000บาทอยากปรึกษาว่ามีทาง

ชอบ + 40   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 27.130.108.136     ตอบเมื่อ : Sun 14 July 13 , 19:13


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 31

ความคิดเห็นคุณ น้อง : ตอบเมื่อ Sun 14 July 13 , 19:13
เนื่องจากมีคนเก่าสมัยพ่อพาลูกมาขอยืมเงินตอนแรกก็ไม่ให้เพราะลูกชายเขาอยู่ที่ระยองไม่ค่อยรู้จักเท่าไรแต่ยังตามมาที่บ้านมาพร้อมแม่และลุงแม่มาอ้อนวอนขอร้องแบบชาวบ้านจนในที่ก็เลยบอกทั้งแม่และลูกว่าถ้าลูกชายอีกคนที่ทำงานกับสวนกิตติเป็นคนรับรองก็จะให้ยืมโดยใช้สัญญาเก่าของคนอยู่สวนกิตติเป็นผู้กู้และคนอยู่ระยองเป็นผู้ค้ำลุงเป็นพยานและได้มีการติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับคนสวนกิตติเรียบร้อยบอกตกลงและทางน้องได้พูดย้ำกับคนสวนกิตติว่ามีปัญหาอะไรรับผิดชอบเขาบอกตกลงโดยมีแม่และลุงรับรู้โดยบอก๑ปีชำระคืนเมื่อถึงเวลาบอกยังไม่มีทำบ้านหมดพ่อเขาบอกจะฟ้องก็ฟ้องไปจำนวนเงินที่ยืม100000บาทอยากปรึกษาว่ามีทาง
      คุณถามมาแบบ งง ๆ อ่านแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อนนะครับ ผมสรุปให้เลยละกันครับ ถ้าคุณทำหนังสือสัญญากู้ไว้ด้วยตอนที่กู้ยืมกัน ก็สามารถฟ้องผู้กู้และผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ได้ หากไม่จ่ายก็บังคับคดียึดทรัพย์หรืออายัดเงินเดือนถ้าหากมีให้บังคับคดีครับ
     ถ้าหากไม่ได้ทำหนังสือสัญญากู้ไว้ก้อฟ้องไม่ได้ครับ 

ชอบ + 44   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Tue 16 July 13 , 00:17


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 32

สิทธิของผู้ป่วย 
     สิทธิ มนุษยชนมีหลักสำคัญที่ยอมรับในระดับสากลนั้น คือ บุคคลมีสิทธิที่จะตัดสินใจในกิจการ ต่าง ๆ ส่วนตัวด้วยตนเอง ซึ่งแสดงถึงความเป็นอิสระของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ป่วย ถือว่าเป็นบุคคลที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ ตลอดจนการได้รับรู้ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสมควรประกอบการ ตัดสินใจของตนเอง ฉะนั้นผู้ป่วยจึงเป็นบุคคลสำคัญที่จะต้องได้รับการพิทักษ์สิทธิ ในหลายๆ ประเทศได้ นำสิทธิของผู้ป่วยมาบัญญัติเป็นกฎหมาย สำหรับประเทศไทยมิได้ระบุไว้เป็นกฎหมายโดยตรง แต่มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 ว่า บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ๆ และมาตรา 31 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายและในประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ได้มีการกำหนดสิทธิผู้ป่วยซึ่งประกอบด้วยสิทธิในการ ตัดสินใจที่จะรับหรือเลือกบริการทางการแพทย์ สิทธิที่จะได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐาน สิทธิที่ จะได้รับการบอกกล่าวหรือสิทธิที่จะรู้ สิทธิส่วนตัวและสิทธิในครอบครัว สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัย สิทธิที่จะได้รับการชดเชยความเสียหาย และสิทธิที่จะได้รับการปกปิดเรื่องราวไว้เป็นความลับ     สำหรับประเทศไทย นั้นผู้ประกอบวิชาชีพ สภาวิชาชีพ และหน่วยงานที่มีส่วนสัมพันธ์กับผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งได้แก่ แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา และคณะกรรมการ ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ได้ร่วมกันประกาศสิทธิของผู้ป่วย เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2541 ไว้ดังนี้
     1. ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพ ตามบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
     2. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะรับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะของความเจ็บป่วย
     3. ผู้ป่วยที่ขอรับบริการด้านสุขภาพมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอ และเข้าใจชัดเจน จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบ วิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือรีบด่วนหรือจำเป็น
     4. ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต มีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดย ทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่
     5. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบชื่อ สกุล และประเภทของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เป็นผู้ให้บริการแก่ตน
     6. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น ที่มิได้เป็นผู้ให้บริการ แก่ตน และมีสิทธิในการขอเปลี่ยนผู้ให้บริการและสถานบริการได้
     7. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ โดยเคร่งครัด เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
     8. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนในการตัดสินใจเข้าร่วม หรือถอนตัวจากการเป็นผู้ถูกทดลองในการทำวิจัยของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
     9. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น
   10. บิดา มารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรม อาจใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์ ผู้บกพร่องทางกายหรือจิต ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเองได้
สิทธิของผู้ป่วยทั้ง 10 ประเด็นนี้ เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบ วิชาชีพจะต้องทำความเข้าใจและวิเคราะห์ว่าในบทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพในแต่ ละสาขานั้น โดยอิสระในวิชาชีพของตนเองและส่วนที่เกี่ยวข้องมีบทบาทอะไรบ้างในการปฏิบัติ งานในวิชาชีพของตนเองที่พึงปฏิบัติ พึงละเว้น และสนองตอบสิทธิของผู้ป่วยในประเด็นต่างๆ สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลนั้นมีประเด็นสำคัญในบทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพ พยาบาลที่จะสนองตอบต่อสิทธิผู้ป่วย ซึ่งกองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดไว้ในแนวทางการดำเนินงานเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้ป่วย : สำหรับพยาบาล พอสรุปได้ ดังนี้คือ
     1. การสนองตอบต่อสิทธิพื้นฐานที่จะรับบริการด้านสุขภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลจะต้องใช้ความรู้ในวิชาชีพและวิจารณญาณในการตัดสินใจ ดูแลผู้ใช้บริการเป็นรายๆ ตามความเหมาะสมและรู้สิทธิพึงมีพึงได้ของผู้ใช้บริการทุกลักษณะเพื่อให้การ ดูแลที่ถูกต้องเหมาะสม
     2. สิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัตินั้น ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลจะต้องปฏิบัติต่อผู้ใช้บริการทุกรายเท่าเทียมกัน อย่างสุภาพอ่อนโยน เอื้ออาทร เคารพในความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา และละเว้นจากการปฏิบัติที่มีอคติ
     3. สิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอในด้านบริการด้านสุขภาพ เพื่อ ประกอบการตัดสินใจการรับบริการของผู้ป่วยประเด็นนี้เป็นบทบาทสำคัญของพยาบาล ที่จะต้องเผชิญตลอดเวลาของการปฏิบัติงานพยาบาล จึงต้องให้ความสำคัญของบทบาทในการที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบ กฎเกณฑ์ของหน่วยงาน ข้อมูล ที่เป็นข้อปฏิบัติในการให้บริการสุขภาพ ข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัย พยากรณ์โรค การบำบัดรักษาและ การเสี่ยงต่ออันตรายโดยต้องคำนึงถึงประเด็นจริยธรรมเกี่ยวกับการบอกความจริง รวมถึงข้อมูลที่จะให้บริการและปฏิบัติการต่อผู้ป่วยในทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อการรับทราบและเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้ป่วย
     4. ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลจะต้องมีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ป่วย ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตทันที และต้องไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในระยะอันตรายจากการเจ็บป่วย
     5. ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลต้องแสดงข้อมูลบ่งชี้ ชื่อ สกุล ตำแหน่ง และคุณวุฒิ ของตนเองแก่ผู้รับบริการ รวมทั้งยอมรับและเข้าใจสิทธิของผู้ป่วยในการขอทราบความเห็นในการดูแลรักษา ปรับเปลี่ยนผู้ให้บริการหรือสถานบริการ
     6. บทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลที่สำคัญประการหนึ่งในเรื่องข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ ผู้ป่วย คือ การเก็บรายงานเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยไว้เป็นสัดส่วนเป็นระบบ ไม่เปิดเผยความลับของผู้ป่วย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยและหรือการปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมาย
     7. บทบาทของพยาบาลในการให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อประกอบในการ ตัดสินใจร่วมหรือถอนตัวจากการเป็นผู้ถูกทดลองในการวิจัยด้านสุขภาพ ทั้งนี้ บทบาทของพยาบาลจะต้องกำหนดระเบียบปฏิบัติขั้นตอนการปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน โปร่งใส เพื่อผู้ร่วมการทดลอง โดยเฉพาะ ผู้ถูกทดลองทราบทุกขั้นตอน 
     8. ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลต้องมีบทบาทในการกำหนดระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติ เพื่อสิทธิของผู้ป่วยในการขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาของตน
     9. ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลต้องมีบทบาทในการปกป้องการละเมิดสิทธิของผู้ป่วยทั้งในด้านของการปฏิบัติการพยาบาล และการเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม โดยการวิเคราะห์ตัดสินใจด้วยความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องของผู้ป่วย


ชอบ + 46   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Thu 18 July 13 , 09:16


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 33



– บุตรที่เกิดโดยบิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรสกันถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเพียงฝ่ายเดียว แต่กฎหมายเปิดโอกาสให้ชายจดทะเบียนรับรองบุตรได้และถือเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชายด้วย นับแต่วันจดทะเบียน หรือโดยบิดามารดาได้จดทะเบียนสมรสกัน ไม่ต้องจดทะเบียนรับรองบุตร หรือโดยคำพิพากษาของศาลให้เด็กนั้นเป็นบุตรของชายผู้เป็นบิดา การจดทะเบียนรับรองบุตรจึงมี ๒ วิธี คือ การรับรองบุตรด้วยความสมัครใจของชายผู้เป็นบิดา และโดยคำพิพากษาของศาล
การรับรองบุตรด้วยความสมัครใจของชายผู้เป็นบิดา
หลักเกณฑ์
– บิดามารดาและบุตรต้องไปที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ กิ่งอำเภอ หรือสถานทูต สถานกงสุลไทยในต่างประเทศแห่งใดก็ได้ ถ้ามารดาและบุตรไม่ไปด้วย นายทะเบียนจะมีหนังสือแจ้งไปยังฝ่ายที่ไม่มาเพื่อให้มาให้ความยินยอมหรือคัดค้านการจดทะเบียน ถ้าพ้น ๖๐ วัน นับแต่การแจ้งความของนายทะเบียนไปถึง ถือว่าไม่ให้ความยินยอม ถ้ามารดาและบุตรอยู่ต่างประเทศจะขยายเวลาเป็น ๑๘๐ วัน ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดาหรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล
หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
– บัตรประจำตัวของบิดามารดา
– สูติบัตรของบุตร
– สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
ค่าธรรมเนียม
– การรับรองบุตรด้วยความสมัครใจของชายผู้เป็นบิดา ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ
สถานที่ติดต่อ
– งานปกครอง สำนักงานเขตทุกเขต หรืออำเภอ กิ่งอำเภอ หรือสถานทูต สถานกงสุลไทยในต่างประเทศแห่งใดก็ได้

ขั้นตอนในการติดต่อขอจดทะเบียนการรับรองบุตร

– บิดายื่นคำร้องตามแบบของทางราชการ
– บุตรมารดาลงชื่อให้ความยินยอมที่ด้านหลังคำร้อง
– ถ้าบุตรหรือมารดาไม่ไปให้ความยินยอม นายทะเบียนจะทำหนังสือแจ้งไปยังฝ่ายที่ไม่มาให้มาให้ความยินยอมหรือคัดค้านภายในกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์
การรับรองบุตรโดยคำพิพากษาของศาล
หลักเกณฑ์
– บิดา มารดา หรือบุตรหรือผู้ที่มีส่วนได้เสียฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากประสงค์จะให้มีการรับรองบุตร แต่ไม่สามารถดำเนินการโดยความยินยอมของทุกฝ่ายได้ จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้มีการรับรองบุตรได้
หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
– บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้องหรือผู้มีส่วนได้เสีย
– สำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอันถึงที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลรับรองว่าถูกต้อง
ค่าธรรมเนียม
– การรับรองบุตรโดยคำพิพากษาของศาล ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ
สถานที่ติดต่อ
– งานปกครอง สำนักงานเขตทุกเขต หรืออำเภอ กิ่งอำเภอ หรือสถานทูต สถานกงสุลไทยในต่างประเทศแห่งใดก็ได้
ขั้นตอนในการติดต่อขอจดทะเบียนการรับรองบุตรโดยคำพิพากษาของศาล
– ผู้ร้องหรือผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพร้อมด้วยหลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
– นายทะเบียนตรวจสอบเอกสารหลักฐานเมื่อเห็นว่าถูกต้องครบถ้วนแล้วก็จะจดทะเบียนรับรองบุตรให้ตามคำร้อง
ข้อควรทราบ
– การจดทะเบียนรับรองบุตร สามารถกระทำได้ ๒ วิธี ได้แก่ การจดทะเบียนรับรองบุตรในสำนักทะเบียน และการจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียน โดยการจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียนต้องเสียค่าธรรมเนียมรายละ ๒๐๐ บาท
– การจดทะเบียนรับรองบุตรไม่มีใบสำคัญออกให้ ถ้าต้องการหลักฐานก็ให้ยื่นคำร้องขอคัดสำเนาทะเบียนบ้านฯ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ ๑๐ บาท
ประโยชน์ของการจดทะเบียนรับรองบุตร
– เด็กมีสิทธิใช้ชื่อสกุลและรับมรดกของบิดา
– ข้าราชการมีสิทธิได้รับเงินค่าช่วยเหลือต่างๆ ของบุตร
– บิดามีสิทธิได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้

ชอบ + 40   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Fri 26 July 13 , 13:42


  ยุทธ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 34

ทนายพีครับ ขอสอบถามว่าฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเป็นผู้จัดการมรดกของคนที่ไม่ใช่ญาติโดยสายเลือดแต่มีความผูกพันกันหลายปี ที่สำคัญเจ้าของมรดกไม่มีพ่อ แม่ พี่น้องหรือบุตรที่ใหนเลย อยู่คนเดียวตลอดชีวิต ไม่รู้ว่ามีสมบัติอะไรบ้าง รู้เพียงแต่ว่ามีเงินฝากในบัญชี จะหาข้อมูลได้ที่ใหน จะต้องดำเนินการอย่างไร เอกสารมีอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไรก่อนครับ ขอบคุณครับ [email protected]

ชอบ + 38   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 61.19.52.170     ตอบเมื่อ : Tue 30 July 13 , 10:06


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 35

ความคิดเห็นคุณ ยุทธ : ตอบเมื่อ Tue 30 July 13 , 10:06
ทนายพีครับ ขอสอบถามว่าฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเป็นผู้จัดการมรดกของคนที่ไม่ใช่ญาติโดยสายเลือดแต่มีความผูกพันกันหลายปี ที่สำคัญเจ้าของมรดกไม่มีพ่อ แม่ พี่น้องหรือบุตรที่ใหนเลย อยู่คนเดียวตลอดชีวิต ไม่รู้ว่ามีสมบัติอะไรบ้าง รู้เพียงแต่ว่ามีเงินฝากในบัญชี จะหาข้อมูลได้ที่ใหน จะต้องดำเนินการอย่างไร เอกสารมีอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไรก่อนครับ ขอบคุณครับ [email protected]
         ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกได้แก่ ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกที่มีสิทธิรับมรดก เช่น บุตร บิดามารดา คู่สมรสของเจ้ามรดกผู้รับพินัยกรรมของเจ้ามรดก ซึ่งอาจเป็นบุคคลภายนอกก็ได้ ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น เจ้าของร่วมในทรัพย์สินของเจ้ามรดก กรณีเช่นนี้ที่มีมากคือ กรณีที่สามีภริยาไม่จดทะเบียนสมรสและมีทรัพย์สินร่วมกันนั่นเอง สำหรับเจ้าหนี้ ไม่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกได้
                ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกมี 3 ประเภท ดังนี้ 
            1. ทายาท ได้แก่ ผู้รับพินัยกรรมและทายาทโดยธรรม
               ทายาทโดยธรรม แบ่งเป็น 6 ลำดับ คือ
               1. ผู้สืบสันดาน (บุตร) 
               2. บิดา มารดา 
               3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 
               4. พี่น้องร่วมบืดา หรือร่วมมารดาเดียวกัน
               5. ปู่ ย่า ตา ยาย
               6. ลุง ป้า น้า อา
            สำหรับ คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย (ต้องจดทะเบียนสมรส) ที่ยังมีชีวิตอยู่ ถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิยื่นคำขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้เช่นกัน

            2. ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึง ผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดกของผู้ตาย เช่น ภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แต่มีทรัพย์สินที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตาย เป็นต้น
            3. พนักงานอัยการ ซึ่งทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจจะร้องขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลแทนตนเองได้
                  เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกมีดังนี้ 
            1. หลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องกับผู้ตาย เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส สูติบัตร เป็นต้น 
            2. มรณบัตร หรือหนังสือรับรองการตาย
            3. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ตาย
            4. หลักฐานซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก เช่น โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก. หรือ น.ส. 3) สมุดเงินฝากธนาคาร ทะเบียนรถยนต์ เป็นต้น
            5. บัญชีเครือญาติ
            6. หนังสือยินยอมของทายาทให้ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
            7. ในกรณีเป็นการร้องขอให้บุคคลอื่น (ไม่ใช่ผู้ร้อง) เป็นผู้จัดการมรดกต้องมีหนังสือยินยอมของบุคคลนั้นด้วย
            8. พินัยกรรม (ถ้ามี)
             ค่าใช้จ่ายมีดังนี้ (ค่าทนายความตกลงกันเอง)
            1. ค่าใช้จ่ายในวันยื่นคำร้อง
               - ค่าธรรมเนียมศาล 200 บาท
               - ค่าประกาศหนังสือพิมพ์ 500 บาท
               - ค่าส่งประกาศขขอตั้งผู้จัดการมรดกไปปิดยังสถานที่ต่าง ๆ โดยเจ้าหน้าที่ศาล ซึ่งศาลแต่ละแห่งกำหนดไว้ตามระยะทาง
              ใครเป็นผู้จัดการมรดกได้
ผู้จัดการมรดกไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทของเจ้ามรดกจะเป็นใครก็ได้  แต่ผู้มีสิทธิร้องขอต่อศาล ต้องเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียดังที่กล่าวแล้ว  ทายาทอาจขอให้ศาลตั้งนาย ก. นาย ข. หรือนาย ค. ก็ได้ ประการสำคัญผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกต้องบรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ ไม่เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย คนประเภทนี้เห็นแล้วว่าไม่สามารถรู้ผิดชอบ  หย่อนความคิดอ่าน มีหนี้สินล้นพ้นตัว  ขืนไปจัดการทรัพย์สินคนอื่น  ก็มีแต่จะเสียหายยิ่งขึ้นไปเท่านั้น


ชอบ + 34   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.196     ตอบเมื่อ : Thu 1 August 13 , 13:15


  นก
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 36

ขอความกรุณให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อที่ดินติดคำประกันคดีความคะ
คือได้ทำการซื้อที่ที่ได้มีการนำไปคำประกันคดีความ (ญาติกันค่ะ) โดยเขาแจ้งว่าจะดำเนินการนำโฉนดที่ดินออกมาจากศาลให้โดยเร็ว ในวันซื้อขายมีการทำสัญญาและพยานหลายคน และทำการชำระเงินไป1งวด (สัญญาระบุ 2งวด) งวดแรกจ่ายมิถุนายน 56 งวดที่2 จ่ายกรกฏาคม 56 แต่ทางเขายังไม่สามารถนำโฉนดออกมาได้ ทางเราก็เลยขอเปลี่ยนสัญญา ว่างวดที่2ให้จ่ายพร้อมโอนโฉนด ถามว่ากรณีนี้ถ้าเราดำเนินการก่อสร้าง หรือปลูกอาคารลงไปถาวร (มีคนแนะนำ) เราจะมีสิทธิ์ในการครอบครองมากขึ้นหรือไม่ เจ้าของที่ได้อนุญาติให้ดำเนินการได้เลย แต่ทางเรายังไม่สะดวกใจที่จะดำเนินการใดๆลงไปในที่ดินที่ยังไม่ได้โอนโฉนด หรือมีวิธีการป้องกันตัวจากความเสียหายครั้งนี้มากน้อยแค่ไหนค่ะ

ชอบ + 31   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 27.130.170.76     ตอบเมื่อ : Thu 22 August 13 , 21:38


  นก
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 37

ขอความกรุณให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อที่ดินติดคำประกันคดีความคะ
คือได้ทำการซื้อที่ที่ได้มีการนำไปคำประกันคดีความ (ญาติกันค่ะ) โดยเขาแจ้งว่าจะดำเนินการนำโฉนดที่ดินออกมาจากศาลให้โดยเร็ว ในวันซื้อขายมีการทำสัญญาและพยานหลายคน และทำการชำระเงินไป1งวด (สัญญาระบุ 2งวด) งวดแรกจ่ายมิถุนายน 56 งวดที่2 จ่ายกรกฏาคม 56 แต่ทางเขายังไม่สามารถนำโฉนดออกมาได้ ทางเราก็เลยขอเปลี่ยนสัญญา ว่างวดที่2ให้จ่ายพร้อมโอนโฉนด ถามว่ากรณีนี้ถ้าเราดำเนินการก่อสร้าง หรือปลูกอาคารลงไปถาวร (มีคนแนะนำ) เราจะมีสิทธิ์ในการครอบครองมากขึ้นหรือไม่ เจ้าของที่ได้อนุญาติให้ดำเนินการได้เลย แต่ทางเรายังไม่สะดวกใจที่จะดำเนินการใดๆลงไปในที่ดินที่ยังไม่ได้โอนโฉนด หรือมีวิธีการป้องกันตัวจากความเสียหายครั้งนี้มากน้อยแค่ไหนค่ะ

ชอบ + 34   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 27.130.170.76     ตอบเมื่อ : Thu 22 August 13 , 21:40


  วนิดา
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 38

ดิฉันยกลูกชายให้เป็นบุตรบุญธรรมของคุณแม่ของดิฉันค่ะ ลูกชายอายุแปดขวบ แต่ดิฉันเป็นคนส่งเสียค่าใช้จ่ายทุกอย่าง และคุยกับลูกทุกวัน อะไรที่เกี่ยวกับลูก ดิฉันเป็นคนตัดสินใจทั้งหมด ลูกก็รู้ว่าเราคือแม่ของเค้า แต่ตอนนี้ดิฉันอยากให้ลูกมาอยู่กับดิฉันที่อังกฤษ ดิฉันอยากทราบว่าดิฉันสามารถยกเลิกการรับบุตรบุญธรรม โดยคำสั่งศาล เป็นไปได้มั้ยค่ะแล้วใช้ระยะเวลาในการดำเนินการนานแค่ไหนค่ะ

ชอบ + 31   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 2.27.149.32     ตอบเมื่อ : Sat 24 August 13 , 02:47


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 39

ความคิดเห็นคุณ นก : ตอบเมื่อ Thu 22 August 13 , 21:38
ขอความกรุณให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อที่ดินติดคำประกันคดีความคะ
คือได้ทำการซื้อที่ที่ได้มีการนำไปคำประกันคดีความ (ญาติกันค่ะ) โดยเขาแจ้งว่าจะดำเนินการนำโฉนดที่ดินออกมาจากศาลให้โดยเร็ว ในวันซื้อขายมีการทำสัญญาและพยานหลายคน และทำการชำระเงินไป1งวด (สัญญาระบุ 2งวด) งวดแรกจ่ายมิถุนายน 56 งวดที่2 จ่ายกรกฏาคม 56 แต่ทางเขายังไม่สามารถนำโฉนดออกมาได้ ทางเราก็เลยขอเปลี่ยนสัญญา ว่างวดที่2ให้จ่ายพร้อมโอนโฉนด ถามว่ากรณีนี้ถ้าเราดำเนินการก่อสร้าง หรือปลูกอาคารลงไปถาวร (มีคนแนะนำ) เราจะมีสิทธิ์ในการครอบครองมากขึ้นหรือไม่ เจ้าของที่ได้อนุญาติให้ดำเนินการได้เลย แต่ทางเรายังไม่สะดวกใจที่จะดำเนินการใดๆลงไปในที่ดินที่ยังไม่ได้โอนโฉนด หรือมีวิธีการป้องกันตัวจากความเสียหายครั้งนี้มากน้อยแค่ไหนค่ะ
 สวัสดีครับ 
ผมตอบสั้นๆเลยนะครับ ความผิดฐานประมาทเกิดจากตัวผู้ขับขี่ครับ ไม่ได้เกิดจากตัวรถ วิ่งเองไปชนใครนะครับ ฉะนั้นผู้ขับขี่เท่านั้นที่ประมาทและต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าผู้ขับขี่กระทำในทางการที่จ้าง นายจ้างก็ต้องร่วมรับผิดในการที่จ้างนั้น แต่ถ้าลูกน้องแอบเอาไรไปขับขี่แล้วไปเฉี่ยวชนผู้อื่นได้รับความเสียหาย นายจ้างไม่ต้องร่วมรับผิดครับ ส่วนจะให้ลงบันทึกประจำวันว่าลูกน้องไม่ไ้ด้ขออนุญาตและไม่ได้ใช้ทำงานในเวลางานแล้วให้ลูกน้องเซ็นรับทราบและรับผิดไว้เองแต่เพียงผู้เดียวก็ทำได้ครับ เพื่อเป็นหลักฐานเวลาคู่กรณีฟ้องนายจ้างจะได้ใช้เป็นหลักฐานได้ครับ

ชอบ + 34   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Sat 24 August 13 , 16:03


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 40

ความคิดเห็นคุณ นก : ตอบเมื่อ Thu 22 August 13 , 21:40
ขอความกรุณให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อที่ดินติดคำประกันคดีความคะ
คือได้ทำการซื้อที่ที่ได้มีการนำไปคำประกันคดีความ (ญาติกันค่ะ) โดยเขาแจ้งว่าจะดำเนินการนำโฉนดที่ดินออกมาจากศาลให้โดยเร็ว ในวันซื้อขายมีการทำสัญญาและพยานหลายคน และทำการชำระเงินไป1งวด (สัญญาระบุ 2งวด) งวดแรกจ่ายมิถุนายน 56 งวดที่2 จ่ายกรกฏาคม 56 แต่ทางเขายังไม่สามารถนำโฉนดออกมาได้ ทางเราก็เลยขอเปลี่ยนสัญญา ว่างวดที่2ให้จ่ายพร้อมโอนโฉนด ถามว่ากรณีนี้ถ้าเราดำเนินการก่อสร้าง หรือปลูกอาคารลงไปถาวร (มีคนแนะนำ) เราจะมีสิทธิ์ในการครอบครองมากขึ้นหรือไม่ เจ้าของที่ได้อนุญาติให้ดำเนินการได้เลย แต่ทางเรายังไม่สะดวกใจที่จะดำเนินการใดๆลงไปในที่ดินที่ยังไม่ได้โอนโฉนด หรือมีวิธีการป้องกันตัวจากความเสียหายครั้งนี้มากน้อยแค่ไหนค่ะ

ทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันตัวที่ศาล เมื่อคดีถึงที่สุด แล้วสัญญาประกันเป็นอันจบถือว่าขอคืนหลักประกันได้ แต่ถ้าตัวผู้ต้องหาหนีระหว่างประกัน ถือว่าเป็นการสัญญาประกันตัวที่ทำไว้ต่อศาล ศาลก็จะบังคับคดียึดทรัพย์หลักประกันนั้น ชำระหนี้ตามวงเงินหลักประกันตัว ทันที
การที่คุณซื้อที่ดินลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูงว่าจะไม่ได้ที่ดินตามที่ต้องการ เพราะถ้ามีการผิดสัญญาประกันตัว ที่ดินก็จะถูกศาลยึดชำระค่าปรับ คุณจะเสียเงินซื้อและไม่ได้ที่ดิน
ถ้าคุณซื้อที่ดินแล้วตกลงจ่ายค่าซื้อที่ดินกัน เป็นการทำสัญญาซื้อขายที่ต้องบังคับตามกฎหมายกฎหมายกำหนดแบบของสัญญาซื้อขายไว้  ได้แก่  สัญญา ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษคือให้ทำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มิฉะนั้นการซื้อขายจะตกเป็นโมฆะ
ส่วนการทำสัญญาซื้อขายกันถูกต้องตามกฎหมายแล้วผู้ขายไม่สามารถโอนที่ดินให้ได้ ผู้ขายจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่ผิดสัญญา กรณีกลับกันถ้าคุณตกลงซื้อแล้วไม่ยอมชำระค่าซื้อที่ดินผู้ขายจะฟ้องคุณฐานผิดสัญญาได้  เพราะฉะนั้นถ้าคุณยกเลิกไม่ทำตามสัญญาก็ถือว่าคุณเป็นฝ่ายผิดสัญญาได้ ต้องระวังให้ดีครับ วิธีที่คุณจะไม่ต้องถูกหลอกและเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเองแล้วต้องมารับผิดชอบเสียเงินฟรีๆ คือ ตามสัญญาครั้งที่สอง ให้คุณทำหนังสือแจ้งให้ผู้ขายโอนโฉนดตามสัญญาก่อนถ้าโอนไม่ได้ถือว่าผู้ขายเป็นฝ่ายผิดสัญญาคุณจะได้ไม่ต้องรับผิดในการเป็นผู้ผิดสัญญาเสียเอง มีหลายคนไม่รู้คิดว่าไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้แล้วคิดว่าไม่โอนก็ไม่เป็นไรเราไม่จ่าย แต่ถ้ามีกำหนดการจ่ายและการโอนต้องปฏิบัติให้ดีๆครับ ก่อนจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเอง
ถ้าหากผู้ขายผิดสัญญาไม่สามารถโอนที่ดินได้ตามที่ตกลงซื้อขายก็สามารถฟ้องเรียกเงินคืนได้ครับ  แนะนำง่ายๆไม่ควรซื้อครับ
อาจถูกหลอกแล้วจะน้ำตาตกได้ครับ

ชอบ + 31   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Sat 24 August 13 , 16:27


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 41

ความคิดเห็นคุณ วนิดา : ตอบเมื่อ Sat 24 August 13 , 02:47
ดิฉันยกลูกชายให้เป็นบุตรบุญธรรมของคุณแม่ของดิฉันค่ะ ลูกชายอายุแปดขวบ แต่ดิฉันเป็นคนส่งเสียค่าใช้จ่ายทุกอย่าง และคุยกับลูกทุกวัน อะไรที่เกี่ยวกับลูก ดิฉันเป็นคนตัดสินใจทั้งหมด ลูกก็รู้ว่าเราคือแม่ของเค้า แต่ตอนนี้ดิฉันอยากให้ลูกมาอยู่กับดิฉันที่อังกฤษ ดิฉันอยากทราบว่าดิฉันสามารถยกเลิกการรับบุตรบุญธรรม โดยคำสั่งศาล เป็นไปได้มั้ยค่ะแล้วใช้ระยะเวลาในการดำเนินการนานแค่ไหนค่ะ
 การเลิกรับบุตรบุญธรรม มีทางทำได้ 3 วิธี คือ
1)เลิก โดยตกลงยินยอมกันระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรม กับบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเด็ก ถ้าเด็กอายุ 15 ปี เด็กต้องลงชื่อยินยอมในการเลิกรับบุตรบุญธรรมด้วย
2)เลิกโดยผลของกฎหมาย หากผู้รับบุตรบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรม ถือว่าทะเบียนสมรสใช้ได้ แต่ทะเบียนบุตรบุญธรรมเลิกไปโดยอัตโนมัติ
3)เลิกโดยคำพิพากษาของศาล  ต้อมีเหตุผลตามกฎหมาย ดังนี้
   3.1 ฝ่ายหนึ่งทำการชั่วร้าย ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
   3.2 ฝ่ายหนึ่งหมิ่นประมาทเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างร้ายแรง
   3.3 ประทุษร้าย
   3.4 ไม่อุปการะเลี้ยงดู
   3.5 จงใจละทิ้งเกินหนึ่งปี
   3.6 ถูกจำคุกเกินสามปี
   3.7 ทำผิดหน้าที่ของบิดามารดา  เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์
   3.8 ผู้รับบุตรบุญธรรมถูกถอนอำนาจปกครอง เพราะมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าไม่สมควรเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมต่อไป
เมื่อ ได้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว หากไม่มีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดข้างต้น บิดามารดาผู้ให้กำเนิดจะมาขอเลิก และเรียกร้องเอาบุตรของตนคืนไม่ได้
ถ้าจำเป็นต้องยื่นฟ้อง คือ ยื่นฟ้องแล้วศาลจะนัดอย่างน้อยประมาณ 45 วัน ไกล่เกลี่ย ถ้าได้ก็จบถ้าไม่ได้ก็ต้องมีการนัดสืบพยานสู้คดีกันอาจจะหนึ่งวันหรือสองวันแล้วแต่พยานหลักฐานมากหรือน้อยสืบพยานเสร็จก็จะนักฟังคำสั่ง ประมาณไม่เกิน 4 ครั้ง ศาลนัดแต่ละครั้งห่างกันประมาณ 1 เดือนหรือมากกว่านี้โดยประมาณ อย่างเร็วก็อยู่ประมาณ 6 เดือนหรือถึง 8 เดือนครับ 

ชอบ + 32   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Sat 24 August 13 , 16:37


  วนิดา
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 42

ขอบคุณนะค่ะที่เสียสละเวลามาตอบให้ คือทางดิฉันกับคุณแม่ได้คุยกันเรียบร้อยแล้วว่าเราอยากทำการเลิกรับบุตรบุญธรรม เหตุผลก็คือ
1.ลูกอยากมาอยู่กัยแม่ที่อังกฤษ ทางยาย (แม่บุญธรรม)ก็อยากให้หลานมา เพื่ออนาคต ดิฉันอยากเอาลูกมาอยู่ด้วยตั้งแต่ 3ปีที่แล้ว แต่ติดตรงดิฉันไม่มีอำนาจปกครองบุตร ดิฉันจึงไม่สามารถเอาลูกมาอังกฤษได้
2.ดิฉันยกลูกให้คุณแม่ของดิฉันก็จริง แต่ในความเป็นจริงดิฉันส่งเสียเลี้ยงดูลูกตั้งแต่วันที่ลูกเกิดจนถึงวันนี้ อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ตัวดิฉันทุกอย่าง เข้าโรงเรียนที่ไหน ไปโรงเรียนอย่างไร เรียนพิเศษที่ไหน วันเกิดอยากได้อะไร อะไรที่สามารถซื้อได้บ้าง ถ้าตัวดิฉันบอกว่าไม่ก็คือไม่ ลูกอยากทำอะไรอำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับดิฉันทุกอย่าง ดิฉันรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับลูก สอนลูกทำการบ้านทางโทรศัพย์ ลูกมีปัญหาอะไรที่โรงเรียน ตัวดิฉันเองก็เป็นคนคุยกับทางโรงเรียนเองค่ะ 
3.ทางคุณทนายคิดว่ามันมีทางไหนบ้างดิฉันจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ค่ะ เพราะทางเรา (ดิฉัน ผู้ยินยอม แม่ดิฉัน ผู้รับบุตรบุญธรรม ) ต้องการยกเลิกการรับบุตรบุญธรรมค่ะ 
4.ขั้นตอนการยื่นฟ้องศาลทำได้ที่ไหน อย่างไรบ้าค่ะ แล้วใครเป็นคนดำเนินการ ตัวคุณแม่ดิฉันหรือตัวดิฉันเองค่ะ ขอบคุณค่ะ

ชอบ + 30   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 31.104.6.191     ตอบเมื่อ : Sat 24 August 13 , 18:03


  วนิดา
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 43

ถ้าจำเป็นต้องยื่นฟ้อง คือ ยื่นฟ้องแล้วศาลจะนัดอย่างน้อยประมาณ 45 วัน ไกล่เกลี่ย
ถ้าได้ก็จบ ข้อความตรงนี้หมายถึง ถ้าตัวดิฉันกับคุณแม่ยินยอม ศาลก็จะตัดสินเลิกรับบุตรบุญธรรมได้ ใช่หรือไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ

ชอบ + 31   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 31.104.6.191     ตอบเมื่อ : Sat 24 August 13 , 21:04


  วนิดา
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 44

5ปีที่แล้วคุณพ่อและคุณแม่ยื่นเรื่องขอลูกชายเป็นบุตรบุญธรรม แต่พอตอนไปจดทะเบียน คุณพ่อกับคุณแม่แยกกันอยู่ มีเพียงคุณแม่เท่านั้นที่จดทะเบียนรับลูกชายของดิฉันบุตรบุญธรรม อย่างนี้ถือว่าการรับบุตรบุญธรรมเป็นโมฆะหรือไม่ค่ะ เพราะตอนขอ ขอสองคน แต่ตอนจดทะเบียน จดแค่คนเดียว ขอบคุณค่ะ

ชอบ + 31   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 2.24.25.53     ตอบเมื่อ : Sun 25 August 13 , 03:54


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 45

ความคิดเห็นคุณ วนิดา : ตอบเมื่อ Sat 24 August 13 , 18:03
ขอบคุณนะค่ะที่เสียสละเวลามาตอบให้ คือทางดิฉันกับคุณแม่ได้คุยกันเรียบร้อยแล้วว่าเราอยากทำการเลิกรับบุตรบุญธรรม เหตุผลก็คือ
1.ลูกอยากมาอยู่กัยแม่ที่อังกฤษ ทางยาย (แม่บุญธรรม)ก็อยากให้หลานมา เพื่ออนาคต ดิฉันอยากเอาลูกมาอยู่ด้วยตั้งแต่ 3ปีที่แล้ว แต่ติดตรงดิฉันไม่มีอำนาจปกครองบุตร ดิฉันจึงไม่สามารถเอาลูกมาอังกฤษได้
2.ดิฉันยกลูกให้คุณแม่ของดิฉันก็จริง แต่ในความเป็นจริงดิฉันส่งเสียเลี้ยงดูลูกตั้งแต่วันที่ลูกเกิดจนถึงวันนี้ อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ตัวดิฉันทุกอย่าง เข้าโรงเรียนที่ไหน ไปโรงเรียนอย่างไร เรียนพิเศษที่ไหน วันเกิดอยากได้อะไร อะไรที่สามารถซื้อได้บ้าง ถ้าตัวดิฉันบอกว่าไม่ก็คือไม่ ลูกอยากทำอะไรอำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับดิฉันทุกอย่าง ดิฉันรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับลูก สอนลูกทำการบ้านทางโทรศัพย์ ลูกมีปัญหาอะไรที่โรงเรียน ตัวดิฉันเองก็เป็นคนคุยกับทางโรงเรียนเองค่ะ 
3.ทางคุณทนายคิดว่ามันมีทางไหนบ้างดิฉันจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ค่ะ เพราะทางเรา (ดิฉัน ผู้ยินยอม แม่ดิฉัน ผู้รับบุตรบุญธรรม ) ต้องการยกเลิกการรับบุตรบุญธรรมค่ะ 
4.ขั้นตอนการยื่นฟ้องศาลทำได้ที่ไหน อย่างไรบ้าค่ะ แล้วใครเป็นคนดำเนินการ ตัวคุณแม่ดิฉันหรือตัวดิฉันเองค่ะ ขอบคุณค่ะ
 ลองไปติดต่อกับสำนักงานเขตหรืออำเภอ ที่คุณจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมกันก่อนครับ ว่าทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกบุตรบุญธรรมโดยความสมัครใจทั้งสองฝ่ายสามารถจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมได้ีที่นี้เลยไหม  ถ้าเจ้าหน้าที่ทำให้ได้ก็จบไม่ต้องฟ้องครับ ถ้าทำไม่ได้หรือไม่ทำให้ก็ต้องมาดำเนินการฟ้องร้องที่ศาลต่อไปครับ (แต่สามารถยินยอมเลิกทั้งสองฝ่ายได้)

ชอบ + 32   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Wed 28 August 13 , 15:39


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 46

ความคิดเห็นคุณ วนิดา : ตอบเมื่อ Sat 24 August 13 , 21:04
ถ้าจำเป็นต้องยื่นฟ้อง คือ ยื่นฟ้องแล้วศาลจะนัดอย่างน้อยประมาณ 45 วัน ไกล่เกลี่ย
ถ้าได้ก็จบ ข้อความตรงนี้หมายถึง ถ้าตัวดิฉันกับคุณแม่ยินยอม ศาลก็จะตัดสินเลิกรับบุตรบุญธรรมได้ ใช่หรือไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ
 ทำได้ครับ แต่อยู่ที่ว่าคุณจะฟ้องให้ยกเลิกหรือแม่คุณฟ้องให้ยกเลิกนะครับ
อยู่ที่จะฟ้องขอยกเลิกในกรณีไหนในเหตุที่ผมยกตัวอย่างให้ดูนะครับ แล้วเวลาขึ้นศาลก็ยินยอมกันก็จบครับ 

ชอบ + 34   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Wed 28 August 13 , 15:51


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 47

ความคิดเห็นคุณ วนิดา : ตอบเมื่อ Sun 25 August 13 , 03:54
5ปีที่แล้วคุณพ่อและคุณแม่ยื่นเรื่องขอลูกชายเป็นบุตรบุญธรรม แต่พอตอนไปจดทะเบียน คุณพ่อกับคุณแม่แยกกันอยู่ มีเพียงคุณแม่เท่านั้นที่จดทะเบียนรับลูกชายของดิฉันบุตรบุญธรรม อย่างนี้ถือว่าการรับบุตรบุญธรรมเป็นโมฆะหรือไม่ค่ะ เพราะตอนขอ ขอสองคน แต่ตอนจดทะเบียน จดแค่คนเดียว ขอบคุณค่ะ
 คำตอบตามนี้ครับ
ศาลฎีกาที่ 472/2537
แจ้งแก้ไขข้อมูล

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมายของนายมนัส จิตตะสิริ ผู้ตาย ศาลได้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่จำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดกขอให้สั่งเพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยได้ยื่นบัญชีทรัพย์มรดกผู้ตายต่อศาลชั้นต้นเป็น 2 ประเภท คือบัญชีทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ตายกับบัญชีทรัพย์สินสมรสของผู้ตาย ซึ่งบัญชีทรัพย์สินสมรสดังกล่าว จำเลยทราบอยู่แล้วว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาปิดบังทรัพย์มรดกของผู้ตายเพื่อจำเลยจะได้รับมรดกมากกว่าที่ควรจะได้ ทั้งจำเลยยังได้ขายรถยนต์ซึ่งเป็นสินค้าส่วนตัวของผู้ตายไปในราคาถูกเกินกว่าความเป็นจริงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทอื่น อันเป็นการยักย้ายทรัพย์มรดก จำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย ขอให้พิพากษาว่าจำเลยในฐานะส่วนตัวถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายและบังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ถ้าการแบ่งทรัพย์ไม่เป็นที่ตกลงกันให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันระหว่างทายาทตามส่วนที่ควรได้รับให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกอื่นแสดงต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

จำเลยให้การว่า ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินสมรสท้ายฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลย จำเลยมิได้ปิดบังหรือยักย้ายทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวอย่างสินส่วนตัว ขณะผู้ตายจดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมนั้น ผู้ตายมีนางจรัสศรีเป็นคู่สมรสอยู่ แต่นางจรัสศรีมิได้ให้ความยินยอมในการที่ผู้ตายจดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรม การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมจึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายจะใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่บุตรบุญธรรมของผู้ตายตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า ผู้ตายได้จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม2515 โดยนางจรัสศรี จิตตะสิริ ภรรยาผู้ตายในขณะนั้นไม่ได้ให้ความยินยอม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2528 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อแรกว่า การจดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่ผู้ตายจดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พุทธศักราช2477 ยังใช้บังคับอยู่ กฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติเรื่องการรับบุตรบุญธรรมไว้ในลักษณะ 2 หมวดที่ 4 มาตรา 1584 ว่า ผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสนั้นก่อน เว้นแต่คู่สมรสนั้นวิกลจริตหรือสูญหายไปไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ขณะผู้ตายจดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรม ผู้ตายมีนางจรัสศรี จิตตะสิริเป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายจดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมโดยมิได้รับความยินยอมจากนางจรัสศรี การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม จึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์รวมทั้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างผู้ตายกับโจทก์ทั้งสอง ในฐานะผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1586 (1598/28ที่ได้ตรวจชำระใหม่) โจทก์ทั้งสองจึงไม่เป็นทายาทตาม มาตรา 1599ที่จะมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้

เมื่อคดีฟังได้ว่าการจดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายไม่สมบูรณ์และไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิรับมรดกผู้ตายแล้วประเด็นข้ออื่นที่เหลือจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

ชอบ + 30   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.197     ตอบเมื่อ : Wed 28 August 13 , 16:00


  กรรณิกา
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 48

เยาวชนชาย อายุ 17 และหญิงอายุ 16 ท้องแต่ฝ่ายหญิงต้องการค่าเสียหายที่ฝ่ายชายรับไม่ได้( เกินกำลัง )แต่เด็กยินยอมกันทั้งสองคน ถ้าไกล่เกลี่ยไม่ได้มีโทษอย่างไรค่ะ 
ขอบคุณค่ะ

ชอบ + 30   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 125.26.40.174     ตอบเมื่อ : Sat 7 September 13 , 10:41


ip2520
สมาชิก
ตอบ : 750

ความเห็นที่ 49

ความคิดเห็นคุณ กรรณิกา : ตอบเมื่อ Sat 7 September 13 , 10:41
เยาวชนชาย อายุ 17 และหญิงอายุ 16 ท้องแต่ฝ่ายหญิงต้องการค่าเสียหายที่ฝ่ายชายรับไม่ได้( เกินกำลัง )แต่เด็กยินยอมกันทั้งสองคน ถ้าไกล่เกลี่ยไม่ได้มีโทษอย่างไรค่ะ 
ขอบคุณค่ะ
 ลองคุยกับพ่อแม่ฝ่ายหญิงดูครับ เรื่องแบบนี้ผมขอไม่มีคำแนะนำครับ เด็กสมัยนี้ทำกันเยอะมาก รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังทำกัน  ถ้าถูกทำร้ายถูกหลอกมาผมยินดีให้คำแนะนำครับ เด็กสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจเรียนกัน ก็ต้องตามสภาพกับสิ่งที่ทำครับ ลูกผู้หญิงต้องเข้าใจผู้หญิงด้วยครับ

ชอบ + 32   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: 172.16.2.199     ตอบเมื่อ : Sat 7 September 13 , 12:47

Page •  1   2 
ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง LAWYERTHAI.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป

แสดงความคิดเห็น
Name :  
Special Tag : ปิดท้ายคำสั่ง
 
  :-D 8-| :-( :-) :-[ )-( B-) B-( :-P 8-.
Comment :

ใส่ตัวเลขในช่องว่าง :
   
ออกแบบเว็บไซต์โดย Gomew Co., Ltd.