หน้าแรก   เกี่ยวกับเรา   บริการของเรา  ติดต่อเรา  สนับสนุนเรา  สมุดเยี่ยม
    • ติดตาม lawyerthai ผ่านทาง /lawyerthai  /iamlawyerthai
close [x]
close [x]

Our Partners | รีวิว ร้านอาหาร เชียงใหม่ | รีวิว ที่เที่ยว เชียงใหม่ | รีวิว ที่พัก เชียงใหม่ | Chiang Mai Thailand | Chiang Mai Travel | Chiang Mai Travel Guide | Chiang Mai Boutique Hotel | กฎหมาย | ปรึกษากฎหมายฟรี | Detox Chiang Mai | Chiang Mai Wedding Planner | จัดงานเลี้ยง เชียงใหม่
Home
  ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)     สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 

เวลาขณะนี้ Thu 30 October 14 19:15

กระดานสนทนากฎหมาย

lawyerthai lawyerthai lawyerthai lawyerthai



ผมไม่เข้าใจ คำว่าโมฆะกับโมฆียะ
Page •  1   2  3 

หัวอิงสง
สมาชิก
ตอบ : 27

โมฆะกับโมฆียะต่างกันเยี่ยงไร? ขอช่วยอธิบายให้กระผมผู้เบาปัญญาคนนี้เข้าใจด้วยเถิด ขอยกตัวอย่างสักตัวอย่างด้วยจักขอบพระคุณอย่างสูง

ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 5 February 08 , 18:58


msu

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 1

ขอบคุงมากน่ะคับ ท่านผู้มีความรู้ทุกท่านคับ
ได้ความรู้เยอะเลย

ชอบ + 576 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: ตอบเมื่อ : Fri 18 July 08 , 11:38


eng_law_buu
ตอบ : 51

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 2

เรียนคุณหัวอิงสงค๊ะ
          โมฆะ   หมายถึง   นิติกรรมใดๆที่ทำนั้นเป็นอันเสียเปล่าตั้งแต่ต้น  ผลก็คือ  เสมือนว่าไม่เคยมีการทำนิติกรรมนั้นมาก่อน(นิติกรรม=สัญญาต่างๆ)
          โมฆียะ  หมายถึง  การไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมต่างๆ  โมฆียะนี้ให้ให้ผลสองทางคือ  ยอมรับนิติกรรมนั้น  หรือ  ปฏิเสธนิติกรรมนั้น 
              ๑.  ยอมรับนิติกรรม  ก็คือสัญญาต่างๆที่เป็นโมฆียะ  และเรายอมรับหรือตกลงหรือยืนยังที่จะยังคงทำนิติกรรมนั้นต่อไป
              ๒.  ปฏิเสธนิติกรรมนั้น  ก็คือสัญญาต่างๆที่ไม่สมบูรณ์บางส่วน  เมื่อเรารู้ถึงความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมนั้นเราจึงปฏิเสธไม่ยอมรับนิติกรรมนั้น  ทำให้ผลกลายเป็นเสียเปล่า  ผลข้อนี้จะเหมือนกับโมฆะ  หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า  เมื่อเราปฏิเสธผลนั้นก็จะกลายเป็นโมฆียะทันที
  

            (เสริม)
            การให้สัตยาบัน   คือการยอมรับ  ตกลง  ตอบรับ  ฯลฯ  เป็นผลทางบวก
            โมฆะกรรม    ไม่สามารถให้สัตยาบันใดๆได้เลย  (ขัดต่อกฏหมาย(ผิดกฏหมายฯลฯ) )
             โมฆียะกรรม     สามารถให้สัตยาบันได้  ผู้ที่สามารถให้สัตยาบันได้เช่น  ผู้ปกครองของบุคคลนั้น   ผู้ปกครองของผู้เยาว์  ผู้ปกครองของคนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนวิกลจริต ฯลฯ  

ชอบ + 566 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: ตอบเมื่อ : Wed 6 February 08 , 00:27


คนวังนำ
ตอบ : 51

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 3

อยากทราบบุคคลที่แพทย์ลงความเห็นว่า วิกลจริต แต่ศาลยังไม่สั่งให้เป็นคนวิกลจริต จะสามารถสมัครรับเลือกตั้ง สภาและผู้บริหารท้องถิ่นได้หรือไม่ครับ

ชอบ + 565 ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP: ตอบเมื่อ : Fri 21 March 08 , 12:54


  wanida_buucu
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 1

ในฐานะที่น้องเป็นนักกฎหมาย รุ่นน้อง พี่จะเอามาตราต่างๆ มาให้อ่านและทำความเข้าใจเองค่ะ และเมือสงสัยก็ปรึกษาพี่ได้ค่ะ 
มาตรา ๒๑ ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน การใดๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา ๒๘ บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าคู่สมรสก็ดี ผู้บุพการีกล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวดก็ดี ผู้สืบสันดานกล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ลื่อก็ดี ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ศาลจะสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้
บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การแต่งตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาลและการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาล ให้เป็นไปตามบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายนี้
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๒๙ การใดๆ อันบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลงการนั้นเป็นโมฆียะ

มาตรา ๓๐ การใดๆ อันบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลง การนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อได้กระทำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่าผู้กระทำเป็นคนวิกลจริต

มาตรา ๓๑ ถ้าเหตุที่ทำให้เป็นคนไร้ความสามารถได้สิ้นสุดไปแล้วและเมื่อบุคคลผู้นั้นเองหรือบุคคลใดๆ ดังกล่าวมาในมาตรา ๒๘ ร้องขอต่อศาลก็ให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถนั้น
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๓๔ คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้
(๑) นำทรัพย์สินไปลงทุน
(๒) รับคืนทรัพย์สินที่ไปลงทุน ต้นเงินหรือทุนอย่างอื่น
(๓) กู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน ยืมหรือให้ยืมสังหาริมทรัพย์อันมีค่า
(๔) รับประกันโดยประการใดๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับชำระหนี้
(๕) เช่าหรือให้เช่าสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าหกเดือนหรืออสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าสามปี
(๖) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูป เพื่อการกุศล การสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
(๗) รับการให้โดยเสน่หาที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน หรือไม่รับการให้โดยเสน่หา
(๘) ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือในสังหาริมทรัพย์อันมีค่า
(๙) ก่อสร้างหรือดัดแปลงโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือซ่อมแซมอย่างใหญ่
(๑๐) เสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ เว้นแต่การร้องขอตามมาตรา ๓๕ หรือการร้องขอถอนผู้พิทักษ์
(๑๑) ประนีประนอมยอมความหรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
ถ้ามีกรณีอื่นใดนอกจากที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ซึ่งคนเสมือนไร้ความสามารถอาจจัดการไปในทางเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว ในการสั่งให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเมื่อผู้พิทักษ์ร้องขอในภายหลัง ศาลมีอำนาจสั่งให้คนเสมือนไร้ความสามารถนั้นต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะทำการนั้นได้
ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การใดกระทำลงโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรานี้ การนั้นเป็นโมฆียะ

มาตรา ๓๕ ในกรณีที่ผู้พิทักษ์ไม่ยินยอมให้คนเสมือนไร้ความสามารถกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๔ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อคนเสมือนไร้ความสามารถร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้กระทำการนั้นโดยไม่ต้องรับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก็ได้ ถ้าการนั้นจะเป็นคุณประโยชน์แก่คนเสมือนไร้ความสามารถ

มาตรา ๓๖ ถ้าเหตุที่ศาลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้สิ้นสุดไปแล้วให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
 เอาละอ่านถึงบรรทัดนี้ พอสรุปได้ว่า 
  โมฆะ คือ ทำแล้วไม่มีผลอะไร เหมือนไม่ได้ทำค่ะ
  โมฆียะ คือ ทำแล้ว ให้รอผู้ปกครองว่า บอกล้างหรือยืนยันก็แล้วแต่ผู้ปกครองหรือ ให้ดูว่าเหมาะสมกับถานานุรูปหรือไม่

ชอบ + 267   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 5 February 08 , 23:11


  จุ๋ม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 2

นิติกรรมที่เป็นโมฆะ คือนิติกรรมที่ถือว่าไม่ได้มีอะไรกันมาตั้งแต่ต้น โดยหากเป็นโมฆะแล้ว คู่สัญญาให้คืนกลับฐานนะเดิมเช่น สัญญาซื้อขายที่เป็นโมฆะก็คือไม่มีการทำสัญญากันเลย ให้ผู้ซื้อคืนทรัพย์ให้ผู้ขาย และให้ผู้ขายคืนราคาให้แก่ผู้ซื้อ คือถือว่าไม่ได้มีการทำสัญญากันเกิดขึ้นเลย และที่สำคัญคือนิติกรรมที่เป็นโมฆะจะไม่สามารถให้สัตยาบันได้ เช่นการทำนิติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฏหมาย นิติกรรมที่พ้นวิสัย
นิติกรรมที่เป็นโมฆียะคือนิติกรรมที่ไม่สมบูรณ์มาแต่ต้น สามารถให้สัตยาบัน หรือบอกล้างได้โดยผู้ที่มีอำนาจปกครองเช่นผู้ปกครองของผู้เยาว์ ผู้พิทักษ์ของผุ้เสมือนไร้ความสามารถ เช่นผู้เยาว์ทำสัญญาซื้อรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองถือว่าเป็นโมฆียะ หากภายหลังผู้ปกครอง(พ่อ แม่) ทราบแล้วยอมให้สัตยาบันก็ถือว่าสัญญานั้นเป็นสัญญาที่สมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น แต่ถ้าผู้ปกครองไม่ยินยอมก็จะบอกล้างสํญญานั้น ก็ถือว่าสั้ญญานั้นเป็นโมฆะคือเสียมาตั้งแต่ต้น คนขายรถก็ต้องคืนเงิน ผู้เยาว์ก็ต้องเอารถไปคืน การทำนิติกรรมโดยสำคัญผิด ถูกข่มขู่ กลฉ้อฉลก็ถือว่าเป็นโมฆียะได้
มีอาจารย์บางท่านเปรียบเทียบคำว่าโมฆะเหมือนเมล็ดข้าวที่เสียแล้ว ไม่สามารถนำไปปลูกให้ขึ้นได้อีก  ส่วนโมฆียะเสมือนเมล็ดข้าวที่แคระแกรน สามารถนำไปปลูกให้งอกเป็นต้นได้แต่ไม่สมบูรณ์ หากดูแลดีต้นข้าวก็สามารถเจริญเติบโตดีคือการให้สัตยาบัน  หากไม่ดูแลต้นข้าวก็จะตายก็คือการบอกล้างนั่นเอง

ชอบ + 342   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 5 February 08 , 23:33


eng_law_buu
สมาชิก
ตอบ : 51

ความเห็นที่ 3

เรียนคุณหัวอิงสงค๊ะ
          โมฆะ   หมายถึง   นิติกรรมใดๆที่ทำนั้นเป็นอันเสียเปล่าตั้งแต่ต้น  ผลก็คือ  เสมือนว่าไม่เคยมีการทำนิติกรรมนั้นมาก่อน(นิติกรรม=สัญญาต่างๆ)
          โมฆียะ  หมายถึง  การไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมต่างๆ  โมฆียะนี้ให้ให้ผลสองทางคือ  ยอมรับนิติกรรมนั้น  หรือ  ปฏิเสธนิติกรรมนั้น 
              ๑.  ยอมรับนิติกรรม  ก็คือสัญญาต่างๆที่เป็นโมฆียะ  และเรายอมรับหรือตกลงหรือยืนยังที่จะยังคงทำนิติกรรมนั้นต่อไป
              ๒.  ปฏิเสธนิติกรรมนั้น  ก็คือสัญญาต่างๆที่ไม่สมบูรณ์บางส่วน  เมื่อเรารู้ถึงความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมนั้นเราจึงปฏิเสธไม่ยอมรับนิติกรรมนั้น  ทำให้ผลกลายเป็นเสียเปล่า  ผลข้อนี้จะเหมือนกับโมฆะ  หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า  เมื่อเราปฏิเสธผลนั้นก็จะกลายเป็นโมฆียะทันที
  

            (เสริม)
            การให้สัตยาบัน   คือการยอมรับ  ตกลง  ตอบรับ  ฯลฯ  เป็นผลทางบวก
            โมฆะกรรม    ไม่สามารถให้สัตยาบันใดๆได้เลย  (ขัดต่อกฏหมาย(ผิดกฏหมายฯลฯ) )
             โมฆียะกรรม     สามารถให้สัตยาบันได้  ผู้ที่สามารถให้สัตยาบันได้เช่น  ผู้ปกครองของบุคคลนั้น   ผู้ปกครองของผู้เยาว์  ผู้ปกครองของคนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนวิกลจริต ฯลฯ  

ชอบ + 566   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 6 February 08 , 00:27


  หัวอิงสง
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 4

ไม่รู้จะขอบพระคุณ wanida_buucu และทุกๆคนยังไงดี ผมหายโง่ขึ้นเยอะเลย ขอบคุณมากๆเลยครับ
   

ชอบ + 254   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 6 February 08 , 15:05


  คนวังนำ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 5

อยากทราบบุคคลที่แพทย์ลงความเห็นว่า วิกลจริต แต่ศาลยังไม่สั่งให้เป็นคนวิกลจริต จะสามารถสมัครรับเลือกตั้ง สภาและผู้บริหารท้องถิ่นได้หรือไม่ครับ

ชอบ + 565   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Fri 21 March 08 , 12:54


  มารนิติ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 6

คุณจุ๋ม ผมว่ามันแปลกๆนะตรงที่การใดที่เป็นโมฆะกรรม เมื่อบอกล้างแล้วให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมน่ะ ถ้าให้คืนสู่ฐานะเดิมมันเมื่อบอกล้างโมฆียกรรมมังครับ ผมว่าโมฆะกรรมนี่มันเลิกแล้วเลิกเลย เหลือเท่าไหร่คืนเท่านั้นตามสภาพ ได้ดอกผลก็ไม่ต้องคืน ถ้าสุจริต ไม่ใช่หรือครับ หรือผมเข้าใจผิด

ชอบ + 241   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sun 23 March 08 , 22:41


  จุ๋ม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 7

คือว่าถ้าจะพูดถึงคำว่าโมฆะกรรมคือสูญเปล่ามาตั้งแต่ต้นใช่ใหมคะ ก็คือถือว่าไม่มีการทำสัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน เช่นการทำสัญญาซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ทำตามแบบคือไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นโมฆะคือเจ้าของที่คืนเงินที่ได้รับมาจากผู้ซื้อ ส่วนผู้ซื้อก็ต้องคืนกรรมสิทธิ์ในอสังฯ ให้แก่ผู้ขาย   (สงสัยจะพิมพ์ผิดอ่ะค่ะ เอาเป็นว่าโมฆะกรรมไม่สามารถบอกล้างหรือให้สัตยาบันได้ต้องสูญเปล่ามาแต่ต้นเพียงอย่างเดียว  แต่โมฆียะกรรมสามารถบบอกล้างหรือให้สัตยาบันได้)
ต้องขออำภัยมา ณ ที่นี้ด้วยเด้อ พอดีข้าพเจ้าเพิ่งกลับจากดำเนินการขอใบประกอบวิชาชีพมาหนะ

ชอบ + 218   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 24 March 08 , 15:59


  elle
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 8

ขอเสริม ความเห็นของคุณจุ๋ม กับ คุณ มารนิติค่ะ

เห็นตรงกับคุณมารนิติว่ามันแปลกๆ...ตรงที่คุณจุ๋มกล่าวถึง นิติกรรมที่เป็นโมฆะ ว่า ให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม  เข้าใจตรงกับคุณมารนิติหรือเปล่าคะ

เพราะ นิติกรรมที่เป็นโมฆะนั้น มันเสียเปล่ามาตั้งแต่แรก ดังนั้น จึงไม่มีฐานะใดๆให้แก่คู่สัญญาจะกลับคืนได้  เนื่องจากมันเสมือนว่าไม่ได้มีการทำนิติกรรมนั้นมาก่อนเลย  

ในทางกลับกัน  นิติกรรมที่เป็นโมฆียะนั้น เมื่อได้มีการบอกล้าง ในกรณีเช่นนี้ จึงจะให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม และนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาบังคับใช้  (ใช่หรือเปล่าคะที่คุณมารนิติจะเสนอความเห็นประเด็นนี้)

หากขาดตกบกพร่องอย่างไร  ก้อติเข้ามาได้นะคะ ยินดีรับฟังค่ะ

ชอบ + 225   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 28 April 08 , 23:01


  เรวัตร
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 9

คำว่า อนุญาโตตุลาการ คือไรครับ

ชอบ + 227   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 12 May 08 , 09:27


  เรวัตร
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 10

เพราะเหตุไร กฎหมายถึงได้มีคำแปลกๆ เข้าใจยากๆ เยอะเลย ครับ

ชอบ + 208   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 12 May 08 , 09:29


  wanida_buucu
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 11

เรียน  คุณ เรวัตร 
  อนุญาโตตุลาการ คือ การระงับข้อพิพาทนอกศาล ค่ะ   โดยมี ระบุในสัญญาทีทำต่อกัน ว่า จะใช้ อนุญาโตตุลาการ  ในกรณีมีข้อขัดแย้งกันค่ะ   แต่ บางครั้ง การใช้อนุญาโตตุลาการ  ต้องการให้ปัญหา จบเร็ว และ เสียหายน้อยที่สุด ยุติธรรมทั้งสองฝ่าย   

 อยากรู้เพิ่มเติมมากกว่านี้  โทรมาค่ะ 081-626-9246  

ชอบ + 223   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 12 May 08 , 14:23


  msu
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 12

ขอบคุงมากน่ะคับ ท่านผู้มีความรู้ทุกท่านคับ
ได้ความรู้เยอะเลย

ชอบ + 576   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Fri 18 July 08 , 11:38


  จุ๋ม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 13

ตอนเรียนจำได้ว่าเคยเจอคำนี้ แต่วันนี้เพิ่งอ่านเจอฎีกาเกี่ยวกับการเป็นโมฆะกับการกลับสู่สถานะเดิมค่ะ
คำพิพากษาฏีกาที่ 2155/2547  ..... จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามช้ดแจ้งโดยกฏหมาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตกเป็นโมฆะ คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยถือเสมือนหนึ่งว่าไม่มีการทำสัญาจะซื้อจะขายที่ดินกัน
คำพิพากษาฏีกาที่ 847/2538 .... เป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฏหมาย เป็นโมฆะ โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานนะเดิม ไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญากันอีกต่อไป


ชอบ + 213   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sat 19 July 08 , 11:12


  โยจิน
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 14

ขอบคุณค่ะ     ช่วยในการสอบได้เยอะเลย  

ชอบ + 215   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 24 September 08 , 12:07


  ดก
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 15

  

ชอบ + 233   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sat 11 October 08 , 10:46


  มารนิติ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 16

มาตรา 172 โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้และผู้มี ส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าว อ้างก็ได้
 ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ

 มาตรา 176  โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะ มาแต่เริ่มแรก และให้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้น วิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน...........

ลักษณะ 4 ลาภมิควรได้

มาตรา 414 ถ้าการคืนทรัพย์ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะสภาพแห่ง ทรัพย์สินที่ได้รับไว้นั้นเองก็ดี หรือเพราะเหตุอย่างอื่นก็ดี และบุคคล ได้รับทรัพย์สินไว้โดยสุจริต ท่านว่าบุคคลเช่นนั้นจำต้องคืนลาภมิควร ได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน


คุณจุ๋มดูนะครับ เป็นโมฆะ เวลาเลิกสัญญาให้ใช้หลักลาภมิควรได้ แต่โมฆียะกรรม ใช้คำว่ากลับสู่ฐานะเดิม เช่น จ้างผู้เยาว์ทำงานโดยผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ยินยอม เป็นโมฆียะ เด็กจะคืนฐานะเดิม โดยให้นายจ้างใช้แรงงานคืน พ้นวิสัย จึงต้องได้ค่าแรงแทน ตามมาตรา 176 จ่ายช้าก็ต้องมีดอกเบี้ยด้วย 

ส่วนโมฆะเช่น การสำคํญผิด เป็นโมฆะ ใช้หลักลาภมิควรได้ ซื้อขาย ก็ต้องคืนของคืนเงิน แต่ดอกเบี้ยดอกผลใดๆตราบเท่าที่สุจริต ไม่ต้องคืนด้วย

มันต่างกันนิดๆครับ คำพูดอาจเหมือนกันได้บ้าง แต่แนวคิดโดยรวมจะต่างกันครับ

ชอบ + 209   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sat 11 October 08 , 16:00


  จุ๋ม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 17

ขอบคุณคร้าบ สำหรับคำแนะนำ  พอดีแนวฏีกาเขาว่างั้นอ่ะ ก็ว่ากันไปเนอะ  

ชอบ + 235   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sun 12 October 08 , 12:10


  ppworldฬ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 18

แต่เราว่า ใช้คำว่าหลักลาภมิควรได้สำหรับโมฆะ นะคะ
มันต่างตรงที่ว่า 
+ลาภมิควรได้ จะพิจารณาถึงความสุจริตประกอบด้วยค่ะ
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าสุจริต บุคคลภายนอกนั้นก็คืนของเท่าที่เหลืออยู่
หรือถ้าใช้ของนั้น(อย่างสุจริต)จนไม่เหลือแล้ว 
นั่นก็คือ ไม่สามารถเอาคืนให้เขาได้แล้ว ก็ไม่ต้องคืนค่ะ 
แต่ถ้าไม่สุจริต ก็ต้องคืนของนั้น หรือถ้าคืนไม่ได้ก็อาจจะชดใช้ราคา
อะไรอย่างอื่นแทนตามที่ตกลงกัน
+ ส่วนการกลับคืนสู่สภาพเดิม เกิดมาจากการบอกล้างนิติกรรมที่
เป็นโมฆียะค่ะ ซึ่งการกลับคืนฐานะเดิมจะไม่ดูว่าคุณสุจริตหรือไม่
เพราะว่าถึงแม้คุณสุจริตยังไงก็ต้องคืน ที่เป็นเช่นนี้
ก็เนื่องจาก กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ฝ่ายผู้ก่อนิติกรรมนั่นล่ะค่ะ
สรุปคือ บุคคลภายนอกจะสุจริตหรือไม่ ถึงอย่างไรก็ต้องคืนของนั่นเอง
(ถุ้คืนไม่ได้ก็ชดใช้ราคาเป็นอย่างอื่นแทนไงคะ)

ดังนั้น การที่นิติกรรมเป็นโมฆะ-->ใช้หลักลาภมิควรได้
ส่วนการบอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะ-->ใช้การกลับคืนสู่สภาพ/ฐานะเดิม



ชอบ + 231   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Mon 12 January 09 , 09:32


  09
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 19

    

ชอบ + 210   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sat 14 March 09 , 16:44


  ann
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 20

อยากไห้ทุกคนช่วยยกตัวอย่างของโมฆะกับโมฆียะไห้ดูได้ไหมคะ

ชอบ + 177   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 18 March 09 , 21:48


  ShakeN
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 21

สั้นๆ ละกันครับ
โมฆะกรรมนั้น คือ นิติกรรมที่ทำขึ้นเสียเปล่าตั้งแต่ต้น ไม่อาจให้สัตยานบันได้ ไม่มีผลตามกฏหมาย และคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีส่วนได้เสีย จะยกเอาความเสียเปล่าของนิติกรรมที่เป็นโมฆะอ้างต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้(ม.172)

ตัวอย่าง .ม.150(วัตถุประสงค์) ม.152(แบบ)ม.157(การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญ) เป็นต้น เช่น นิติกรรมซึ่งทำขึ้นโดย สำคัญผิดในสาระสำคัญตกเป็นโมฆะตามมาตรา 157 ใช่ ต้องการจะทำสัญญาซื้อ รถต์ยนต์ ยี่ห้อ HONDA สีแดง ราคา 500000 บาท แตู่่สัญญา ได้ยินว่าเป็นรคจักรยานยนต์ HONDA สีดำราคา 500000 จึงตกลงทำนิติกรรม ดังนี้ถือว่า เป็น นิติกรรมที่ คู่สัญญาสำคัญผิดในสาระสำคัญ สำคัญในตัวทรัพย์ เป็นต้น

โมฆียะ คือ นิติกรรมที่ผลสมบูรณ์สมบูรณ์ตามกฏหมาย แต่อาจถูกบอกล้างหรือให้สัตยาบันในภายหลังได้

ตัวอย่าง ม. 153(ขัดกับ กฏหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล) 159(กลฉ้อฉล) 

รายละเอียดในเรื่องโมฆะ โมฆียะ มีมากเหลือเกิน เห็นข้าน้อยจะยกตัวอย่างไม่ใหว


ชอบ + 182   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 31 March 09 , 07:14


  ShakeN
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 22

กลฉ้อฉล เช่น A หลอก B ว่า มีเพชร สวยวงหนึ่ง เป็นเพชรหายาก มาก จะขายให้ราคาถูกๆ B ตกลงซื้อ ต่อมา B ทราบว่า ตนถูก A หลอก เพราะ เพชรนั้นเป็นแค่ เม็ดพลาสติก ดังนนี้ นิติกรรมซ์้อขายดังกล่าวตกเป็นโมฆียะ

ผลตามกฏหมาย
1 B อาจจะให้สัตยาบัน การซื้อขายแก่ A เพื่อให้ นิติกรรมดังกล่าวสมบูรณ์ตลอดไป ซึ่งการสมบูรณืดังกล่าวไม่อาจจะให้สัตยาบันหรือบอกล้างได้อีกในภายหลัง

2 B อาจบอกล้าง โมฆียะ การบอกล้างจะทำให้นิติกรรมถือว่าตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก คู่กรณี กลับสู่ฐานะเดิม

การตกเป็นโมฆะเพราะการบอกล้าง โมฆียะ นั้น แตกต่างจาก การเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก ตรงที่ว่า ผลระหว่างคู่กรณี
-โมฆะ จะนำหลักเรื่องลาภมิควรได้ มาใช้บังคับกับการคืนทรัพย์ 172ว2 คือ ได้ทรัพย์มาโดยสุจริตเช่นไร ก็คืนไปเท่านั้น
- โมฆียะ จะทำให้คู่กรณีกลับสู่ฐานะเดิม 176วแรก ถ้าไม่สามารถคืนทรัพย์ได้เพราะพ้นวิสัย ก็ต้องใช้ค่าชดเสียหาย

ผลระหว่างบุคคลภายนอก 
ถ้าคู่กรณีโอนทรัพย์ไปให้บุคคลภายนอก
-โมฆะ หลักผู้โอนไม่สิทธิ์ดีกว่าไม่รับโอน บุคคลภายนอกแม้จะเสียค่าตอบแทนและสุจริต ก็ต้องคืนทรัพย์ไปให้กับคู่กรณี เพราะเมื่อนิติกรรมตกเป็นโมฆะแล้ว คู่กรณีก็ไม่มีผลใดๆ ผูกกันพันธืมาตั้งแต่ต้น ไม่สิทธิ์ในตัวทรัพย์ เมื่อผู้โอนไม่สิทธิ์ ผู้รับโอนก็ไม่สิทธิ์เช่นกัน แต่มีข้อยกเว้นไว้ตาม ม 155 ว แรก ตอนท้าย เฉพาะกรณี เจตลวง

- โมฆียะ สุจริตและเสียค่าตอบแทน ไม่ต้องคืนทรัพย์

ผิดพลาด ตกหล่น ตรงใหนเพิ่มเติมด้วยครับ กำลังรีบ -0-

ชอบ + 219   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 31 March 09 , 07:30


  ShakeN
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 23

+ ส่วนการกลับคืนสู่สภาพเดิม เกิดมาจากการบอกล้างนิติกรรมที่
เป็นโมฆียะค่ะ ซึ่งการกลับคืนฐานะเดิมจะไม่ดูว่าคุณสุจริตหรือไม่
เพราะว่าถึงแม้คุณสุจริตยังไงก็ต้องคืน ที่เป็นเช่นนี้
ก็เนื่องจาก กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ฝ่ายผู้ก่อนิติกรรมนั่นล่ะค่ะ
สรุปคือ บุคคลภายนอกจะสุจริตหรือไม่ ถึงอย่างไรก็ต้องคืนของนั่นเอง
(ถุ้คืนไม่ได้ก็ชดใช้ราคาเป็นอย่างอื่นแทนไงคะ) 
-------------------------------


การกลับสู่ฐานะเดิม
กฏหมายถือว่าในขณะ ทำนิติกรรมนั้น ถ้าสุจริต นิติกรรมนั้นสมบูรณ์ครับ ดังนั้น คู่กรณีจะทำเสียอย่างไรกับทรัพย์นั้นก็ได้ จะโอนต่อให้บุคคลภายนอกก็ได้ กฏหมายคุ้มครอง ถ้ามีการบอกล้างแล้ว กฏหมายก้คุ้มครอง บุคคลภายนอกครับ
ตามมาตรา 176 เฉพาะคำว่า "พ้นวิสัย" นั่นคือ การบุบสลาย สูญหาย และ โอนให้บุคคลภายนอกครับ 

ประกอบกับ มาตรา 1329 "สิทธิของบุคคลซึ่งได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนท่านว่าไม่เสียไป ถึงแม้ว่าจะได้มาจากนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะและถูกบอกล้างภายหลัง"

  

ชอบ + 180   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 31 March 09 , 07:40


  Rome
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 24

ขอคุณสำหรับความรู้นะครับ ขอบคุณมากๆๆๆเลย

ชอบ + 171   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 5 May 09 , 12:17


  จ๊ะจ๋า
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 25

ขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความรู้ค่ะ ตอนนี้กำลังสับสนเรื่องโมฆียะและโมฆะเช่นกัน

ชอบ + 188   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Thu 28 May 09 , 21:38


  mod
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 26

โหเข้ามาไม่เสียเวลาจริงๆทำให้น้องใหม่อย่าหนูเข้าใจมากขึ้น
ขอบคุณพี่ๆทุกคนและเจ้าของเว็บนี้มากค่ะ
หนูอยากให้พี่ๆช่วยสอนอีกเข้ามาสอนที่e-mail mod_get34@hotmail.com
แล้วจะเป็นพระคุณอย่างสูงช่วยรุ่นน้องด้วยนะค่ะ

ชอบ + 172   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 2 June 09 , 17:18


  *-*
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 27

ชอบๆพี่เรียนนิติที่มหาลัยกันหรอคับ

ชอบ + 176   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 3 June 09 , 18:41


  จุ๋ม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 28

ช่ายจ้า พี่เป็นนักศึกษานิติศาสตร์ราม ปี 3 รหัส 4901xxxxxxxxx  จ่ะ

ชอบ + 179   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 3 June 09 , 20:28


  เกิดผล
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 29

น้องความเห็นที่ 27 พูดแปลกๆนะ
  เรียนนิติ ..ก้ต้องมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แล้วมีที่ใหนที่เขาสอนนิติศาสตร์นอกจากในมหาวิทยาลัยกับ สำนักอบรมกฎหมายของเนติ์ละครับ

ชอบ + 181   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 3 June 09 , 20:35


  ภควัฒน์
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 30

ขอบคุณ

ชอบ + 179   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Thu 11 June 09 , 11:30


  IriSz
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 31

จากข้อความของคุณ wanida_buucu

ที่บอกว่า
 "โมฆียะ คือ ทำแล้ว ให้รอผู้ปกครองว่า บอกล้างหรือยืนยันก็แล้วแต่ผู้ปกครองหรือ ให้ดูว่าเหมาะสมกับถานานุรูปหรือไม่ "

คำว่า ถานานุรูป นั่นคำเดียวกับ คำว่า ฐานานุรูป หรือเปล่าครับ
หรือ คุณพิมพ์ผิด ครับ

ชอบ + 204   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Fri 12 June 09 , 10:45


ท.ปกรณ์
สมาชิก
ตอบ : 1458

ความเห็นที่ 32

"โมฆะ" กับ "โมฆียะ" ต่างกันเยี่ยงไร?...มีกับไม่มี "ยี"

ชอบ + 171   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sat 13 June 09 , 00:05


จุ๋ม
สมาชิก
ตอบ : 44

ความเห็นที่ 33

แล้วคำไหนที่มี "ยี" ล่ะ นายกร

ชอบ + 188   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 16 June 09 , 01:16


ท.ปกรณ์
สมาชิก
ตอบ : 1458

ความเห็นที่ 34

 ผลต่างนำมาลบกันแล้วเท่ากับยีน่ะครับ 

ชอบ + 187   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 16 June 09 , 23:25


  เม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 35

อยากได้คำศัพท์ที่เกี่ยวกับกฎหมายแพ่ง พร้อมยกตัวอย่าง   
ใครก็ได้ช่วยตอบที  งง

ชอบ + 181   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Thu 18 June 09 , 12:00


ท.ปกรณ์
สมาชิก
ตอบ : 1458

ความเห็นที่ 36

เอาเบอร์โทรมาสิ เดี๋ยวจะโทรไปบอก

ชอบ + 181   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Fri 19 June 09 , 02:40


  กอ
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 37

มาตรา ๒๑ ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน การใดๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น 
มาตรา ๒๘ บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าคู่สมรสก็ดี ผู้บุพการีกล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวดก็ดี ผู้สืบสันดานกล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ลื่อก็ดี ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ศาลจะสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้ 
บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การแต่งตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาลและการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาล ให้เป็นไปตามบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายนี้ 
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 

มาตรา ๒๙ การใดๆ อันบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลงการนั้นเป็นโมฆียะ 

มาตรา ๓๐ การใดๆ อันบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลง การนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อได้กระทำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่าผู้กระทำเป็นคนวิกลจริต 

มาตรา ๓๑ ถ้าเหตุที่ทำให้เป็นคนไร้ความสามารถได้สิ้นสุดไปแล้วและเมื่อบุคคลผู้นั้นเองหรือบุคคลใดๆ ดังกล่าวมาในมาตรา ๒๘ ร้องขอต่อศาลก็ให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถนั้น 
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 
มาตรา ๓๔ คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้ 
(๑) นำทรัพย์สินไปลงทุน 
(๒) รับคืนทรัพย์สินที่ไปลงทุน ต้นเงินหรือทุนอย่างอื่น 
(๓) กู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน ยืมหรือให้ยืมสังหาริมทรัพย์อันมีค่า 
(๔) รับประกันโดยประการใดๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับชำระหนี้ 
(๕) เช่าหรือให้เช่าสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าหกเดือนหรืออสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าสามปี 
(๖) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูป เพื่อการกุศล การสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา 
(๗) รับการให้โดยเสน่หาที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน หรือไม่รับการให้โดยเสน่หา 
(๘) ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือในสังหาริมทรัพย์อันมีค่า 
(๙) ก่อสร้างหรือดัดแปลงโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือซ่อมแซมอย่างใหญ่ 
(๑๐) เสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ เว้นแต่การร้องขอตามมาตรา ๓๕ หรือการร้องขอถอนผู้พิทักษ์ 
(๑๑) ประนีประนอมยอมความหรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย 
ถ้ามีกรณีอื่นใดนอกจากที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ซึ่งคนเสมือนไร้ความสามารถอาจจัดการไปในทางเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว ในการสั่งให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเมื่อผู้พิทักษ์ร้องขอในภายหลัง ศาลมีอำนาจสั่งให้คนเสมือนไร้ความสามารถนั้นต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะทำการนั้นได้ 
ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม 
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 
การใดกระทำลงโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรานี้ การนั้นเป็นโมฆียะ 

มาตรา ๓๕ ในกรณีที่ผู้พิทักษ์ไม่ยินยอมให้คนเสมือนไร้ความสามารถกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๔ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อคนเสมือนไร้ความสามารถร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้กระทำการนั้นโดยไม่ต้องรับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก็ได้ ถ้าการนั้นจะเป็นคุณประโยชน์แก่คนเสมือนไร้ความสามารถ 

มาตรา ๓๖ ถ้าเหตุที่ศาลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้สิ้นสุดไปแล้วให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม 
 เอาละอ่านถึงบรรทัดนี้ พอสรุปได้ว่า  
  โมฆะ คือ ทำแล้วไม่มีผลอะไร เหมือนไม่ได้ทำค่ะ 
  โมฆียะ คือ ทำแล้ว ให้รอผู้ปกครองว่า บอกล้างหรือยืนยันก็แล้วแต่ผู้ปกครองหรือ ให้ดูว่าเหมาะสมกับถานานุรูปหรือไม่ 
 

--------------------------------------------------------------------------------
 

ชอบ + 171   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Tue 23 June 09 , 09:33


  pingices
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 38

  

ชอบ + 183   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 1 July 09 , 20:51


  wanida_buucu
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 39

เรียนคุณ  กอ
 นี่เป็นคำตอบของดิฉัน ที่ตอบไว้เป็นลำดับที่ ๑ นี่ค่ะ  

ชอบ + 171   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 1 July 09 , 22:43


ท.ปกรณ์
สมาชิก
ตอบ : 1458

ความเห็นที่ 40

...เอ่อ...จริงๆด้วยฮะ...อ่ะ ลองดู โมฆะ กับ โมฆียะ ฉบับ ท.ปกรณ์ เมาแน่ๆ...
โมฆะกรรมและโมฆียกรรม (ม.๑๗๒-๑๘๑) 
- โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดยกเอาความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างได้ (ม.๑๗๒)
- เนื่องจากนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะ เป็นนิติกรรมที่เสียเปล่ามาแต่ต้น ถือเสมือนไม่ได้เกิดนิติกรรมนั้น จึงไม่อาจให้สัตยาบันได้
- นิติกรรมที่ตกเป็นโมฆียะถือว่านิติกรรมนั้นเกิดขึ้นแล้วและสมบูรณ์มาแต่ต้นจนกว่าจะถูกบอกล้าง ส่วนนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆียะอาจให้สัตยาบันได้ (ทำให้มีผลสมบูรณ์ตลอดไป)
- ผู้มีส่วนได้เสียที่จะต่อสู้ว่านิติกรรมตกเป็นโมฆะ หมายถึง ผู้ที่จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ หากนิติกรรมที่กล่าวอ้างเป็นโมฆะ
- นิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะ ถือเสมือนไม่มีการทำนิติกรรมกันเลย ศาลจึงไม่ต้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นอีก (แต่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนได้)
- จะฟ้องเรียกค่าเสียหาย โดยอาศัยนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะแล้ว ไม่ได้เช่นกัน
การคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม (ม.๑๗๒ วรรคสอง) 
- การคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ (ม.๑๗๒ วรรคสอง) คือ บทบัญญัติตาม ม.๔๐๖-๔๑๙ 
- แต่มีข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ใน ม.๔๐๗, ๔๑๐, ๔๑๑, ๔๑๒, ๔๑๓ และ ม.๔๑๕
- กรณีการชำระหนี้ตามอำเภอใจ (โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ) จะเรียกทรัพย์สินคืนไม่ได้(ม.๔๐๗) เช่น กู้ยืมเงินคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและคิดโดยวิธีทบต้นตกเป็นโมฆะ การที่ผู้กู้ชำระดอกเบี้ยที่เกินอัตรา โดยวิธีทบต้นเป็นการชำระหนี้ไปตามอำเภอใจจะนำเงินที่ชำระมาหักต้นเงินไม่ได้
- ถ้าชำระหนี้โดยฝ่าฝืนข้อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีจะเรียกทรัพย์ที่ชำระหนี้ไปคืนไม่ได้ตาม ม.๔๑๑ 
- แต่ถ้าผู้ซื้อไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินผู้ซื้อเรียกเงินคืนได้
นิติกรรมตกเป็นโมฆะบางส่วน (ม.๑๗๓) 
- ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่าคู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะนั้นแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้
- สัญญากู้ยืมเงินที่ตกลงดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดคือเกินกว่าร้อยละ ๑๕ ต่อปี ถือว่าข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ สามารถแยกออกจากข้อตกลงเกี่ยวกับต้นเงินได้ ดังนั้นในส่วนที่เกี่ยวกับต้นเงินยังคงสมบูรณ์ใช้บังคับได้ (ไม่ตกเป็นโมฆะ) ผู้กู้จึงต้องคืนเงินต้นให้ผู้ให้กู้ 
- แม้ข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยจะตกเป็นโมฆะ แต่เจ้าหนี้ก็ยังคงเรียกดอกเบี้ยในฐานผิดนัดในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดได้ตาม ม.๒๒๔
- การกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราแล้วนำเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นการชำระราคาที่ดินที่ซื้อจากผู้กู้สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะทั้งฉบับ
- สัญญาซื้อขายที่ดินมีข้อตกลงให้จดทะเบียนโอนกันในราคาประเมินซึ่งต่ำกว่าความเป็นจริงเป็นการหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมข้อตกลงเป็นโมฆะแต่แยกออกจากข้อสัญญาอื่นได้(ข้อสัญญาอื่นจึงสมบูรณ์)
- สัญญาจำนองที่มีข้อความให้รับผิดในต้นเงินที่เกินวงเงินไม่ว่าด้วยเหตุใดๆขัดต่อ ป.พ.พ. ม.๗๐๘ เฉพาะข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ (คงบังคับต้นเงินกันได้ในวงเงินที่ระบุพร้อมดอกเบี้ย)
 นิติกรรมที่เป็นโมฆะแต่สมบูรณ์เป็นนิติกรรมอย่างอื่น (ม.๑๗๔) 
- การใดเป็นโมฆะแต่เข้าลักษณะเป็นนิติกรรมอย่างอื่น ซึ่งไม่เป็นโมฆะ ให้ถือตามนิติกรรมซึ่งไม่เป็นโมฆะ ถ้าสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่าหากคู่กรณีได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะแล้วก็คงจะตั้งใจมาแต่แรกที่จะทำนิติกรรมอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะ
ผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรม (ม.๑๗๕) 
- ผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรม ได้แก่
(๑). ผู้เยาว์เป็นผู้ทำนิติกรรม ผู้มีสิทธิบอกล้างได้แก่
๑.๑ ผู้แทนโดยชอบธรรม
๑.๒.ผู้เยาว์ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ผู้เยาว์จะบอกล้างก่อนที่ตนจะบรรลุนิติภาวะก็ได้ (แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม)
(๒). คนไร้ความสามารถ หรือ เสมือนคนไร้ความสามารถ ผู้มีสิทธิบอกล้าง ได้แก่
- จะบอกล้างได้ต่อเมื่อพ้นจากเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถแล้ว
- คนเสมือนไร้ความสามารถจะบอกล้างก่อนที่ตนจะพ้นจากการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ (แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน)
- ในกรณีคนไร้ความสามารถ หากยังไม่พ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถ (ไม่อาจบอกล้างโมฆียกรรมนั้นได้ แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้อนุบาลก็ตามก่อน)
(๓). นิติกรรมที่เกิดจากสำคัญผิด หรือถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ ผู้มีสิทธิบอกล้าง ได้แก่
- คือ ผู้ที่แสดงเจตนาโดยสำคัญผิด หรือถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่
(๔). ผู้ทำนิติกรรมเป็นผู้วิกลจริต ตาม ม.๓๐ ผู้มีสิทธิบอกล้าง ได้แก่
- คือผู้วิกลจริต แต่จะบอกล้างได้ต่อเมื่อจริตของผู้นั้นไม่วิกลแล้ว (ม.๑๗๕ วรรคหนึ่ง)
- ถ้าบุคคลผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะถึงแก่ความตาย ก่อนมีการบอกล้างโมฆียกรรม ทายาทของบุคคลดังกล่าวอาจบอกล้างโมฆียกรรมนั้นได้ (ม.๑๗๕ วรรคสอง)
- โมฆียกรรม เป็นนิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายนับแต่ทำพินัยกรรมนั้นจนกว่าจะถูกบอกล้าง
- ผู้ค้ำประกัน ไม่มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรม
- สามีของผู้แสดงเจตนาวิปริต ไม่มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรม
- ผู้จัดการมรดกมีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรมได้ เพื่อนำทรัพย์สินมาแบ่งปันให้แก่ทายาท ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ตาม ม.๑๗๑๙
- ผู้ที่เป็นคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งกับผู้ไร้ความสามารถจึงไม่มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรมตาม ม.๑๗๕
- เฉพาะทายาทของผู้ไร้ความสามารถมีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรมได้ต่อเมื่อผู้ไร้ความสามารถถึงแก่คามตายไปแล้ว ม.๑๗๕ วรรคท้าย
- ในกรณีการให้สัตยาบัน ทายาทของผู้ทำนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆียะจะให้สัตยาบันได้ต่อเมื่อผู้ทำนิติกรรมนั้นถึงแก่ความตายไปแล้ว และต้องยังไม่มีการบอกล้างโมฆียกรรมนั้น ม.๑๗๙ วรรคสาม
- เมื่อถือว่ามีการให้สัตยาบันแล้ว (ไม่ว่า โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย) จะบอกล้างในภายหลังอีกไม่ได้ 
ผลการบอกล้างโมฆียกรรม (ม.๑๗๖) 
- โมฆียกรรมเมื่อบอกล้างแล้วถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก (คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน (ม.๑๗๖ วรรคแรก)
- ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ (ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้แทน) แสดงว่าในกรณีบอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะนี้จะเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้ (เว้นแต่ กรณีการกลับคืนสู่ฐานะเดิมตกเป็นการพ้นวิสัย จึงได้รับค่าเสียหายเป็นการทดแทน)
- กรณีจะบังคับตามม.๑๗๖ ได้ต้องเป็นนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะโดยผลของการบอกล้างโมฆียกรรม ถ้าเป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆะแต่แรกแล้ว ผลแห่งโมฆะกรรมต้องบังคับตามหลักเรื่องลาภมิควรได้ (ม.๔๐๖-๔๑๙) ไม่ใช่กลับคืนสู่ฐานะเดิม
การให้สัตยาบัน (ม.๑๗๗) 
- การให้สัตยาบัน คือ การให้การรับรองนิติกรรมที่เป็นโมฆียะให้มีผลตามกฎหมาย ทำให้หมดสิทธิที่จะบอกล้างโมฆียกรรมนั้นได้อีก
- ถ้าผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรมได้ให้สัตยาบันแก่โมฆียกรรมให้ถือว่าการนั้นเป็นอันสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก (แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอก)
- ผู้มีสิทธิที่จะให้สัตยาบันได้ก็คือ ผู้ที่มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรม ตาม ม.๑๗๕
การบอกล้างโมฆียกรรมและการให้สัตยาบัน (ม.๑๗๘-๑๗๙) 
- การบอกล้างหรือให้สัตยาบันแก่โมฆียกรรม ย่อมกระทำโดยการแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวกำหนดแน่นอน (ม.๑๗๘)
- ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแห่งโมฆียกรรมนั้นมีตัวกำหนดแน่นอน การบอกล้างหรือการให้สัตยาบันต้องแสดงเจตนาต่อบุคคลนั้น
- การไปร้องต่ออำเภอว่าตนถูกกลฉ้อฉลไม่ถือว่าเป็นการบอกล้าง
- การฟ้องคดีแพ่งถือว่าเป็นการบอกล้างโมฆียกรรม
- การฟ้องคดีอาญาไม่ถือว่าเป็นการบอกล้าง
- การที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดตามนิติกรรมที่โจทก์ฟ้อง โดยอ้างเหตุที่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะถือว่าเป็นการบอกล้างโมฆียกรรมแล้ว
- สัญญาซื้อขายที่ตกเป็นโมฆียะ การที่ผู้ซื้อได้ไปทวงเงินค่าที่ดินคืนจากผู้ขายถือว่าเป็นการบอกล้างแล้ว  - การบอกล้าง หรือ ให้สัตยาบัน กฎหมายมิได้กำหนดแบบไว้ ดังนั้นการให้สัตยาบันกระทำเพียงรับรองด้วยวาจาก็ได้ ถึงแม้นิติกรรมที่เป็นโมฆียะนั้นอยู่ในบังคับ(ต้องกระทำตามแบบ หรือ ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ) การบอกล้างหรือการให้สัตยาบันก็ยังคงไม่มีแบบ (จะกระทำด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้)
- การให้สัตยาบันแก่โมฆียกรรมนั้น จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้กระทำภายหลังเวลาที่มูลเหตุให้เป็นโมฆียกรรมนั้นหมดสิ้นไปแล้ว (ม.๑๗๙ วรรคหนึ่ง)
พฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นการให้สัตยาบัน (ม.๑๘๐) 
- ภายหลังที่จะพึงให้สัตยาบันตามม.๑๗๙ ถ้ามีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้เกิดขึ้นด้วยโมฆียกรรม โดยการกระทำของคนที่มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรม ตาม ม.๑๗๕ ถ้าไม่ได้สงวนสิทธิไว้ชัดแจ้งให้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบัน
(๑) ได้ปฏิบัติการชำระหนี้แล้วทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
(๒) ได้มีการเรียกให้ชำระหนี้นั้นแล้ว
(๓) ได้มีการแปลงหนี้ใหม่
(๔) ได้มีการให้ประกันเพื่อหนี้นั้น
(๕) ได้มีการโอนสิทธิหรือความรับผิดทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
(๖) ได้มีการกระทำอย่างอื่นอันแสดงได้ว่าเป็นการให้สัตยาบัน
- การที่ผู้อนุบาลไปติดต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอโอนที่ดิน หรือ ไปยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อทำนิติกรรมแทน ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันแล้ว
- การทำสัญญากู้ยืมเงิน โดยถูกข่มขู่หรือหลอกลวง สัญญากู้ตกเป็นโมฆียะ แต่ภายหลังผู้กู้กลับไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ให้กู้ หรือ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยมิได้สงวนสิทธิบอกล้างไว้ ถือว่าผู้กู้ได้ให้สัตยาบันแก่สัญญากู้นั้นโดยปริยายแล้ว
กำหนดเวลาบอกล้างโมฆียกรรม (ม.๑๘๑) 
- โมฆียกรรมนั้นจะต้องบอกล้างภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาอาจให้สัตยาบันได้ แต่ต้องไม่เกิน ๑๐ ปีนับแต่ได้ทำนิติกรรม
- ระยะเวลาบอกล้างโมฆียกรรมตาม ม.๑๘๑ เป็นเรื่องของกำหนดเวลา ไม่ใช่อายุความ
- แม้อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยกขึ้นต่อสู้ เมื่อฟังว่ามีการบอกล้างเมื่อพ้นกำหนดเวลาบอกล้าง ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
- เมื่อไม่ใช่เรื่องอายุความ ก็ไม่อยู่ในบังคับที่จะย่นไม่ได้ตาม ม.๑๙๓/๑๑
- ดังนั้นผู้รับประกันชีวิตจึงอาจลดระยะเวลาบอกล้างโมฆียกรรมได้
...ครับผม...

ชอบ + 190   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 1 July 09 , 23:05


  จุ๋ม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 41

ยาวเจง ๆ เลยอ้ะ ขยันพิมพ์เจง ๆ

ชอบ + 167   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Wed 1 July 09 , 23:21


  ตาม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 42

ขอถามผู้รู้หน่อยครับ ถ้าในโจทย์คำถามเขียนว่า จงอธิบายบ่อเกิดของกฏหมายเอกชน มาพอสังเขป จะตอบยังไงดีครับ ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ

ชอบ + 183   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Fri 10 July 09 , 19:50


  จุ๋ม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 43

ก็เอาเรื่องบ่อเกิดของกฏหมายที่มีอยู่ 5 อย่างมาตอบจิ พวกจารีตประเพณี  ศีลธรรม คำพิพากษาของศาลที่มีอยู่ก่อนแล้ว อะไรพวกนี้อ่ะ ในหนังสือมีให้อ่านเยอะแยะ  ลองดู

ชอบ + 170   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Fri 10 July 09 , 20:06


  ตาม
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 44

ครับ ขอบคุณมากๆๆเลยนะครับ 

ชอบ + 175   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Fri 10 July 09 , 20:49


  ส่งข่าวให้อ่าน
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 45

อ่านพบข่าวเล็กๆชิ้นหนึ่ง(10 กรกฎาคม 2552)ที่ระบุว่า ศาลอาญามีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การจำเลย คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสุรเดช มุขยางกูร น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ น.ส.ยุพิน จันทนา อดีตกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากนายสนธิ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ ฯ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540 

เหตุที่ศาลสั่งเลื่อนคดีปเป็นวันที่ 12 ตุลาคม 2552 เพราะนายสนธิมอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดโดยอ้างว่า อยู่ระหว่างพักรักษาอาการบาดเจ็บจากการผ่าตัดบาดแผลถูกลอบยิงที่ศีรษะ 

หลังอ่านจบทำให้ระลึกได้ว่า เมื่อ 10 ปีก่อนเคยติดตามข่าวชิ้นหนึ่งซึ่งกลายเป็นชนัก(คดี)ติดหลังนายสนธิมาจนถึงทุกวันนี้ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมอีกด้านหนึ่งของผู้ที่สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำการต่อสู้กับระบอบทักษิณ 

(นายสนธิอาจอ้างว่า ถูกเล่นงานในคดีนี้เป็นเนื่องจากถูกกลั่นแกล้งจากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น เพราะนายสนธิและหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเสนอข่าวโจมตีนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างรุนแรง และสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กำลังถูกสื่อมวลชนเปิดโปงเรื่องซุกหุ้น) 

คดีดังกล่าวเริ่มจากบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอนจิเนียริง จำกัด(มหาชน)หรือไออีซีค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป(มีนายสนธิ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหาร-บริษัทแม่ของไออีซี)ซึ่งกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย 1,198 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 แต่ทางไออีซีไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ 

อย่างไรก็ตาม นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ตุลการศาลรัฐธรรมนูญ(ในขณะนั้น)และเป็นประธานกรรมการไออีซีในช่วงที่มีการค้ำประกันเงินกู้ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการไออีซีไม่เคยอนุมัติให้ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ป แต่ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของไออีซีปลอมมติคณะกรรมการ 

ขณะที่นายสุรเดช มุขยางกูร กรรมการผู้อำนวยการไออีซียอมรับกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ว่า ไออีซีค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ปจริง(คอลัมน์เดินหน้าชน , มติชนรายวัน25 กันยายน 2542) 

ต่อมาในเดือนธันวาคม 2542 สำนักงาน ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษนายสุรเดช ต่อพนักงานสอบสวนโดยกล่าวหาว่า ปลอมหรือยินยอมให้มีการปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทไออีซีเพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการบริษัทไออีซีมีมติให้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ในนามบริษัท ไออีซี เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 312 ระหว่างโทษจำคุก 5-10 ปี และยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานปลอมแผลงเอกสารด้วย 

สำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจสอบข้อมูลกรณีดังกล่าวเพิ่มเติม จนกลางเดือนตุลาคม 2543 (พ.ต.ท.ทักษิณเริ่มถูกเปิดโปงเรื่องซุกหุ้น กันายน 2543) จึงได้กล่าวโทษ นายสนธิ นายสุรเดช นางสาวเสาวลักษณ์ และนางสาวยุพิน อดีตกรรมการบริษัท ร่วมกันปลอมเอกสารในการทำสัญญาร่วมค้ำประกันการกู้จำนวน 1,073 ล้านบาทให้แก่บริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ปจากธนาคารกรุงไทยโดยคณะกรรมการบริษัทแมเนเจอร์ มิได้รับทราบและมิได้มีการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินของบริษัทแมเนอร์เจอร์ฯ 

การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 307, 311 312 ซึ่งแต่ละกระทง ระวางโทษจำคุก 5-10 ปีและยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268 

หลังสำนักงาน ก.ล.ต.กล่าวโทษในครั้งนั้นแล้ว เรื่องราวของนายสนธิและบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ปในคดีนี้ก็เงียบหายไป จนนึกว่า นายสนธิหลุดจากคดีดังกล่าวแล้ว เพราะเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต้นปี 2544 เป็นยุคที่นายสนธิกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่ง 

แต่เมื่อมาอ่านข่าวพบว่า ศาลอาญาเลื่อนนัดสอบปากคำจำเลยซึ่งก็คือนายสนธิในคดีนี้ ทำให้รู้ว่า นายสนธิกำลังเผิชิญกรรม(เก่า)ที่ตนเองก่อไว้เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว 

คดีนี้จะมีผลกระทบต่อสถานะของ(ว่าที่)หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ ต้องคอยดูกันต่อไป



ชอบ + 177   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sat 11 July 09 , 11:51


ท.ปกรณ์
สมาชิก
ตอบ : 1458

ความเห็นที่ 46

...ธรรมชาติ...กฎหมายนั้นมีหรือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่แล้วซึ่งกฎหมายตามลักษณะแนวคิดนี้จะเกิดจากความรู้สึกผิดชอบของมนุษย์ และที่เกิดจากภาวะในจิตใจที่จะไม่อยากให้ใครกดขี่ข่มเหงหรือเอารัดเอาเปรียบและก็คิดว่าตัวเองนั้นก็ไม่ควรจะไปกดขี่ข่มเหงคนอื่นเช่นกัน...หลักดังกล่าวนี้มีความเจริญงอกงามออกมาให้เห็นและปฏิบัติกันเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม...ความลำบากพยายามของคนสมัยก่อนทำให้รู้จักคิดค้นหาวิธีการสร้างสรรค์ได้อย่างมีคุณค่าสามารถลองผิดลองถูกจนกลายเป็นทฤษฎีผิดกับสมัยนี้... 

ชอบ + 162   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sun 12 July 09 , 02:38


  Deseven7
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 47

ขอคำอธิบายเกี่ยวกับความหมายเกี่ยวกับ กฏหมายรัฐธรรมนูญ กฏหมายปกครอง กฏหมายอาญาหน่อยคับ ขอบคุณครับ

ชอบ + 151   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sun 12 July 09 , 21:39


ท.ปกรณ์
สมาชิก
ตอบ : 1458

ความเห็นที่ 48

...หน่อยแค่ไหนเอ่ย...สามเรื่องพันนึงเอาป่าว...แน่ะ อาการเริ่มงกชักออกแล้วเรา...

ชอบ + 155   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sun 12 July 09 , 22:21


ท.ปกรณ์
สมาชิก
ตอบ : 1458

ความเห็นที่ 49

...ความหมายของกฎหมาย...กฎหมายนั้นมีความหมายอยู่หลายประการ ซึ่งความหมายจะแปรเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ลักษณะของสังคมที่แตกต่างกัน สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ความต้องการของประชาชนในสังคมนั้น ๆ แต่หลักที่สำคัญและเป็นความหมายของกฎหมายโดยทั่วไปจะมีอยู่ 4 ประการ คือ 
1. กฎหมายต้องเป็นคำสั่ง 
2. กฎหมายถูกกำหนดขึ้นโดยผู้มีอำนาจในสังคม 
3. กฎหมายใช้บังคับและเป็นที่ทราบแก่คนทั่วไป 
4. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับแก่ผู้ฝ่าฝืน





แก้ไขเมื่อ : Sun 12 July 09 , 22:43

ชอบ + 155   ตอบกลับความคิดเห็นนี้ : IP:      ตอบเมื่อ : Sun 12 July 09 , 22:41

Page •  1   2  3 
ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง LAWYERTHAI.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป

แสดงความคิดเห็น
Name :  
Special Tag : ปิดท้ายคำสั่ง
 
  :-D 8-| :-( :-) :-[ )-( B-) B-( :-P 8-.
Comment :

ใส่ตัวเลขในช่องว่าง :
   
ออกแบบเว็บไซต์โดย Gomew Co., Ltd.