หน้าแรก   เกี่ยวกับเรา   บริการของเรา  ติดต่อเรา  สนับสนุนเรา  สมุดเยี่ยม
    • ติดตาม lawyerthai ผ่านทาง /lawyerthai  /iamlawyerthai
close [x]
close [x]

Our Partners | รีวิว ร้านอาหาร เชียงใหม่ | รีวิว ที่เที่ยว เชียงใหม่ | รีวิว ที่พัก เชียงใหม่ | Chiang Mai Thailand | Chiang Mai Travel | Chiang Mai Travel Guide | Chiang Mai Boutique Hotel | กฎหมาย | ปรึกษากฎหมายฟรี | Detox Chiang Mai | Chiang Mai Wedding Planner | จัดงานเลี้ยง เชียงใหม่
Home
  ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)     สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 

เวลาขณะนี้ Sun 1 March 15 22:01

กระดานสนทนากฎหมาย

lawyerthai lawyerthai
 



รับปรึกษาคดีความและปัญหาข้อกฎหมาย ฟรี
Page •  1   2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90 

khokpho
สมาชิก
ตอบ : 42

โดยทนายความมีประสบการณ์




แก้ไขเมื่อ : Mon 3 November 08 , 09:09

IP:      ตอบเมื่อ : Mon 3 November 08 , 08:59


arty

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 1

ช่วยตอบด้วยครับ คือว่าผมไปทำสัญญาซื้อที่ดินและได้จ่ายเงินบางส่วนแล้วแต่ตอนนี้ผมเดือดร้อนอยากจะยกเลิกสัญญานั้นผมจะเป็นผู้ผิดสัญญาหรือเปล่าและจะเรียกเงินคืนได้ไหมครับช่วยตอบผมด้วยเดือดร้อนจริงๆ

ชอบ + 434 IP: 113.53.36.210 ตอบเมื่อ : Thu 27 January 11 , 16:31


pol00810081
ตอบ : 18434

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 2

ความคิดเห็นคุณ ดา : ตอบเมื่อ Tue 4 January 11 , 16:00
ปรึกษาหน่อยคือได้เอาที่นาไปจำนองไว้กับบริษัทเอกชน 300000 แต่ได้ชำระหนึ้ไปแล้ว160000บาทตอนนี้เหลืออีก140000บาท แต่ได้ส่งบ้างไม่ส่งบ้างเดือนเว้นเดือน เขาโทรมาหาก็มีแต่จะประกาศขายที่นาเราอย่างเดียว ได้อ่านในกฎหมายการจำนองถ้าลูกหนี้ขาดส่งเป็นระยะเวลา 5 ปี ถึงจะประกาศขายได้ ไม่เข้าใจเขาเลยทำไมจะต้องขู่เราเรื่อย เราไม่รู้จะปรึกษาใคร ให้คำแนะนำด้วย 
รอทางเขาฟ้องมาก่อนนะครับ ประกาศขายไม่ได้  ตอนนี้  ทนายอภิชาต 081-5522-971

ชอบ + 429 IP: 124.120.202.141 ตอบเมื่อ : Tue 4 January 11 , 18:07


g
ตอบ : 18434

ความคิดเห็นยอดนิยมอันดับ 3

    

ชอบ + 374 IP: ตอบเมื่อ : Tue 4 November 08 , 16:19


  g
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 1

    

ชอบ + 339    IP:      ตอบเมื่อ : Tue 4 November 08 , 16:19


  g
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 2

    

ชอบ + 374    IP:      ตอบเมื่อ : Tue 4 November 08 , 16:19


  nan
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 3

สวัสดีคะดิฉั้นมีเรื่องปรึกษาคือว่าพ่อแม่ของดิฉั้นอย่าร้างนานแล้วและพ่อได้ทำสัญญาว่าจะส่งเสียเงินจนกว่่าฉันเรียนจนจบเดือนละ4000บาทแต่ท่านละเลยไม่ได้ส่งเสียเป็นเวลากว่า6ปีแล้วตอนนี้ฉันอายุ23ปีแล้วยังเรียนไม่จบปริญญาตรีเลยเพราะไม่มีเงินเรียนต่อ  

ชอบ + 290    IP:      ตอบเมื่อ : Fri 7 November 08 , 09:12


khokpho
สมาชิก
ตอบ : 42

ความเห็นที่ 4

สัญญาที่ว่า ทำกันที่ไหน เป็นหนังสือหรือวาจาหรือเป็นบันทึกการหย่าหรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาล เพราะมีผลผูกพันและสภาพการบังคับต่างกัน และได้ระบุไว้ชัดเจนหรือไม่ว่าต้องเรียนจบถึงระดับไหน 
หากเป็นสัญญาด้วยวาจา ก็ยากที่จะบังคับให้ปฎิบัตตามได้ ด้วยเหตุว่ากฎหมายบัญญัติทำนองว่าบิดามารดามีหน้าที่ตามต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรจนบรรลุนิติภาวะเท่านั้น(อายุ 20 ปี) อีกทั้งระดับปริญญาตรีก็พ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับตามที่ทางราชการกำหนดแล้ว แต่หากสัญญาที่ว่าทำเป็นหนังสือไม่ว่ากระทำกันเองหรือเป็นบันทึกการหย่าณ.ที่ว่าการอำเภอหรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นที่ศาล อย่างนี้สามารถใช้เป็นหลักฐานบังคับได้ แต่ต้องให้มารดาเป็นผู้ดำเนินการเพราะกฎหมายห้ามบุตรฟ้องร้องบิดาในกรณีเช่นว่านี้

ชอบ + 334    IP:      ตอบเมื่อ : Fri 7 November 08 , 09:39


  T
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 5

สวัดดีครับผมมีปัญหากลุ้มใจอยากจะถามครับ ผมกับภรรยาหย่ากันได้เกือบปีแล้วครับ ก่อนหน้านั้นไม่นานภรรยาผมเขาอยากเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ของตัวเขา ตัวลูก และตัวผมด้วย แต่ผมไม่อยากเปลี่ยน เราเลยมีปัญหากันสาเหตุที่เขาอยากเปลี่ยนเขาไปดูดวงมาเขาว่าชื่อ-นามสกุลทั้งสามคนเป็นการกีณี แต่ผมไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ เราเลยมีปากเสียงกัน เขาบอกว่าถ้าผมไม่อยากเปลี่ยนก็ไม่เป็นไรขอให้เขากับลูกเปลี่ยนได้ไหม ด้วยความรำคาญ
ผมจึงยอมให้เขาเปลี่ยน ชื่อ-นามสกุลกันสองคนโดยตัวผมไม่ได้เปลี่ยนด้วย
หลังจากนั้นไม่นานเราก็หย่ากัน โดยบุตรอยู่กับมารดาตามในเอกสารใบหย่า
แต่ในเอกสารระบุไว้ว่า ให้บิดามีสิทธิพบบุตรได้ตลอดเวลา แต่หลังจากนั้นผมได้พบลูกแค่ 2-3 ครั้ง เขาก็ไม่ยอมให้ผมพบกับลูกอีก มีอยู่วันหนึ่ง ทางโรงเรียนโทรมาแจ้งว่าน้องมีอุบัติเหตุหัวแตก ต้องส่งโรงพยาบาลแต่ไม่สามารถติดต่อมารดาได้ ผมจึงรีบไปดูลูกและได้พาลูกส่งกลับบ้านของมารดา แต่ภรรยาผมกลับไปแจ้งที่โรงเรียนว่าห้ามติดต่อทางบิดาและถ้าบิดามาขอพบบุตรที่โรงเรียนก็ห้ามพบ พอดีผมมีโอกาสได้เจอครูประจำชั้นผมจึงขออนุญาติขอเจอน้อง ครูเขาคงเห็นใจเด็กเลยยอมให้เราพบกันและครูก็แจ้งให้ผมทราบว่าเขามาแจ้งห้ามติดต่อเอาไว้ พอผมเจอลูกผมเห็นลูกทำหน้าเศร้าๆผมก็เลยถามลูกว่าเป็นอะไร ลูกก็ตอบผมว่ากลัวแม่ดุแม่สั่งไม่ให้เจอพ่อ ผมก็เลยบอกลูกว่าไม่เป็นไรลูกก็ไม่ต้องบอกแม่นะว่าพ่อมาหา ผมร้อนใจมากครับไม่รู้จะปรึกษาใคร ในกรณีแบบนี้ผมยังมีโอกาสที่จะได้พบลูกอยู่ไหมครับผมควรต้องทำอย่างไรบ้าง โดยที่เขายอมให้ผมได้เจอลูก ได้โปรดช่วยผมด้วยครับ จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ขอบคุณครับ

ชอบ + 335    IP:      ตอบเมื่อ : Fri 14 November 08 , 02:16


  T
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 6

ผมลืมไปอีกอย่างครับ ตอนนี้ผมทราบว่ามารดาของอดีภรรยาผมได้เสียชีวิตแล้ว ที่บ้านเขาจึงไม่มีใครอยู่ ตอนเช้าเขาต้องฝากลูกไว้กับเพื่อนบ้านเพื่อรอรถโรงเรียนมารับ และตอนเย็นลูกต้องอยู่กับเพื่อนบ้านรอจนกว่าตัวเขาเลิกงาน กว่าจะกลับถึงบ้านก็ 18.30น.หรือบางวันก็ค่ำ ผมสงสารลูกมากครับ

ชอบ + 323    IP:      ตอบเมื่อ : Fri 14 November 08 , 02:25


  khokpho
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 7

         จากบันทึกข้อตกลงการหย่าที่ว่า ให้บุตรอยู่กับมารดาและให้ฝ่ายบิดามีสิทธิพบบุตรได้ตลอดเวลา แสดงว่าอำนาจในการปกครองบุตรยังคงมีอยู่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพียงแต่ฝ่ายมารดาเป็นผู้ดูแลบุตรเท่านั้น การที่มารดาแสดงพฤติกรรมกีดขวางการพบปะดังกล่าวจึงถือว่าเป็นการใช้สิทธิที่ทำให้บุคคลอื่น(บิดา)ได้รับความเดือดร้อนเสียหายและไม่ชอบด้วยกฎหมาย 
         ทางแก้ไข กรณีนี้ถือเป็นข้อพิพาททางแพ่ง ท่านต้องไปร้องต่อศาลตามความประสงค์ของท่าน อาทิเช่น ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองดูแลบุตรแต่ฝ่ายเดียว หรือขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมารดากระทำการดังกล่าวนั้น ซึ่งโดยหลักแล้วศาลมักจะมีคำสั่งห้ามตามคำขอ  แต่การขอใช้อำนาจปกครองดูแลบุตรฝ่ายเดียวศาลจะพิจารณาถึงความเหมาะสมโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ รายได้ ความประพฤติ ฯลฯ ตลอดทั้งเพศและอายุของบุตร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในทางปฎิบัติคดีในลักษณะเช่นว่านี้ศาลมักจะไม่ตัดอำนาจปกครองบุตรของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพราะการเป็นผู้ปกครองร่วมกันจะเป็นประโยชน์กับบุตรมากกว่า เว้นแต่จะมีเหตุพิเศษเป็นกรณีไป 

ชอบ + 312    IP:      ตอบเมื่อ : Fri 14 November 08 , 08:08


  bb
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 8

ขอคำปรึกษาด้วยค่ะ
รับจ้างทำของคือทำงานตกแต่งภายในให้ลูกค้า มีการตกลงเรื่องค่าปรับวันละ 5,000 บาท งานเสร็จเลยระยะเวลาที่ตกลง แต่ลูกค้าไม่ได้เลิกสัญญาและรับมอบงานโดยมิได้อิดเอื้อน แต่ไม่ยอมชำระเงินที่ขาด ต่อมาได้ส่งหนังสือบอกกล่าวและดำเนินการฟ้อง ในคำฟ้องระบุให้จำเลยชำระเพียงเงินส่วนที่ขาดโดยหักเงินค่าปรับออก ซึ่งทนายไม่ได้แนะนำให้เรียกในส่วนเงินค่าปรับด้วยอ้างว่าจะได้มีประเด็นเดียว ต่อมาพอถึงวันนัดศาลไกล่เกลี่ยแล้วให้จำเลยชำระเงินเพียงครึ่งเดียว จำเลยบอกว่าจะจ่ายโดยการโอนเงินเข้าบัญชีให้พยานเท่านั้น (พยานคือผู้รับเหมาช่วงที่ทั้งสองฝ่ายอ้างเป็นพยาน แต่จำเลยมีหมายเรียกพยานฝั่งเดียว) ผู้พิพากษาได้ทำรายงานกระบวนการพิจารณาระบุให้จำเลยจ่ายเงินเข้าบัญชีพยาน ให้โจทก์ถอนฟ้องและแถลงไม่ติดใจนำคดีมาฟ้องร้องอีกและจำหน่ายคดี โจทก์ลงลายมือชื่อ ต่อมาพยานได้รับเงินที่โจทก์ฟ้องจากจำเลย และในวันเดียวกันนั้นพยานโอนเงินกลับไปให้จำเลยทั้งหมด 
     มีคำถามดังนี้ค่ะ
1.  ทนายมิได้ทำคำร้องขอถอนฟ้อง และจำเลยโอนเงินให้พยาน แล้วพยานก็โอนกลับไปทั้งหมด โจทก์ยังไม่ได้รับเงินเลย แต่ศาลจำหน่ายคดีแล้วโดยในรายงานกระบวนฯ ลงเวลา 9.30 น. ทั้งที่พยานเพิ่งได้รับเงินประมาณ 12.30 น. แต่พยานก็แฟกซ์เอกสารการโอนเงินคืนมาให้โจทก์แล้ว ทำอย่างไรดีคะ
2.  ทำอย่างไรเรื่องค่าปรับ เพราะในคำฟ้องตัดประเด็นเรื่องนี้ออกไปแล้วมาทราบทีหลังจากเว๊บของ อ.ประมาณ ในเรื่องคุณแคทรียา ว่าหากจำเลยไม่ได้เลิกสัญญาและรับมอบงานที่ล่าช้าโดยมิได้อิดเอื้อนก็ไม่สามารถปรับได้
     ช่วยตอบคำถามด้วยนะคะ ตั้งใจทำงานอย่างดีแล้วไม่ได้เงินค่าเหนื่อยกลับต้องมาฟ้องร้องแล้วยังไม่ได้เงินอีก ยอมรับว่าไม่รู้กฎหมายดี จึงจ้างทนายมาช่วย แต่ทนายคนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้  

ชอบ + 316    IP:      ตอบเมื่อ : Sat 15 November 08 , 08:48


  khokpho
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 9

                ผลการไกล่เกลี่ยที่ว่า จำเลยยอมจ่ายเงินให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งจากทุนทรัพย์ที่ฟ้อง โดยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลภายนอก แต่เมื่อบุคคลภายนอกได้รับเงินแล้วไม่นำมาส่งมอบแก่โจทก์แต่กลับนำส่งคืนจำเลย ก็เท่ากับว่าโจทก์ยังมิได้รับการชำระหนี้ตามข้อตกลงนั่นเอง
                ทางแก้ไข   ให้ท่านหรือทนายความยื่นคำแถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีหมายเรียกตัวจำเลยและบุคคลภายนอกนั้นมาไต่สวนสอบถามเหตุขัดข้องที่ไม่ส่งมอบเงินชำระหนี้แก่โจทก์ และเชื่อว่า   กรณีปัญหาเช่นนี้ศาลจะหาข้อยุติได้ไม่ยุ่งยากนัก
               ( ความจริงข้อตกลงทั้งหลายดังที่กล่าวควรจะทำเป็นสัญญาประนีประยอมความยอม มิใช่กล่าวไว้แต่เพียงในรายงานกระบวนพิจารณาคดีของศาลเท่านั้น )
                 กรณีเงินค่าปรับเมื่อคำฟ้องยอมให้จำเลยหักออกจากค่าจ้างส่วนที่ค้างไปแล้ว จึงถือว่าท่านสละสิทธิเรียกร้องเงินในส่วนดังกล่าวนั้นแล้ว 
ดังนั้นในชั้นนี้จึงไม่สิทธิที่จะเรียกร้องได้อีก

ชอบ + 297    IP:      ตอบเมื่อ : Sat 15 November 08 , 10:14


kilalajang
สมาชิก
ตอบ : 2

ความเห็นที่ 10

รบกวนนิดนึงนะคะ

คือตอนนี้หนูอยู่ม.1อยากทราบว่าถ้าจะเรียนเป็นอัยการ
ตอนม.ปลายต้องเรียนสายไหนคะ
แล้วต้องทำคะแนนวิชาไหนดีๆ
แล้วส่วนใหญ่ข้อสอบของมหาวิทยาลัยจะออกเรื่องไหนบ้างคะ
ขอบคุณค่ะ

ชอบ + 320    IP:      ตอบเมื่อ : Sun 16 November 08 , 14:17


  สายบู๊
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 11

วิชาภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ครับ
ข้อสอบ มหาลัยก็แล้วแต่หลักสูตร ของแต่ละมหาลัย ออกได้หมด ครับ

ชอบ + 292    IP:      ตอบเมื่อ : Sun 16 November 08 , 17:44


  T
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 12

  ขอขอบคุณ คุณkhokpho มากครับ  

ชอบ + 300    IP:      ตอบเมื่อ : Tue 18 November 08 , 12:28


  นฤมล
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 13

ประมาณปี  2546  ดิฉันทำงานบริษัท  แต่ได้กระทำความผิดโดยใช้บิลที่เบิกเงินแล้วนำมาเบิกซ้ำอีก  และทำสัญญาเงินกู้ขึ้นเองโดยใช้ชื่อเพื่อนร่วมงาน  แต่เจ้านายจับได้แต่ไม่เอาความใด  ๆ  โดยหนี้ที่ดิฉันทำผิดทั้งหมดเจ้านายให้ทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาเงินกู้ขึ้นโดยให้ดิฉันและสามีกู้ร่วมค่ะ ( โดยหนี้สินทั้งหมดเจ้านายใช้ดอกเบี้ยร้อยละ  3 %  ต่อเดือน  ร้อยละ  5  ต่อเดือนบ้าง แต่ดิฉันก็จำต้องยอมเซ็นต์เพราะกลัวค่ะ )ต่อมาดิฉันก็ได้ใช้หนี้บางส่วนโดยให้เจ้านายหักจากเงินเดือน   พอประมาณเดือน  ก.ค. 2551  ดิฉันกับแฟนได้ขอลาออกเพราะจะทำธุรกิจเล็ก  ๆ  เองแต่เจ้านายไม่พอใจมากเพราะสามีเป็น  SALE  ที่ทำเงินให้เค้าปีละหลายล้านบาทค่ะ  จึงขู่ว่าจะฟ้องอาญาในเรื่องเก่าที่เคยทำสัญญาเป็นตัวเงินแล้ว  ดิฉันกลัวมากค่ะ  กลัวติดคุก  ถ้าเค้าฟ้องจริงจะรบกวนคุณทนายว่าความให้จะมีสิทธิติดคุกไหมคะ  ตอบหน่อยนะคะเพราะไม่รู้จะไปปรึกษาใครค่ะ

ชอบ + 313    IP:      ตอบเมื่อ : Tue 18 November 08 , 14:56


  khokpho
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 14

       1.  ใช้บิลเบิกซ้ำ เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ยอมความได้ การทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ดังกล่าวทำให้คดีอาญาในส่วนนี้ยุติลง
       2.  ทำสัญญากู้โดยใช้ชื่อคนอื่น เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงเช่นกัน แต่หากท่านทำการปลอมลายมือชื่อบุคคลอื่นด้วยก็จะเป็นความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารอีกกระทงหนึ่งซึ่งยอมความกันไม่ได้ แม้ทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้วบริษัทก็ยังสามารถแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีได้
          ส่วนว่าจะติดคุกหรือไม่นั้น เมื่อดูตามพฤติการณ์ที่ว่ามีการทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้ต่อกันและได้มีการปฎิบัติตามสัญญานั้นโดยชำระหนี้หรือค่าเสียหายให้ครบถ้วนเช่นนี้แล้ว หากผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนศาลก็น่ารอการลงโทษ (ไม่ติดคุก) แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านได้ปลอมแปลงเอกสารจำนวนกี่ครั้งกี่หนด้วย

ชอบ + 305    IP:      ตอบเมื่อ : Tue 18 November 08 , 15:58


  นฤมล
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 15

เรื่องการปลอมลายมือชือทำขึ้นประมาณ  2 - 3  ฉบับ  แต่เพื่อนร่วมงานไม่เอาความใด  ๆ  อย่างนี้ต้องติดคุกไหมคะ    แล้วจะต้องทำอย่างไรคะ  ช่วยตอยด้วยนะคะ

ชอบ + 297    IP:      ตอบเมื่อ : Tue 18 November 08 , 16:08


  khokpho
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 16

          แม้บุคคลที่ถูกปลอมชื่อนั้นจะไม่เอาความ แต่บริษัทซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการอ้างเอกสารปลอมเช่นว่านั้นถือเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายและสามารถที่จะแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีฐานปลอมแปลงเอกสารกับท่านได้ แต่อย่างไรก็ตามพฤติการณ์เช่นว่านี้ที่สุดแล้วศาลยังน่าที่จะรอการลงโทษให้ได้
          หากมีการดำเนินคดีดังกล่าวขึ้นจริง ขอแนะนำว่าท่านควรติดต่อทนายความให้เขียนคำร้องประกอบคำรับสารภาพเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาของศาลว่าท่านสมควรได้รับการรอการลงโทษด้วยเหตุผลกรณีเช่นใด

ชอบ + 314    IP:      ตอบเมื่อ : Tue 18 November 08 , 16:29


kilalajang
สมาชิก
ตอบ : 2

ความเห็นที่ 17

ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ
อาจจะขอบคุณช้าหน่อยเพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้เปิดคอมพ์ค่ะ

ชอบ + 315    IP:      ตอบเมื่อ : Tue 18 November 08 , 18:43


  may
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 18

รบกวนขอคำปรึกษาด้วยค่ะ
     ปัญหาของหนูมีอยู่ว่าตอนนี้สามีหนูไปอยู่กินกับแฟนใหม่หนูอยากจะฟ้องอย่าหนูต้องทำยังไงบ้างคะหนูกับเค้าได้คุยกันบ้างแล้วแต่ก็ตกลงกันไม่ได้เขาอ้างว่าไม่มีค่าเลี้ยงดูให้ลูกจึงไม่ไปหย่าหนูว่ามันแปลกๆนะคะมีเงินให้เมียใหม่แต่ไม่มีเงินให้ลูกอีกอย่างตอนนี้หนูเดือดร้อนมากค่ะเขาเอารถที่หนูต้องใช้รับสงลูกไปขายหมดแล้วในฐานะภรรยาหนูมีสิทธิ์ทำอะไรได้มั้ยคะแต่หนูทำใจแล้วหละค่ะเพราะรถเป็นชื่อเค้าเค้าพาแฟนใหม่มาหาลูกที่โรงเรียนลูกหนูกลัวมากคุณครูที่โรงเรียนบอกว่าแฟนใหม่พยายามกีดกันไม่ให้เค้าเข้าใกล้ลูกหนูหนูจึงบอกเค้าว่าถ้ามาคนเดียวไม่ได้ไม่่ต้องมาหลังจากนั้นเค้าก็ไม่เคยมาหาลูกอีกเลยจะเป็นข้ออ้างได้ไหมคะว่าหนูกีดกันไม่ให้เค้าพบลูกอีกอย่างเค้าติดยากันทั้งคู่พอจะมีวิธีไหนที่หนูจะฟ้องเค้าทั้งคู่ได้บ้างคะแล้วต้องรออีกนานไหมกว่าจะฟ้องได้


ชอบ + 311    IP:      ตอบเมื่อ : Tue 18 November 08 , 21:24


  khokpho
  ผู้เยี่ยมชม
ความเห็นที่ 19

        ตอบ may       
                    พฤติการณ์ของฝ่ายชายดังที่กล่าวมานั้นสามารถฟ้องหย่าและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ(อายุ 20 ปี)ได้
                    ส่วนหญิงชู้นั้น ท่านก็สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายฐานชู้สาวได้เช่นกัน
                    การฟ้องร้องทั้งสองกรณีข้างต้นสามารถทำได้ทันที หากท่านประสงค์จะฟ้องดำเนินคดีควรไปพบและปรึกษาทนายความโดยตรง

ชอบ + 322    IP:      ตอบเมื่อ : Wed 19 November 08 , 06:38


Page •  1   2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90 
ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง LAWYERTHAI.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป

ออกแบบเว็บไซต์โดย Gomew Co., Ltd.